ไวรัสตับอักเสบบี สาเหตุ อาการ การรักษา และการป้องกัน

ไวรัสตับอักเสบบี : สาเหตุ อาการ การรักษา และการป้องกัน

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) เป็นหนึ่งในโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบไตในมนุษย์อย่างสำคัญ โรคนี้เกิดจากไวรัสตับอักเสบบีที่เข้าไปทำลายเซลล์ตับของเรา โดยมักจะถูกติดต่อผ่านทางเลือด หรือน้ำลายที่มีเชื้อจากบุคคลที่ติดเชื้อ สำหรับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสนี้ มีโอกาสที่จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับเรื้อรังอย่างไร้ความรู้สึกมากขึ้น เราจึงจำเป็นต้องทราบข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ การรักษา และการป้องกันของโรคนี้อย่างชัดเจน

ไวรัสตับอักเสบบี สาเหตุ อาการ การรักษา และการป้องกัน

โรคไวรัสตับอักเสบบี คืออะไร

Love2test

โรคไวรัสตับอักเสบบี คือ การอักเสบของเซลล์ตับที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus : HBV) ซึ่งการติดเชื้อนี้อาจนำไปสู่โรคร้ายที่เป็นอันตรายต่อตับและชีวิตได้ เช่น ตับวาย ตับแข็ง และมะเร็งตับ โดยเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เป็นสาเหตุให้เซลล์ตับตาย มีการอักเสบ และเกิดพังผืดในตับ จนนำไปสู่ภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และอาจกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด และเชื้อไวรัสตับอักเสบบี สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ง่าย  เช่น ติดต่อทางเลือด น้ำเชื้อ และน้ำหลั่งอย่างอื่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อโดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย

โรคไวรัสตับอักเสบบี  สามาถแบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ

  •  ระยะเฉียบพลัน (เป็นแล้วหายภายใน 6 เดือน)  เมื่อได้รับเชื้อไปแล้วราว 2 – 3 เดือน จะมีอาการเป็นไข้ เป็นหวัด ปวดเมื่อยตามตัว หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์จะมีอาการตับอักเสบ ตัวเหลือง ตาเหลือง ถ้าตรวจดูจะมีค่า การทำงานของตับสูงกว่าปกติ อาการพวกนี้จะดีขึ้นภายใน 2 – 3 สัปดาห์ หลังจากนั้นร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา และผู้ป่วยส่วนมาก จะไม่กลับมาเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีอีก แต่ถ้าภูมิคุ้มกันไม่สามารถจัดการกับเชื้อไวรัสได้ ก็จะกลายเป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดเรื้อรังซึ่ง อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้ในที่สุด
  • ระยะเรื้อรัง (เป็นนานกว่า 6 เดือน) ส่วนมากแล้ว ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีชนิดเรื้อรังมักจะได้รับเชื้อ มาตั้งแต่ยังอยู่ในวัยทารก หรือวัยเด็ก โดยได้รับจากมารดาในช่วงหลังคลอด รวมทั้งได้รับเชื้อจากคนแวดล้อม และสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ  เพราะเด็กเล็กๆมีภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงดีจึงติดเชื้อง่าย ซึ่งร่างกายยังไม่รู้ว่าเชื้อนี้เป็นเชื้อโรคที่ต้องกำจัด เชื้อจึงเข้าไปอยู่ในตับโดยไม่ถูกต่อต้าน และแพร่พันธุ์ไปเรื่อย ๆ ถ้าตรวจดูเด็ก ๆ พวกนี้จะพบไวรัสเป็นร้อย ๆ ล้าน ๆ ตัวต่อเลือด 1 ซีซี เลยทีเดียว โดยเด็กไม่มีอาการตับอักเสบ ถือเป็นพาหะไวรัสบีเฉยๆ
อาการของโรคไวรัสตับอักเสบบี

อาการโรคไวรัสตับอักเสบบี

ระยะเฉียบพลัน โดยอาการที่มีจะเป็นๆ หายๆ และอาจคล้ายกับอาการเจ็บป่วยอื่นๆ แต่ที่แสดงออกเด่นชัดก็คือ

  • เบื่ออาหาร
  • มีไข้ต่ำๆ
  • อ่อนเพลีย
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง
  • ปัสสาวะเหลืองเข้ม

ระยะเรื้อรัง ซึ่งอาจไม่มีอาการ หรือมีภาวะตับอักเสบเรื้อรังนานจนเกิดตับแข็ง โดยอาจเริ่มมีอาการ เช่น

Love2test
  • ตาเหลือง ตัวเหลือง
  • ท้องโต
  • เลือดออกในทางเดินอาหารเนื่องจากเส้นเลือดโป่งพอง
  • อาการซึม
  • ไม่รู้สึกตัว

และอาจเกิดภาวะตับวาย และเสียชีวิตในที่สุด ทั้งระยะเฉียบพลันและระยะเรื้อรัง ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีสามารถแพร่เชื้อผ่านทางเลือดและสารคัดหลั่งได้

การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบี

  • การใช้ยาชนิดรับประทาน ไปยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสตับอักเสบบี
  • การใช้ยาฉีด เพื่อกระตุ้นภูมิต้านทานของผู้ป่วย ที่เรียกว่า ยาฉีดเพ็กไกเลดเตด อินเตอร์เฟียรอน (pegylated interferon) ยาตัวนี้มีฤทธิ์ไปกระตุ้นภูมิต้านทานของผู้ป่วยให้ต่อสู้ควบคุมไวรัสตับอักเสบบีเป็นหลัก แต่ก็มีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสบ้าง

การรักษาด้วยยาฉีดเพ็กไกเลดเตด อินเตอร์เฟียรอน จะใช้เวลารักษานาน 48 สัปดาห์ สามารถได้ผลตอบสนองระยะยาว 6 เดือน ประมาณร้อยละ 33–40 หลังหยุดฉีดยาแล้วภูมิต้านทานของผู้ป่วยที่ถูกกระตุ้นไว้ ยังคงออกฤทธิ์ต่อสู้กับไวรัสอยู่จึงสามารถมีการตอบสนองเพิ่มขึ้น อีกประมาณร้อยละ 14 หลังหยุดการรักษาไปแล้ว 1 ปี ผลตอบสนองจากการรักษาด้วยยาฉีดอินเตอร์เฟียรอนมักอยู่นาน โอกาสการกลับเป็นซ้ำน้อยกว่ายากินต้านไวรัส

“ChatLove2test"
การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี

การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี

  • วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี คือ การสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โดยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี  ซึ่งปกติถ้ามีภูมิคุ้มกันแล้วจะป้องกันการติดเชื้อได้ตลอดชีวิต  โดยคนที่ควรจะได้รับการฉีดวัคซีน ดังนี้
    • ผู้ที่ควรฉีดวัคซีนมากที่สุดคือ เด็กแรกเกิด
    • ผู้ที่ตรวจเลือดแล้วไม่พบว่าติดเชื้อมาก่อน
    • ที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคนี้
    • ผู้ป่วยไตวายที่ต้องฟอกไต
    • ผู้ที่อาจมีภูมิต้านทานบกพร่องในอนาคต
  • ปัจจุบันทารกแรกเกิดทุกคนจะได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีตั้งแต่แรกคลอด หลังฉีดวัคซีนครบ 3 เข็มแล้วเกือบทั้งหมดจะมีภูมิคุ้มกัน
  • ผู้ที่อยู่ในครอบครัวที่เป็นพาหะ ควรตรวจเลือดเพื่อทราบถึงภาวะของการติดเชื้อก่อนการฉีดวัคซีน การฉีดวัคซีนต้องฉีดให้ครบชุดจำนวน 3 เข็ม หลังจากนั้นวัคซีนจะกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานขึ้นในร่างกาย
  • เราสามารถตรวจได้ว่ามีภูมิคุ้มกันหรือไม่ โดยการตรวจเลือด ซึ่งปกติไม่ได้แนะนำให้ตรวจเป็นประจำ อาจตรวจเฉพาะในรายที่สงสัยหรือมีญาติสนิทเป็นโรคตับอักเสบจากไวรัสบีเท่านั้น
  • คนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันจำเป็นจะต้องระวังการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์และทางเลือด (ของมีคม การรับบริจาคเลือด  ซึ่งปัจจุบันมีโอกาสน้อยมาก ใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน การสักหรือเจาะร่างกาย)

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การตีตรา โรคติดต่อทางเพศ

ไวรัสตับอักเสบซี มียารักษาหายขาดแล้วนะ

“PrEPLove2test"

ไวรัสตับอักเสบบีเป็นโรคที่สามารถกระทำให้เกิดอาการตับอักเสบ และเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับเรื้อรังได้ การรักษาโรคนี้มุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการ และป้องกันการเกิดโรคตับเรื้อรัง โดยการฉีดวัคซีนต้านไวรัสตับอักเสบบีเป็นวิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง และคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวให้แก่ตัวเอง และครอบครัวของเราทุกคน

Similar Posts

  • | |

    ทำความเข้าใจ PEP vs Doxy-PEP ใช้ตอนไหน แบบไหนเหมาะกับคุณ

    ในปัจจุบัน แนวคิดด้านสุขภาพได้เปลี่ยนจากป่วยแล้วค่อยรักษา มาเป็นป้องกันก่อนเกิดโรค โดยเฉพาะโรคติดต่อที่สามารถลดความเสี่ยงได้ หากมีความรู้และเข้าถึงการดูแลที่เหมาะสม หนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการแพทย์ คือ การใช้ยาป้องกันหลังมีความเสี่ยง (Post-Exposure Prophylaxis) ซึ่งมีทั้งแบบที่ใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี (เรียกว่า PEP) และแนวทางใหม่ที่ใช้เพื่อลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางแบคทีเรียบางชนิด (เรียกว่า Doxy-PEP)

  • โรคฝีดาษลิง รู้ก่อนป้องกันก่อน

    โรคฝีดาษลิง โรคฝีดาษวานร  หรือไข้ทรพิษลิง  (Monkeypox)  เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งเกิดจากไวรัสในตระกูลเดียวกันกับไวรัสโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ พบในสัตว์ ตระกูลลิง และสัตว์ฟันแทะ ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการรักษาหรือมีวัคซีนป้องกันโดยเฉพาะ แต่สามารถควบคุมการระบาดได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ ที่สามารถช่วยป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ประมาณ 85% ซึ่งการแพร่ระบาดของโลกฝีดาษ พบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ ร้อยละ 99 % เป็นผู้ชาย โดยติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้หลายคนให้ความสนใจและวิตกกังวลเป็นอย่างมาก

  • ตรวจ HIV พร้อม STI พร้อมกัน ดีอย่างไร และทำไมถึงควรทำ

    การดูแลสุขภาพทางเพศในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การป้องกันเพียงโรคใดโรคหนึ่ง แต่ต้องมองแบบองค์รวมมากขึ้น ตรวจ HIV พร้อม STI จึงกลายเป็นแนวทางที่ได้รับการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มักมีความเชื่อมโยงกันทั้งในแง่ของพฤติกรรมเสี่ยงและผลกระทบต่อร่างกาย การตรวจHIV พร้อมSTI ช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยงได้ครบถ้วนและวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพในครั้งเดียว บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดว่าทำไมแนวทางนี้จึงเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง HIV และ STI คืออะไร และเกี่ยวข้องกันอย่างไรจนต้องตรวจ HIV พร้อม STI HIV เป็นไวรัสที่เข้าทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยตรง ในขณะที่ STI หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นกลุ่มโรคที่แพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ ซิฟิลิส หนองใน คลามีเดีย เริม และ HPV แม้ว่าจะเป็นคนละกลุ่มโรค แต่ทั้งสองมีปัจจัยเสี่ยงร่วมกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การมีคู่นอนหลายคน หรือการไม่ตรวจสุขภาพเป็นประจำ ความเชื่อมโยงเชิงชีววิทยาระหว่างทั้งสองกลุ่มโรคนี้เองที่ทำให้การตรวจHIV พร้อมSTI มีความสมเหตุสมผลทางการแพทย์ เพราะการประเมินความเสี่ยงเพียงด้านใดด้านหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงอีกด้านอาจทำให้ได้ภาพสุขภาพที่ไม่ครบถ้วนและนำไปสู่การวางแผนป้องกันที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทำไมจึงควร ตรวจ HIV พร้อม STI มากกว่าตรวจแยกกัน เหตุผลที่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางเพศแนะนำให้ ตรวจHIV พร้อมSTI มากกว่าการตรวจแยกกันคนละครั้งมีหลายประการ ประการแรกคือการได้รับข้อมูลสุขภาพที่ครบถ้วนในการเข้าพบแพทย์เพียงครั้งเดียว ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและลดความยุ่งยากในการนัดหมายหลายครั้ง ประการที่สองคือการที่แพทย์สามารถประเมินภาพรวมของสุขภาพทางเพศได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้นเมื่อมีข้อมูลจากการตรวจHIV…

  • ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อสุขภาพเพศที่ปลอดภัย

    การรักษาสุขภาพเพศที่ดี และปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคน เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงต่อสุขภาพได้ ดังนั้น การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่ช่วยให้เรารับรู้โรคในระยะเริ่มต้น และรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • | |

    ป๊อปเปอร์กับสุขภาพทางเพศ ความสุขชั่วคราวกับความเสี่ยงถาวร

    ในยุคที่เสรีภาพทางเพศได้รับการยอมรับมากขึ้น ป๊อปเปอร์ (Poppers) หรือสารระเหยกลุ่ม alkyl nitrites กลายเป็นที่รู้จักในหมู่คนที่ต้องการเพิ่มความรู้สึกขณะมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) และในงานปาร์ตี้บางรูปแบบ ป๊อปเปอร์มักถูกมองว่าเป็นสารที่ให้ความสุขชั่วคราว เช่น ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย กล้ามเนื้อคลายตัว เพิ่มความเร้าใจ และลดความเจ็บปวดระหว่างเพศสัมพันธ์

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง ป๊อปเปอร์เต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งผลข้างเคียงเฉียบพลัน ผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพ การเพิ่มโอกาสติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และเอชไอวี รวมถึงอันตรายถึงชีวิตหากใช้ร่วมกับยาอื่นอย่าง Sildenafil (ไวอากร้า)

    เราจะเจาะลึกทุกมิติของ ป๊อปเปอร์กับสุขภาพทางเพศ ตั้งแต่ประวัติ กลไกการออกฤทธิ์ ผลกระทบต่อร่างกาย ความเชื่อมโยงกับเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไปจนถึงวิธีลดความเสี่ยง เพื่อให้ผู้อ่านมีข้อมูลที่ถูกต้องในการตัดสินใจ

  • การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (Safe Sex)

    เรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องใหญ่ และสำคัญของทุกคน การป้องกันก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน การมีเซ็กส์ยังไงให้ปลอดภัย เพื่อการป้องกัน และลดความเสี่ยงการติดต่อของโรคทางเพศสัมพันธ์ Safe Sex คืออะไร  คือ การมีเซ็กซ์ หรือเพศสัมพันธ์กันอย่างปลอดภัย ซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่ามีเพียงแค่การใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ แต่ความจริงแล้วการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยมีมากกว่านั้น อย่างเช่น การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่าการช่วยตัวเอง ซึ่งวิธีอย่างหนึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ร้ายแรง หรือน่ารังเกียจ ทำไมต้อง Safe Sex?  การ Safe Sex หรือการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยนั้น เพื่อเป็นการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่าง ๆ เช่น การติดเชื้อเอชไอวี, โรคเอดส์, ซิฟิลิส, หนองใน ฯลฯ หรือช่วยในการคุมกำเนิด ตั้งท้องในขณะที่ยังไม่พร้อม  การมีเซ็กส์อย่างปลอดภัยเป็นไปได้หรือไม่  เป็นไปได้ หากเรามีความรู้ และการเข้าใจในการมีเซ็กซ์ หรือเพศสัมพันธ์ อย่างถูกต้อง ทำให้เรามีเซ็กส์อย่างปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ Safe Sex มีแบบไหนบ้าง? แบบที่ 1 ก่อนที่จะมี Sex กับใครได้โปรดตรวจเลือดเพื่อความชัวร์!  แม้ว่าเราจะมั่นใจในตัวเอง…