โรคสังคังในผู้ชาย เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรละเลย
|

โรคสังคังในผู้ชาย เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรละเลย

โรคสังคัง (Tinea Cruris) เป็นโรคผิวหนังจากเชื้อราที่พบได้บ่อยมากในผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ที่มีเหงื่อออกง่าย เล่นกีฬาเป็นประจำ หรือใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนทำให้ผิวหนังบริเวณขาหนีบชื้นอยู่ตลอดเวลา แม้โรคสังคังจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ความมั่นใจ ความสบายตัว และการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ชายจำนวนมากมักละเลยเมื่อพบอาการคันเล็กน้อย จนปล่อยให้เป็นเรื้อรังและลามไปกว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เราจะแนะนำทุกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับโรคสังคังในผู้ชาย ตั้งแต่สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง อาการ วิธีแยกโรค วิธีรักษา วิธีป้องกัน ไปจนถึงความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย พร้อมคำแนะนำทางการแพทย์ที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง สามารถดูแลสุขภาพผิวหนังได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

โรคสังคังในผู้ชาย เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรละเลย

โรคสังคัง คืออะไร?

โรคสังคัง (Tinea Cruris) คือ การติดเชื้อราที่ผิวหนังบริเวณขาหนีบ ก้น หรือรอบอวัยวะเพศ เกิดจากเชื้อราในกลุ่ม Dermatophytes ซึ่งชอบเติบโตในสภาพแวดล้อมอับชื้น เช่น เหงื่อ เสื้อผ้ารัดแน่น หรือพื้นที่ที่ไม่มีการระบายอากาศเพียงพอ

ทำไมผู้ชายจึงเป็นบ่อย?
เพราะพฤติกรรมและลักษณะทางกายภาพบางประการ เช่น

  • ต่อมเหงื่อทำงานมาก
  • ใส่กางเกงชั้นในหรือกางเกงยีนส์รัดแน่น
  • เล่นกีฬา ทำงานกลางแจ้ง มีเหงื่อสะสม
  • สวมอุปกรณ์ป้องกันเช่นกางเกงซับในกีฬาเป็นเวลานาน
  • มีเส้นขนบริเวณขาหนีบมากช่วยกักเก็บเหงื่อ
Love2test

สิ่งเหล่านี้ทำให้เชื้อราต่างๆ เจริญเติบโตได้ง่ายกว่าในผู้หญิง

สาเหตุของโรคสังคัง

สาเหตุการเกิดโรคสังคังเกิดจากการติดเชื้อรากลุ่ม Dermatophytes เช่น Trichophyton rubrum, Epidermophyton floccosum, หรือ Trichophyton mentagrophytes ซึ่งมักเติบโตได้ดีในพื้นที่ชื้น อับ และมีอุณหภูมิอุ่น

ปัจจัยที่ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตง่ายในผู้ชาย

Love2test
  • มีเหงื่อสะสมที่ขาหนีบมากกว่าผู้หญิง
  • กางเกงรัดรูปหรือเสื้อผ้าที่ไม่ระบายอากาศ
  • อาบน้ำไม่สะอาดหลังออกกำลังกาย
  • ผิวหนังเสียดสีกันบ่อย เช่น ผู้ที่อ้วนหรือนักกีฬา
  • ใช้ผ้าขนหนูร่วมกับผู้อื่น
  • สวมรองเท้าและถุงเท้าที่อับชื้นร่วมกับภาวัติ เท้านักกีฬา
  • ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ เช่น พักผ่อนน้อย เครียด

เชื้อรามีอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อมและผิวหนังของทุกคน เมื่อมีความชื้นมากเกินไปผิวหนังจะอ่อนแอและเชื้อราจะเจริญเติบโตได้ง่ายขึ้น

โรคสังคังต่างจากโรคอื่นอย่างไร? วิธีแยกโรคที่ควรรู้

อาการของโรคสังคัง อาจคล้ายกับโรคผิวหนังหลายชนิด ทำให้คนจำนวนมากรักษาผิดวิธี เช่น เข้าใจว่าเป็นผื่นแพ้ ผิวอักเสบ หรือเชื้อราแบบอื่น

“ChatLove2test"

โรคที่อาจสับสนกับสังคัง

  • ผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis) มีอาการผื่นแดง แต่ขอบไม่ชัดเจน และมักเกิดหลังสัมผัสสารระคายเคือง เช่น สบู่ น้ำหอม ผงซักฟอก
  • เริมอวัยวะเพศ (Genital Herpes) มีแผลตุ่มน้ำเจ็บ ไม่ใช่ผื่นวงแหวนแบบสังคัง
  • เชื้อรา Candida ในขาหนีบ ผื่นแดงมาก ขอบไม่ค่อยชัด เห็นเป็นผื่นแดงเรียบๆ ไม่ใช่วง
  • กลากเกลื้อนชนิดวง ๆ (Tinea Corporis) คล้ายมาก แต่ตำแหน่งมักอยู่ที่ลำตัว แขน ขา ไม่ใช่ขาหนีบเป็นหลัก

การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการใช้ยาผิดประเภท เช่น การทาครีมสเตียรอยด์ อาจทำให้เชื้อรา ยิ่งลุกลามเร็วขึ้น

“PrEPLove2test"

โรคสังคังเกิดจากการติดเชื้อรา หรือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์?

หลายคนเข้าใจผิดว่าโรคสังคังคือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) แต่ความจริงคือ ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แม้จะสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสผิวหนังบริเวณที่เป็นโรคก็ตาม

สิ่งที่ควรรู้

  • สังคังเกิดจากเชื้อราที่อยู่ตามผิวหนัง ไม่ใช่จากการมีเพศสัมพันธ์
  • แต่สามารถแพร่ได้ผ่านผ้าขนหนู เสื้อผ้า หรือผิวหนังที่สัมผัสกัน
  • ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอสุจิ เลือด หรือสารคัดหลั่ง
  • ผู้ที่ออกกำลังกายหรือมีเหงื่อมากติดง่ายกว่าคนทั่วไป

ดังนั้นไม่ควรตีตราตัวเองหรือคิดว่าเป็นโรคที่น่าอาย เพราะเป็นโรคที่พบได้ในผู้ชายทั่วไปจำนวนมาก

กลุ่มเสี่ยงของโรคสังคัง

หลายคนอาจคิดว่าโรคสังคังเกิดจากความไม่สะอาดเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่สำคัญเช่นกัน

  • นักกีฬา หรือผู้ที่ออกกำลังกายบ่อย
  • ผู้ที่เหงื่อออกง่าย
  • ผู้ชายรูปร่างอ้วน มีผิวหนังเสียดสีกัน
  • ผู้ที่ชอบใส่กางเกงรัดแน่น
  • ใช้ห้องน้ำสาธารณะหรือโรงยิมบ่อย
  • ผู้ที่ติดเชื้อราเท้า (Tinea Pedis) มาก่อน
  • ผู้ที่นอนดึก เครียด หรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
  • ผู้ใช้ผ้าขนหนูร่วมกับผู้อื่น

กลุ่มเหล่านี้ควรระวังเป็นพิเศษและตรวจเช็กอาการตั้งแต่เนิ่นๆ

อาการของโรคสังคัง

อาการของโรคสังคัง

อาการเริ่มต้นอาจไม่เด่นชัด แต่หากปล่อยไว้จะลามออกเป็นวงกว้างและทำให้รู้สึกรำคาญมากขึ้นเมื่อเหงื่อออกหรือเสียดสี โดยอาการที่พบได้บ่อย มีดังนี้

  • คันอย่างต่อเนื่องบริเวณขาหนีบและก้น
  • แดงเป็นปื้น มีขอบเขตชัดเจน
  • อาจมีลักษณะเป็นปื้นรูปวงแหวน
  • ผิวหนังแห้ง แตก หรือเป็นขุย
  • รู้สึกแสบร้อนเมื่อผิวเสียดสีกัน
  • อาจลามจากขาหนีบไปยังต้นขาและก้น
  • ในรายที่ติดเชื้อมากอาจมีกลิ่นอับร่วมด้วย

อาการคันมักรบกวนช่วงกลางคืนหรือหลังออกกำลังกาย ทำให้คุณภาพชีวิตลดลง และบางคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นโรคผิวหนังชนิดอื่น

อาการของโรคสังคัง

โรคสังคังเริ่มแรกอาจไม่เด่นชัด ทำให้หลายคนมองข้ามหรือคิดว่าเป็นผื่นธรรมดา แต่เมื่อปล่อยไว้นาน เชื้อราจะลามออกเป็นวงกว้างและทำให้รู้สึกรำคาญมากขึ้น โดยเฉพาะเวลามีเหงื่อหรือเสียดสี เช่น ตอนเดิน ออกกำลังกาย หรือในอากาศร้อนชื้น ซึ่งอาการที่พบบ่อยที่สุด มีดังนี้

  • คันอย่างต่อเนื่องบริเวณขาหนีบและก้น อาการคันเป็นสัญญาณที่เด่นที่สุด ยิ่งเหงื่อออกหรือผิวหนังชื้นจะยิ่งคัน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเชื้อรา
  • ผิวแดงเป็นปื้น มีขอบเขตชัดเจน ลักษณะของผื่นเชื้อรามักมีขอบชัด บางครั้งขอบนูนกว่าใจกลางผื่น ช่วยแยกออกจากผื่นแพ้ซึ่งมักกระจายไม่เป็นรูปแบบ
  • ปื้นเป็นวงหรือรูปวงแหวน (Ring-shaped Lesion) ผื่นมักลามออกด้านนอก ขณะที่ตรงกลางเริ่มดีขึ้น ทำให้ดูเหมือนเป็นวงแหวน ซึ่งเป็นอาการจำเพาะของโรคผิวหนังจากเชื้อรา
  • ผิวแห้ง แตก หรือเป็นขุย บริเวณที่ติดเชื้ออาจมีสะเก็ดหรือขุยผิว เนื่องจากเชื้อราทำให้ผิวหนังชั้นนอกลอกออก
  • รู้สึกแสบร้อนเมื่อผิวเสียดสีกัน เมื่อเดิน นั่ง หรือออกกำลังกาย ผื่นจะระคายเคืองมากขึ้น ทำให้แสบ คัน และรำคาญ
  • เชื้อราอาจลามจากขาหนีบไปยังต้นขาและก้น หากไม่ได้รักษา อาจลามเป็นพื้นที่กว้าง ทำให้การรักษายากขึ้นและหายช้ากว่าเดิม
  • ในรายที่ติดเชื้อรุนแรง อาจมีกลิ่นอับร่วมด้วย เกิดจากการสะสมของเหงื่อ เชื้อรา และแบคทีเรียในบริเวณอับชื้น เป็นอาการที่พบได้ในคนที่เหงื่อออกง่ายหรือสวมเสื้อผ้าคับเกินไป
  • อาการคันรบกวนมากขึ้นตอนกลางคืนหรือหลังออกกำลังกาย เพราะอุณหภูมิและความชื้นของผิวสูงขึ้น ทำให้เชื้อราก่ออาการมากกว่าเดิม ส่งผลต่อการนอนและคุณภาพชีวิตโดยรวม

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคสังคัง หากปล่อยไว้ไม่รักษา

แม้โรคสังคังจะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่สามารถลุกลามและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รบกวนชีวิตประจำวันได้มาก ดังนี้

  • ผิวหนังติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ
  • ผิวหนังหนา แข็ง หรือมีรอยดำ
  • มีรอยแผลเป็นจากการเกา
  • กลิ่นอับเรื้อรัง
  • การติดเชื้อราลามไปยังเท้า ก้น หรือสะโพก

การรักษาเร็วช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมาก

การวินิจฉัยโรคสังคัง

การวินิจฉัยโรคสังคังไม่ซับซ้อน แต่ต้องตรวจอย่างถูกวิธี เพื่อแยกโรคผิวหนังชนิดอื่นที่มีอาการคล้ายกัน เช่น ผื่นภูมิแพ้ สะเก็ดเงิน เชื้อยีสต์ หรือการระคายเคือง ซึ่งการวินิจฉัยที่แม่นยำสำคัญมาก เพราะช่วยให้แพทย์เลือกยาที่เหมาะสมและลดโอกาสดื้อยาหรือรักษาผิดทาง


  • ตรวจด้วยตาเปล่า (Clinical Examinati  ขั้นตอนแรกที่แพทย์ทำคือดูลักษณะของผื่นโดยตรง เช่น
    • ขอบผื่นนูนขึ้น
    • ผื่นเป็นวง มีขอบแดง
    • ผิวลอกหรือคันมาก โดยเฉพาะบริเวณขาหนีบ
    • มีการลามออกด้านนอกมากกว่าด้านใน
    • ลักษณะเหล่านี้เป็นสัญญาณสำคัญของโรคสังคัง แต่ก็คล้ายโรคอื่นได้ จึงต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล
  • ใช้ไฟ Wood’s Lamp เพื่อตรวจชนิดของเชื้อ Wood’s Lamp เป็นแสงพิเศษสีม่วงที่ช่วยให้บางชนิดของเชื้อราเรืองแสงออกมา
    • ถ้าเชื้อบางชนิดเรืองแสงเฉพาะสี → ช่วยบอกว่าเป็นเชื้ออะไร
    • ช่วยแยกโรคผิวหนังอื่น เช่น เชื้อยีสต์ แบคทีเรียบางชนิดที่ให้สีแตกต่างกัน
    • แม้ไม่ใช่วิธีวินิจฉัยหลัก แต่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ โดยเฉพาะในเคสที่ลักษณะผื่นไม่ชัดเจน
  • การขูดสะเก็ดผิวหนัง เพื่อตรวจ KOH Test นี่เป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดในการยืนยันโรคสังคัง โดยมีขั้นตอนดังนี้
    • แพทย์ใช้ใบมีดหรืออุปกรณ์ขูดสะเก็ดผิวบริเวณขอบผื่น
    • หยดน้ำยา KOH (โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์) ลงบนตัวอย่าง
      ส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อหา เส้นใยเชื้อรา(Hyphae)
    • ข้อดี
      • ให้ผลชัดเจนว่าเป็นเชื้อรา
      • แยกออกจากผื่นแพ้หรือปัญหาผิวอื่นได้แน่นอน
      • ใช้เวลาไม่นาน (ประมาณ 5–10 นาที)
  • การส่งตรวจในห้องแล็บ (Fungal Culture) ใช้ในกรณีที่
    • ผื่นเป็นเรื้อรัง
    • ใช้ยามานานไม่หาย
    • สงสัยว่าเชื้อราดื้อยา
    • ต้องการรู้ชนิดเชื้อแบบละเอียด
    • การเพาะเชื้อจะช่วยรู้ว่าเป็นเชื้อรากลุ่มไหน ทำให้แพทย์เลือกยาให้ตรงจุดมากขึ้น
วิธีรักษาโรคสังคัง

วิธีรักษาโรคสังคัง

การรักษาโรคสังคังสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นกับความรุนแรงของอาการ หากเริ่มรักษาในระยะเริ่มต้นมักหายง่ายภายใน 2-4 สัปดาห์

  • การใช้ยาทาฆ่าเชื้อรา (Topical Antifungal Creams) ซึ่งยาที่ใช้บ่อย เช่น
    • Clotrimazole
    • Terbinafine
    • Miconazole
    • Ketoconazole
    • ควรทาต่อเนื่องหลังผื่นหายแล้วอีก 1–2 สัปดาห์เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
  • การใช้ยากิน (Oral Antifungal Medication) ใช้เมื่อ
    • ผื่นเป็นวงใหญ่
    • เป็นเรื้อรั
    • ลามหลายจุด
    • ผู้ป่วยเป็นเบาหวานหรือภูมิคุ้มกันอ่อน
  • การรักษาแบบผสมผสาน แพทย์อาจแนะนำทั้งยาทาและยากินร่วมกันเพื่อให้ผลลัพธ์เร็วขึ้น
    ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมสเตียรอยด์ เพราะทำให้เชื้อราลุกลามหนักกว่าเดิม

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเป็นโรคสังคัง

หลายคนพยายามรักษาด้วยตัวเอง ซึ่งอาจทำให้โรคแย่ลงโดยไม่รู้ตัว โดยพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง

  • ทาครีมสเตียรอยด์เพราะคัน
  • ขัดหรือถูผิวแรงๆ
  • ใช้แป้งเด็กหรือแป้งเย็น ซึ่งทำให้ชื้นขึ้น
  • ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อรุนแรงเกินไปจนผิวอักเสบ
  • ใส่กางเกงรัดแน่นทั้งว
  • หยุดยาทันทีเมื่ออาการดีขึ้น

การรักษาที่ถูกต้องสำคัญกว่าการรักษาเร็วแต่ผิดวิธี

วิธีป้องกันโรคสังคัง

การป้องกันสำคัญกว่าการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะ โรคสังคังกลับมาเป็นซ้ำได้ง่ายมาก ในผู้ชายหรือผู้ที่มีเหงื่อออกง่าย การดูแลตนเองในชีวิตประจำวันช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก หากทำครบถ้วนตามข้อแนะนำต่อไปนี้

  • รักษาบริเวณขาหนีบให้แห้งอยู่เสมอ เชื้อราเจริญเติบโตดีในที่อับชื้น การทำให้ผิวแห้ง เช่น ซับเหงื่อหลังออกกำลังกาย ใช้ผ้าขนหนูแยกสำหรับร่างกาย และหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าชั้นในที่เปียก จะช่วยลดโอกาสเกิดผื่นเชื้อราได้มาก
  • เปลี่ยนกางเกงชั้นในทุกวัน กางเกงชั้นในสะสมเหงื่อ ความชื้น และแบคทีเรีย จึงต้องเปลี่ยนทุกวัน และหากเหงื่อออกมากควรเปลี่ยนทันทีหลังออกกำลังกาย
  • เลือกผ้าที่ระบายอากาศ เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าฝ้ายช่วยระบายอากาศและดูดซับเหงื่อได้ดี ทำให้ลดความอับชื้นบริเวณขาหนีบ ควรหลีกเลี่ยงผ้าที่รัดแน่นหรือผ้าที่อับ เช่น โพลีเอสเตอร์
  • อาบน้ำทันทีหลังออกกำลังกาย ช่วยลดการสะสมของเหงื่อ เชื้อรา และแบคทีเรีย หากปล่อยไว้นาน เชื้อจะเติบโตเร็วขึ้น โดยเฉพาะในอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทย
  • ซักกางเกงกีฬาและผ้าขนหนูบ่อย ๆ เพราะเสื้อผ้าเหล่านี้เป็นแหล่งสะสมเชื้อราและกลิ่นอับ ควรซักทุกครั้งหลังใช้งาน ไม่ควรใส่ซ้ำ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าร่วมกับผู้อื่น การใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกันอาจทำให้เชื้อราติดต่อได้ง่าย แม้ผิวอีกฝ่ายจะไม่มีผื่นก็ตาม
  • หากมีเชื้อราเท้า ควรรักษาให้หายก่อน เชื้อราเท้า (ฮ่องกงฟุต) เป็นตัวการสำคัญที่แพร่กระจายไปยังขาหนีบ เพราะสปอร์เชื้อสามารถกระจายจากเท้าไปยังกางเกงในหรือผ้าเช็ดตัวได้
  • ลดความอ้วนเพื่อลดการเสียดสีของผิวหนัง การเสียดสีทำให้ผิวบริเวณขาหนีบระคายเคืองง่ายขึ้น และเปียกชื้นนานขึ้น จึงเพิ่มโอกาสเกิดเชื้อรา การลดน้ำหนักช่วยลดการเสียดสีและทำให้ผิวถ่ายเทอากาศดีขึ้น
  • ผึ่งขาหนีบให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้า หลังอาบน้ำควรเช็ดและผึ่งผิวให้แห้งสนิทก่อนใส่กางเกงชั้นในหรือกางเกงขายาว การใส่เสื้อผ้าในขณะที่ผิวยังชื้นอยู่ ช่วยให้เชื้อราเติบโตได้ดีขึ้น

ทำครบทุกข้อจะลดโอกาสเกิดสังคังซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วัยรุ่นไทยยุคใหม่ต้องรู้ ความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และวิธีดูแลตนเอง

ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อสุขภาพเพศที่ปลอดภัย

โรคสังคังในผู้ชายเป็นโรคผิวหนังจากเชื้อราที่พบได้บ่อยและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตมากกว่าที่คิด แม้ไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่สร้างความรำคาญ ไม่สบายตัว และทำให้รู้สึกไม่มั่นใจอย่างมาก หากละเลยอาจลุกลามจนต้องรักษานานขึ้น การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ วิธีแยกโรค และแนวทางรักษาที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการโรคสังคังอย่างมีประสิทธิภาพ การป้องกันด้วยพฤติกรรมที่เหมาะสม เช่น รักษาความแห้ง เลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศ และอาบน้ำหลังออกกำลังกาย จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก

โรคสังคังไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ใช่โรคเพศสัมพันธ์ แต่เป็นปัญหาสุขภาพทั่วไปที่ใครก็เป็นได้ ผู้ชายทุกคนควรให้ความสำคัญกับสุขอนามัยผิวหนัง และดูแลตัวเองเมื่อพบอาการผิดปกติ เพื่อสุขภาพที่ดีและมั่นใจในทุกกิจกรรมของชีวิต

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Ringworm (Tinea): Overview of fungal infections including Tinea Cruris, symptoms, transmission and prevention. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/fungal/diseases/ringworm/index.html
  • World Health Organization (WHO). Fungal Infections: Global overview of common fungal diseases and prevention strategies. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/fungal-infection
  • Cleveland Clinic. Tinea Cruris (Jock Itch): Causes, risk factors, and prevention recommendations. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/21522-tinea-cruris 
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลเกี่ยวกับโรคผิวหนังจากเชื้อรา การป้องกันและสุขอนามัยสำหรับประชาชนไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลเกี่ยวกับยาต้านเชื้อรา การใช้ยาทาภายนอกและยากินที่ถูกต้อง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.fda.moph.go.th

Similar Posts