ไวรัส HPV ในผู้ชาย เสี่ยงกว่าที่คิด! เข้าใจให้ลึกก่อนจะสายเกินไป

ไวรัส HPV ในผู้ชาย เสี่ยงกว่าที่คิด! เข้าใจให้ลึกก่อนจะสายเกินไป

พูดถึงคำว่า HPV หรือ Human Papillomavirus หลายคนมักนึกถึงโรคในผู้หญิง เช่น มะเร็งปากมดลูก หรือการตรวจ Pap smear แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ชายเองก็มีความเสี่ยงจากไวรัส HPV สูงไม่แพ้กัน ทั้งในแง่การติดเชื้อ การแพร่เชื้อให้คู่นอน และการเกิดมะเร็งบางชนิดที่คนจำนวนมากยังไม่รู้ เช่น มะเร็งทวารหนัก มะเร็งองคชาต หรือมะเร็งช่องปาก และลำคอ

ยิ่งในยุคที่พฤติกรรมทางเพศมีความหลากหลายมากขึ้น การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก และทางปาก ล้วนทำให้โอกาสสัมผัส และติดเชื้อ HPV สูงขึ้นตามไปด้วย ที่สำคัญคือ ส่วนใหญ่ของการติดเชื้อ HPV ไม่มีอาการชัดเจน ทำให้ผู้ชายจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าตัวเองติดเชื้อ และอาจเผลอแพร่เชื้อไปให้คนอื่นต่อ ๆ กันโดยไม่รู้

ไวรัส HPV ในผู้ชาย เสี่ยงกว่าที่คิด! เข้าใจให้ลึกก่อนจะสายเกินไป
Love2test

ไวรัส HPV คืออะไร?

HPV (Human Papillomavirus) เป็นกลุ่มเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยมากในมนุษย์ โดยมีสายพันธุ์ย่อยมากกว่าร้อยชนิด บางชนิดทำให้เกิดหูดที่ผิวหนังทั่วไป บางชนิดทำให้เกิดหูดหงอนไก่ในอวัยวะเพศ และบางชนิดจัดเป็น สายพันธุ์เสี่ยงสูง ที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการเกิดมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก มะเร็งองคชาต มะเร็งช่องปาก และมะเร็งลำคอ

Love2test

ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของ HPV คือ

  • สามารถติดต่อได้ง่ายมาก ผ่านการสัมผัสผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ ช่องปาก หรือทวารหนัก
  • ไม่จำเป็นต้องมีการสอดใส่อย่างสมบูรณ์ก็สามารถติดเชื้อได้
  • จำนวนมากของการติดเชื้อ ไม่มีอาการ และหายไปเองในเวลา 1–2 ปีในคนที่ภูมิคุ้มกันดี
  • แต่ในบางรายเชื้อจะฝังตัวอยู่นาน กลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง และเพิ่มโอกาสเกิดมะเร็ง

เมื่อพูดถึง HPVs หลายคนเข้าใจว่าเป็นปัญหาของผู้หญิงเท่านั้น เพราะมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูกอย่างชัดเจน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ชายเป็นทั้งกลุ่มที่ติดเชื้อได้ และเป็น ตัวกลาง ในการแพร่เชื้อที่สำคัญมาก หากไม่ป้องกัน และไม่ตรวจคัดกรอง ความเสี่ยงทั้งต่อตัวเอง และคู่นอนจะเพิ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ

“ChatLove2test"

ทำไม HPV ในผู้ชายถึง เสี่ยงกว่าที่คิด?

สิ่งที่ทำให้ HPV ในผู้ชายเป็นเรื่อง น่ากังวลกว่าที่คิด มีอยู่หลายประเด็นที่มักถูกมองข้าม ทั้งด้านอาการที่เงียบ การขาดระบบคัดกรองที่ชัดเจนเหมือนผู้หญิง และทัศนคติที่ยังมองว่า ไม่ใช่เรื่องของผู้ชาย

ประเด็นสำคัญที่ควรตระหนัก ได้แก่

“PrEPLove2test"
  • ผู้ชายจำนวนมากติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว ส่วนใหญ่ของการติดเชื้อ HPV ไม่มีอาการให้สังเกตได้ชัด ผู้ชายจำนวนมากจึงใช้ชีวิตปกติ มีเพศสัมพันธ์ตามปกติ แต่กลายเป็น พาหะ ที่อาจส่งต่อเชื้อให้คู่นอนโดยไม่รู้ตัว
  • ผู้ชายไม่มีการตรวจคัดกรองแบบมาตรฐานเหมือน Pap smear ในผู้หญิง ในผู้หญิงมีการตรวจ Pap smear หรือ HPV DNA test เพื่อค้นหาความผิดปกติก่อนกลายเป็นมะเร็ง แต่ในผู้ชายยังไม่มีการตรวจคัดกรองที่ชัดเจนเป็นมาตรฐานทั่วไป ทำให้การพบความผิดปกติบางอย่างมักเกิดขึ้นเมื่อมีอาการมากแล้ว
  • HPV เชื่อมโยงกับมะเร็งหลายชนิดในผู้ชาย เช่น มะเร็งองคชาต มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องปากและลำคอ โดยเฉพาะในผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์จัด หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ การติดเชื้อ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงสามารถทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์ผิดปกติ และพัฒนาไปสู่มะเร็งได้ในระยะยาว
  • การมีเพศสัมพันธ์หลายรูปแบบ = พื้นที่เสี่ยงเพิ่มขึ้น เพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก และทางปากเป็นช่องทางสำคัญของการติด HPV ในผู้ชาย ทั้งในคู่รักต่างเพศ และชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) โดยเฉพาะมะเร็งทวารหนัก และมะเร็งช่องปากที่เกี่ยวข้องกับ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18
  • ไม่ใช่แค่เรื่อง หูดหงอนไก่ แต่เป็นเรื่องของระยะยาว ภาพจำเรื่อง HPV มักผูกกับหูดหงอนไก่ ซึ่งแม้รักษาได้ แต่ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงอาจไม่มีหูดให้เห็น แต่ทำให้เซลล์ผิดปกติ และกลายเป็นมะเร็งได้ในระยะยาว

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่า HPV ในผู้ชายไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ และไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย หากยังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ไม่เคยได้รับวัคซีน และไม่มีการตรวจสุขภาพที่เหมาะสม

HPV ติดต่อได้อย่างไร?

การเข้าใจเส้นทางการแพร่เชื้อของ HPV จะช่วยให้มองเห็นชัดมากขึ้นว่า พฤติกรรมแบบไหนเสี่ยง และควรระวังตรงไหนเป็นพิเศษ

HPV ติดต่อหลัก ๆ ผ่านการสัมผัสผิวหนัง และเยื่อบุในบริเวณอวัยวะเพศ ช่องปาก และทวารหนัก โดยมีช่องทางสำคัญดังนี้

  • เพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด เป็นวิธีที่หลายคนคุ้นเคย แต่แม้จะสวมถุงยางอนามัย ก็ยังไม่สามารถป้องกันได้ 100% เพราะถุงยางอนามัยไม่ได้คลุมทุกพื้นที่ผิวบริเวณอวัยวะเพศ และ HPV สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังบริเวณขาหนีบ อัณฑะ โคนองคชาต หรือผิวรอบ ๆ ได้
  • เพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก เป็นช่องทางที่มีความเสี่ยงสูงทั้งในแง่การติดเชื้อ HIV และ HPV โดยเฉพาะในชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย เยื่อบุทวารหนักมีความบอบบาง ฉีกขาดง่าย ทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น หากไม่มีการป้องกันหรือใช้สารหล่อลื่นที่เหมาะสม ความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นไปอีก
  • เพศสัมพันธ์ทางปาก (Oral sex) หลายคนคิดว่า oral sex ปลอดภัยกว่าการมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ แต่ความจริงคือ HPV สามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสเยื่อบุในช่องปาก ลิ้น และลำคอ โดยเฉพาะหากมีแผลเล็ก ๆ ที่เราไม่รู้ตัว เช่น แผลร้อนใน หรือแผลจากการกัดกระพุ้งแก้ม
  • การสัมผัสอวัยวะเพศกันโดยตรง หรือเสียดสีผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ แม้จะไม่มีการสอดใส่ แต่การสัมผัสหรือเสียดสีอวัยวะเพศกันโดยตรงก็สามารถถ่ายทอดเชื้อ HPV ได้เช่นกัน เพราะเชื้ออยู่บนผิวหนัง และเยื่อบุ
  • การใช้ของร่วมกันที่สัมผัสอวัยวะเพศ ในบางกรณี เช่น การใช้ของเล่นทางเพศ (sex toy) ร่วมกันโดยไม่ทำความสะอาด อาจเพิ่มความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อ HPV ได้เช่นกัน

สิ่งสำคัญคือ HPV ไม่จำเป็นต้องมี การสอดใส่อย่างสมบูรณ์ ก็สามารถแพร่เชื้อได้ เพียงแค่มีการสัมผัสผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปาก ในพื้นที่ที่มีเชื้ออยู่ ก็สามารถเกิดการติดเชื้อได้แล้ว

ใครบ้างที่เสี่ยงติด HPV ในผู้ชายมากกว่าคนอื่น

ใครบ้างที่เสี่ยงติด HPV ในผู้ชายมากกว่าคนอื่น?

ในทางทฤษฎี ทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์ มีโอกาสติดเชื้อ HPV ได้ แต่มีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยหลายอย่างมาซ้อนกัน เช่น

  • ผู้ชายที่มีคู่นอนหลายคน
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยเป็นประจำ
  • ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) โดยเฉพาะผู้ที่รับทางทวารหนัก
  • ผู้ที่เคยมีประวัติเป็นหูดหงอนไก่มาก่อน
  • ผู้ที่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นประจำ
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV
  • ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน HPV มาก่อน

การรู้ว่าตัวเองอยู่ใน กลุ่มเสี่ยง ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจไปตรวจ พิจารณาฉีดวัคซีน และวางแผนป้องกันตัวเองได้ดีขึ้น

อาการของการติดเชื้อ HPV ในผู้ชาย

สิ่งที่ทำให้ HPV ในผู้ชาย น่ากลัวอย่างเงียบ ๆ คือการที่ส่วนใหญ่ของการติดเชื้อ ไม่มีอาการ หรือมีอาการที่เบามากจนถูกมองข้าม หลายคนใช้ชีวิตตามปกติ แต่จริง ๆ แล้วร่างกายกำลังมีการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์จากการติดเชื้ออยู่

อาการที่อาจเกิดขึ้น เช่น

  • หูดหงอนไก่ (Genital warts) เป็นอาการที่คนส่วนมากนึกถึงเมื่อพูดถึง HPV ลักษณะเป็นตุ่มนูน ๆ หรือกลุ่มตุ่มเล็ก ๆ สีเนื้อหรือน้ำตาลอ่อน อาจเรียบหรือนูนคล้ายดอกกะหล่ำ พบได้ที่
    • ปลายองคชาต
    • โคนองคชาต
    • หนังหุ้มปลาย
    • ถุงอัณฑะ
    • รอบทวารหนัก
    • บริเวณขาหนีบ
  • ตุ่มหรือรอยโรคเล็ก ๆ ที่มองไม่ค่อยเห็น
    บางครั้งหูดมีขนาดเล็กมากจนผู้ป่วยไม่ทันสังเกต หรือเข้าใจว่าเป็นผื่นธรรมดา ทำให้ไม่ได้รับการวินิจฉัย และรักษา
  • อาการผิดปกติในระยะที่เป็นมะเร็งหรือก่อนเป็นมะเร็ง เช่น
    • ก้อนหรือตุ่มแข็งบริเวณองคชาต
    • แผลเรื้อรังที่ไม่หายภายในหลายสัปดาห์
    • เลือดออกผิดปกติจากทวารหนัก หรือปวดขณะขับถ่าย
    • เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
    • อาการเหล่านี้ควรพบแพทย์โดยด่วน ไม่ควรนิ่งนอนใจ

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า การไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าไม่มีเชื้อ และการรอให้มีอาการก่อนจึงค่อยสนใจมัก สายเกินไป ในมุมของการป้องกัน

ภาวะแทรกซ้อนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ HPV ในผู้ชาย 

ถ้าเราพูดว่า HPV เป็นเพียงแค่หูดหงอนไก่ ก็เท่ากับมองปัญหานี้แบบผิวเผิน เพราะจริง ๆ แล้ว HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงสามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่านั้นมาก โดยเฉพาะเมื่อเชื้ออยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน และไม่ถูกกำจัดออกได้แก่

  • มะเร็งองคชาต (Penile cancer) แม้จะพบได้น้อยเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น ๆ แต่มีความเกี่ยวข้องกับ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงอย่างชัดเจน ผู้ป่วยอาจมีแผลเรื้อรัง ก้อน หรือรอยโรคที่ปลายองคชาตหรือหนังหุ้มปลาย และอาจลุกลามรุนแรงหากไม่รักษาตั้งแต่ต้น
  • มะเร็งทวารหนัก (Anal cancer) พบมากขึ้นในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก โดยเฉพาะชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย การติดเชื้อ HPV ร่วมกับโรคอื่น เช่น HIV จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงขึ้นไปอีกหลายเท่า
  • มะเร็งช่องปาก และลำคอ (Oropharyngeal cancer) เกี่ยวข้องกับ HPV สายพันธุ์ 16 อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในคนที่มีพฤติกรรม oral sex กับคู่นอนหลายคน ร่วมกับการสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์จัด อาการอาจเริ่มจากเจ็บคอเรื้อรัง กลืนลำบาก ก้อนในคอ เสียงเปลี่ยน หรือมีก้อนที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ

ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังติดเชื้อ แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในระยะยาว นั่นหมายความว่า ยิ่งเราป้องกัน และดูแลตัวเองเร็วเท่าไร ความเสี่ยงก็ยิ่งลดลงมากเท่านั้น

การรักษาการติดเชื้อ HPV ในผู้ชาย

แม้ว่า HPV หลายสายพันธุ์จะสามารถหายได้เองใน 1–2 ปีในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันดี แต่ในผู้ชายที่มีอาการ เช่น หูดหงอนไก่ หรือมีความเสี่ยงจากสายพันธุ์เสี่ยงสูง การเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยการรักษา HPV ในผู้ชายแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ การรักษาอาการที่เกิดจากเชื้อ และ การติดตามเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

  • การรักษาหูดหงอนไก่ (Genital Warts) หูดหงอนไก่เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ชายที่ติดเชื้อ HPV และสามารถรักษาได้หลายวิธี ได้แก่
    • ยาทาเฉพาะที่ เช่น Podophyllotoxin หรือ Imiquimod ซึ่งช่วยทำลายเนื้อหูด และกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กำจัดเชื้อ
      เหมาะกับหูดขนาดเล็ก ไม่เป็นกลุ่มใหญ่
    • การจี้ด้วยความเย็น (Cryotherapy) ใช้ไนโตรเจนเหลวทำให้เนื้อหูดตาย และหลุดออกในไม่กี่สัปดาห์
    • การจี้ไฟฟ้า / เลเซอร์ (Electrocautery / Laser) เหมาะกับหูดที่ใหญ่ จับกันเป็นกลุ่ม หรืออยู่ในตำแหน่งที่ยาทาเข้าถึงยาก
    • การผ่าตัดเอาหูดออก ใช้ในกรณีที่หูดมีขนาดใหญ่มาก หรือสงสัยรอยโรคผิดปกติที่อาจต้องส่งชิ้นเนื้อไปตรวจ
    • ข้อควรรู้: การรักษาหูด = การกำจัดรอยโรค แต่ไม่ได้ทำให้เชื้อ HPV หายขาดทันที ดังนั้นยังมีโอกาสเกิดซ้ำได้ โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก
  • การดูแลรอยโรคในบริเวณทวารหนัก และช่องปาก ในผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักหรือ Oral sex แพทย์อาจตรวจพบรอยโรคที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นหูดชัดเจน เช่นเซลล์ผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับ HPV
    • การรักษาอาจประกอบด้วย
    • การจี้ทำลายรอยโรค
    • การติดตามตรวจซ้ำ (Anal Pap test หรือการส่องกล้องบริเวณทวารหนัก–ช่องปากในกรณีจำเป็น)
  • การรักษาไม่สามารถฆ่าไวรัสโดยตรงได้ ไม่มีตัวยาใดรักษาเชื้อ HPV ให้หายทันที แต่การรักษา
    • ช่วยลดจำนวนเชื้อในบริเวณที่มีรอยโรค
    • ลดโอกาสแพร่เชื้อให้คนอื่น
    • ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งในระยะยาว
    • ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการกำจัดไวรัส HPV ออกจากร่างกายในที่สุด
  • การเพิ่มภูมิคุ้มกันและดูแลชีวิตประจำวัน ปัจจัยที่ช่วยให้ร่างกายกำจัด HPV ได้เร็วขึ้น ได้แก่
    • พักผ่อนให้เพียงพอ
    • งดสูบบุหรี่ (สำคัญมาก เพราะบุหรี่ทำให้ร่างกายกำจัด HPV ได้ช้า)
    • ลดแอลกอฮอล์
    • ไม่เครียดเรื้อรัง
    • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยงจนกว่ารอยโรคจะหาย
  • การฉีดวัคซีน HPV หลังติดเชื้อ — ยังจำเป็นหรือไม่? แม้ผู้ชายจะเคยติดเชื้อ HPV หรือเคยมีหูดแล้ว ก็ยังควรฉีดวัคซีน HPV เพราะ
    • วัคซีนไม่ใช่การรักษา แต่ช่วยป้องกัน สายพันธุ์อื่น ที่ยังไม่เคยติด
    • ลดโอกาสเกิดหูดซ้ำ
    • ลดความเสี่ยงต่อมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ HPV ในระยะยาว
    • เหมาะสำหรับอายุ 9–26 ปีเป็นหลัก แต่ในบางประเทศแนะนำถึงอายุ 45 ปีสำหรับผู้มีความเสี่ยงสูง
วิธีป้องกัน HPV ในผู้ชาย

วิธีป้องกัน HPV ในผู้ชาย

แม้ HPV จะเป็นไวรัสที่แพร่ได้ง่าย และพบได้บ่อยมาก แต่ก็ใช่ว่าจะป้องกันไม่ได้เลย หากใส่ใจสุขภาพ และวางแผนอย่างเหมาะสม เราสามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งต่อตัวเอง และคู่นอน แนวทางสำคัญ ได้แก่

  • ฉีดวัคซีน HPV วัคซีน HPV ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือป้องกันที่มีประสิทธิภาพมาก โดยช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อทั้งสายพันธุ์เสี่ยงต่ำ และเสี่ยงสูง รวมถึงลดความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด วัคซีนมักแนะนำในวัยรุ่น แต่ผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยฉีดก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินได้เช่นกัน
  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่การใช้ถุงยางอนามัย ช่วยลดโอกาสสัมผัสผิวหนังบริเวณที่มีเชื้อ และช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ รวมถึงการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ด้วย
  • จำกัดจำนวนคู่นอน และเลือกคู่นอนอย่างมีสติ ยิ่งมีคู่นอนหลายคน ความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย การมีคู่นอนที่มั่นคง และเปิดใจพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศซึ่งกัน และกันเป็นหนึ่งในการป้องกันที่ทรงพลังมาก
  • ตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย หรือผู้ที่เคยมีหูดหงอนไก่ ควรพิจารณาตรวจคัดกรองเพิ่มเติมตามคำแนะนำของแพทย์ การตรวจเร็วเจอเร็วทำให้รักษาได้ง่ายกว่า และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาว
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และลดการดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และดื่มสุราจัด เป็นปัจจัยที่เพิ่มโอกาสที่เซลล์จะกลายเป็นมะเร็งเมื่อมีการติด HPV อยู่แล้ว การลดหรือเลิกพฤติกรรมเหล่านี้จึงเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง
  • ให้ความสำคัญกับสุขภาพช่องปาก และทวารหนักในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หากมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บคอเรื้อรัง ก้อนในคอ แผลรอบทวารหนัก หรือเลือดออกโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรพบแพทย์เสมอและบอกข้อมูลเรื่องพฤติกรรมทางเพศอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ได้รับการตรวจที่เหมาะสม

วัคซีน HPV กับผู้ชาย จำเป็นไหม หรือคิดว่าเป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น?

คำถามยอดฮิตคือ ผู้ชายต้องฉีดวัคซีน HPV ไหม? คำตอบคือ ควรพิจารณาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ และมีเพศสัมพันธ์ หรือมีโอกาสมีคู่นอนหลายคน

ประโยชน์ของการฉีดวัคซีน HPV ในผู้ชาย ได้แก่

  • ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ HPV ชนิดที่เกี่ยวข้องกับหูดหงอนไก่
  • ลดความเสี่ยงมะเร็งองคชาต มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งช่องปาก/ลำคอที่เกี่ยวข้องกับ HPV
  • ลดโอกาสแพร่เชื้อ HPV ไปยังคู่นอนในระยะยาว
  • สร้างภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าการรอให้ติดเชื้อแล้วค่อยรักษา

ถึงแม้ว่าวัคซีนจะได้ผลดีที่สุดหากฉีดก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ แต่ผู้ใหญ่ที่มีเพศสัมพันธ์แล้วก็ยังได้รับประโยชน์อยู่ โดยเฉพาะหากยังไม่เคยติดสายพันธุ์ที่วัคซีนครอบคลุม หรือยังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง

การตัดสินใจฉีดวัคซีนควรพิจารณาร่วมกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อายุ พฤติกรรมทางเพศ ประวัติโรคเดิม และความพร้อมด้านงบประมาณ หากสนใจควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับข้อมูลที่เหมาะกับคุณโดยเฉพาะ

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

โรคหูดหงอนไก่ หูดในที่ลับที่ป้องกันได้

ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อสุขภาพเพศที่ปลอดภัย

ไวรัส HPV ในผู้ชาย เสี่ยงกว่าที่คิด! ไม่ได้เป็นเพียงประโยคชวนอ่าน แต่สะท้อนความจริงสำคัญว่าผู้ชายจำนวนมากกำลังใช้ชีวิตร่วมกับความเสี่ยงนี้โดยไม่รู้ตัว ความเข้าใจผิดที่ว่า HPV เป็นปัญหาของผู้หญิง ทำให้ผู้ชายพลาดโอกาสสำคัญทั้งในการป้องกัน การดูแลตัวเอง และการปกป้องคนที่รัก

สิ่งที่ผู้ชายสามารถเริ่มทำได้ทันที คือการทำความเข้าใจว่า HPV คืออะไร ส่งผลอย่างไรกับสุขภาพของผู้ชาย และประเมินพฤติกรรมของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เช่น จำนวนคู่นอน การใช้ถุงยางอนามัย หรือรูปแบบการมีเพศสัมพันธ์ หากยังไม่เคยฉีดวัคซีน HPV ควรพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะเป็นวิธีป้องกันที่ได้ผลสูง และคุ้มค่าที่สุด นอกจากนี้ การใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอ การตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ โดยเฉพาะในผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และการรีบพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ ล้วนเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยง

เมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้อง และการป้องกันที่เหมาะสม HPV จะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด คุณสามารถใช้ชีวิตทางเพศได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และเคารพทั้งตัวเอง และคู่นอนมากยิ่งขึ้น

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Human papillomavirus (HPV) and cancer. Global overview on HPV transmission, risks, and cancer burden in men and women.
    [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/human-papilloma-virus-and-cancer
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). About Genital HPV Infection. Comprehensive information on HPV transmission, symptoms, prevention, and complications in males.
    [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/sti/about/about-genital-hpv-infection.html
  • National Cancer Institute (NCI). HPV and Cancer. Detailed explanations of HPV-related cancers including penile, anal, and oropharyngeal cancers in men.
    [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cancer.gov/about-cancer/causes-prevention/risk/infectious-agents/hpv-and-cancer
  • องค์การอนามัยโลก ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (WHO SEARO). เอกสารข้อมูล HPV และภาระโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องในภูมิภาค.
    [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/southeastasia
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลไวรัส HPV การป้องกัน การฉีดวัคซีน และโรคที่เกี่ยวข้องในเพศชายและเพศหญิง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th

Similar Posts

  • |

    ฝีต่อมบาร์โธลิน ป้องกันได้หรือไม่? คำตอบที่ผู้หญิงควรรู้

    ฝีต่อมบาร์โธลิน เป็นภาวะที่ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเคยได้ยินชื่อ แต่กลับไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง บางคนอาจคิดว่าเป็นเพียงก้อนบวมเล็ก ๆ ที่เดี๋ยวก็หายเอง ขณะที่บางคนรู้สึกกังวล อาย หรือไม่กล้าไปพบแพทย์ ทั้งที่อาการดังกล่าวอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ความเจ็บปวด และในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คำถามสำคัญคือ ฝีต่อมบาร์โธลินป้องกันได้หรือไม่? และผู้หญิงควรรู้อะไรบ้างเพื่อดูแลสุขภาพจุดซ่อนเร้นของตนเองอย่างถูกต้อง เราจะพาคุณไปรู้จักฝีต่อมบาร์โธลินตั้งแต่พื้นฐาน สาเหตุ อาการ วิธีรักษา การป้องกัน ไปจนถึงความเชื่อมโยงกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนดูแลตัวเองได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย ต่อมบาร์โธลิน คืออะไร?  ต่อมบาร์โธลิน (Bartholin’s glands) เป็นต่อมขนาดเล็ก 2 ข้าง อยู่บริเวณปากช่องคลอด ทำหน้าที่ผลิตสารหล่อลื่นเพื่อช่วยลดการเสียดสี โดยเฉพาะในช่วงที่มีการกระตุ้นทางเพศ ภายใต้ภาวะปกติ ต่อมเหล่านี้จะทำงานอย่างเงียบ ๆ จนแทบไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ แต่เมื่อใดก็ตามที่ ท่อของต่อมบาร์โธลินเกิดการอุดตัน ของเหลวไม่สามารถระบายออกได้ ก็จะเริ่มสะสมจนเกิดเป็นถุงน้ำ (Bartholin’s cyst) และหากมีการติดเชื้อซ้ำเติม ก็จะพัฒนาไปเป็น ฝีต่อมบาร์โธลิน (Bartholin’s abscess) ซึ่งมีอาการเจ็บ ปวด บวม แดง และอาจมีหนอง ฝีต่อมบาร์โธลิน…

  • |

    U=U คืออะไร? ทำความเข้าใจเพื่อลดการตีตรา และยกระดับความเข้าใจในสังคม

    ในยุคปัจจุบัน เอชไอวี (HIV) ยังคงเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ถูกเข้าใจผิด และเป็นสาเหตุของการตีตราในสังคม แม้ว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์จะทำให้ผู้มีผลเลือดบวกสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ความเข้าใจผิด และความกลัวที่ไม่สมเหตุสมผลยังคงส่งผลให้หลายคนเลือกที่จะตีตัวออกห่างหรือปฏิเสธการอยู่ร่วมกันกับผู้ติดเชื้อ การรับรู้ และเข้าใจแนวคิดใหม่ ๆ อย่าง U=U จะช่วยยกระดับทัศนคติที่ดีขึ้น ลดการตีตรา และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างไร้กังวล

  • ไวรัสตับอักเสบซี มียารักษาหายขาดแล้วนะ

    ปัจจุบัน ไวรัสตับอักเสบซี สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยา ซึ่งสร้างความหวังให้กับผู้คนนับล้านทั่วโลก ความก้าวหน้าล่าสุดของการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ได้ปฏิวัติรูปแบบการรักษาด้วยการใช้โปรแกรมที่มีประสิทธิภาพและยอมรับได้ดี ยาต้านไวรัส (DAA) ที่ออกฤทธิ์โดยตรงเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่ ไวรัสตับอักเสบซี ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อและกำจัดการติดเชื้อในร่างกาย ระยะเวลาในการรักษามักจะอยู่ระหว่าง 8-12 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับจีโนไทป์เฉพาะของไวรัสและสุขภาพส่วนบุคคลของผู้ป่วย อัตราในการรักษาหายขาดสูงมากถึง 95% และมีผลข้างเคียงน้อยมาก ความก้าวหน้าในการรักษาด้วยยาไวรัสตับอักเสบซีนี้เป็นก้าวสำคัญในด้านสาธารณสุข ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถกำจัดไวรัสและลดภาระของภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับตับ เช่น โรคตับแข็ง และโรคมะเร็งตับได้

  • โรคฝีดาษลิง รู้ก่อนป้องกันก่อน

    โรคฝีดาษลิง โรคฝีดาษวานร  หรือไข้ทรพิษลิง  (Monkeypox)  เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งเกิดจากไวรัสในตระกูลเดียวกันกับไวรัสโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ พบในสัตว์ ตระกูลลิง และสัตว์ฟันแทะ ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการรักษาหรือมีวัคซีนป้องกันโดยเฉพาะ แต่สามารถควบคุมการระบาดได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ ที่สามารถช่วยป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ประมาณ 85% ซึ่งการแพร่ระบาดของโลกฝีดาษ พบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ ร้อยละ 99 % เป็นผู้ชาย โดยติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้หลายคนให้ความสนใจและวิตกกังวลเป็นอย่างมาก

  • คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการตรวจเอชไอวี

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ยังไม่สามารถคิดค้นวิธีการรักษาให้หายขาดได้ นั่นก็คือ เอชไอวี (HIV : Human Immunodeficiency Virus) ที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ติดเชื้อลดลง ทำให้ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ เป็นสาเหตุของการเกิดโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ ได้ง่ายมากกว่าปกติ อีกทั้งหากไม่เข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วแล้ว จะส่งผลต่อร่างกายทำให้เข้าสู่ระยะรุนแรงที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อว่า ระยะเอดส์ นั่นเอง บทความนี้เราได้รวบรวมคำตอบของทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับ “การตรวจเอชไอวี” ที่คัดสรรมาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วว่า พบคำถามเหล่านี้บ่อยครั้งจากหลากหลายแหล่ง รวมไปถึงความเข้าใจผิด ๆ ที่ต้องการให้ผู้คนทั่วไปเข้าใจไปในทิศทางถูกต้อง ทำไมต้องตรวจเอชไอวี ? เอชไอวี หากทราบสถานะได้เร็วมากเท่าไหร่ โอกาสในการรักษาไม่ให้ลุกลามไปสู่ระยะรุนแรงก็มากด้วยเช่นกัน ดังนั้นการตรวจเอชไอวี จึงเป็นทางเลือกในการป้องกันที่สำคัญไม่แพ้การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทั้งยังเป็นการเพิ่มการตระหนักถึงการดูแลตนเองและคู่ของคุณ ดังนั้นจึงทำให้การตรวจเอชไอวี เป็นสิ่งที่จำเป็นและควรทำอย่างยิ่งในทุก ๆ ปีเช่นเดียวกับการตรวจสุขภาพประจำปี เมื่อไหร่ที่ควรเข้ารับการตรวจเอชไอวี? การตรวจเอชไอวี เป็นเรื่องใหญ่สำหรับใครหลายคน ด้วยความที่ว่าไม่มั่นใจว่าตนเองนั้นมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือไม่ ตลอดจนมองว่าการตรวจเอชไอวี ควรเข้ารับการตรวจเมื่อจำเป็นเท่านั้น อย่างไรก็ตามหากคุณคือหนึ่งในผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจพร้อมทั้งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด การตรวจเอชไอวี ใช้เวลานานหรือไม่ ? ระยะเวลาในการตรวจเอชไอวี ขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจที่เลือกใช้ หากเป็นการตรวจโดยสถานพยาบาลทั่วไปด้วยวิธีการตรวจที่นิยมใช้หลัก ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ระยะเวลาทราบผลได้เร็วที่สุดใน…

  • การรักษาหนองในในผู้หญิง: วิธีการ และข้อควรรู้

    โรคหนองใน เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย และสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ชาย และผู้หญิง แต่สำหรับผู้หญิงนั้น บางครั้งอาการอาจไม่ชัดเจน ทำให้การติดเชื้อถูกมองข้ามไป หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที โรคนี้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ภาวะมีบุตรยาก หรือโรคกระดูกเชิงกรานอักเสบ ดังนั้นการรับรู้ถึงวิธีการรักษา และข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคหนองในจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกัน และดูแลสุขภาพของตัวเองให้ปลอดภัยจากโรคนี้