โรคสังคังในผู้ชาย เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรละเลย
โรคสังคัง (Tinea Cruris) เป็นโรคผิวหนังจากเชื้อราที่พบได้บ่อยมากในผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ที่มีเหงื่อออกง่าย เล่นกีฬาเป็นประจำ หรือใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนทำให้ผิวหนังบริเวณขาหนีบชื้นอยู่ตลอดเวลา แม้โรคสังคังจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ความมั่นใจ ความสบายตัว และการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ชายจำนวนมากมักละเลยเมื่อพบอาการคันเล็กน้อย จนปล่อยให้เป็นเรื้อรังและลามไปกว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เราจะแนะนำทุกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับโรคสังคังในผู้ชาย ตั้งแต่สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง อาการ วิธีแยกโรค วิธีรักษา วิธีป้องกัน ไปจนถึงความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย พร้อมคำแนะนำทางการแพทย์ที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง สามารถดูแลสุขภาพผิวหนังได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

โรคสังคัง คืออะไร?
โรคสังคัง (Tinea Cruris) คือ การติดเชื้อราที่ผิวหนังบริเวณขาหนีบ ก้น หรือรอบอวัยวะเพศ เกิดจากเชื้อราในกลุ่ม Dermatophytes ซึ่งชอบเติบโตในสภาพแวดล้อมอับชื้น เช่น เหงื่อ เสื้อผ้ารัดแน่น หรือพื้นที่ที่ไม่มีการระบายอากาศเพียงพอ
ทำไมผู้ชายจึงเป็นบ่อย?
เพราะพฤติกรรมและลักษณะทางกายภาพบางประการ เช่น
- ต่อมเหงื่อทำงานมาก
- ใส่กางเกงชั้นในหรือกางเกงยีนส์รัดแน่น
- เล่นกีฬา ทำงานกลางแจ้ง มีเหงื่อสะสม
- สวมอุปกรณ์ป้องกันเช่นกางเกงซับในกีฬาเป็นเวลานาน
- มีเส้นขนบริเวณขาหนีบมากช่วยกักเก็บเหงื่อ
สิ่งเหล่านี้ทำให้เชื้อราต่างๆ เจริญเติบโตได้ง่ายกว่าในผู้หญิง
สาเหตุของโรคสังคัง
สาเหตุการเกิดโรคสังคังเกิดจากการติดเชื้อรากลุ่ม Dermatophytes เช่น Trichophyton rubrum, Epidermophyton floccosum, หรือ Trichophyton mentagrophytes ซึ่งมักเติบโตได้ดีในพื้นที่ชื้น อับ และมีอุณหภูมิอุ่น
ปัจจัยที่ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตง่ายในผู้ชาย
- มีเหงื่อสะสมที่ขาหนีบมากกว่าผู้หญิง
- กางเกงรัดรูปหรือเสื้อผ้าที่ไม่ระบายอากาศ
- อาบน้ำไม่สะอาดหลังออกกำลังกาย
- ผิวหนังเสียดสีกันบ่อย เช่น ผู้ที่อ้วนหรือนักกีฬา
- ใช้ผ้าขนหนูร่วมกับผู้อื่น
- สวมรองเท้าและถุงเท้าที่อับชื้นร่วมกับภาวัติ เท้านักกีฬา
- ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ เช่น พักผ่อนน้อย เครียด
เชื้อรามีอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อมและผิวหนังของทุกคน เมื่อมีความชื้นมากเกินไปผิวหนังจะอ่อนแอและเชื้อราจะเจริญเติบโตได้ง่ายขึ้น
โรคสังคังต่างจากโรคอื่นอย่างไร? วิธีแยกโรคที่ควรรู้
อาการของโรคสังคัง อาจคล้ายกับโรคผิวหนังหลายชนิด ทำให้คนจำนวนมากรักษาผิดวิธี เช่น เข้าใจว่าเป็นผื่นแพ้ ผิวอักเสบ หรือเชื้อราแบบอื่น
โรคที่อาจสับสนกับสังคัง
- ผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis) มีอาการผื่นแดง แต่ขอบไม่ชัดเจน และมักเกิดหลังสัมผัสสารระคายเคือง เช่น สบู่ น้ำหอม ผงซักฟอก
- เริมอวัยวะเพศ (Genital Herpes) มีแผลตุ่มน้ำเจ็บ ไม่ใช่ผื่นวงแหวนแบบสังคัง
- เชื้อรา Candida ในขาหนีบ ผื่นแดงมาก ขอบไม่ค่อยชัด เห็นเป็นผื่นแดงเรียบๆ ไม่ใช่วง
- กลากเกลื้อนชนิดวง ๆ (Tinea Corporis) คล้ายมาก แต่ตำแหน่งมักอยู่ที่ลำตัว แขน ขา ไม่ใช่ขาหนีบเป็นหลัก
การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการใช้ยาผิดประเภท เช่น การทาครีมสเตียรอยด์ อาจทำให้เชื้อรา ยิ่งลุกลามเร็วขึ้น
โรคสังคังเกิดจากการติดเชื้อรา หรือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์?
หลายคนเข้าใจผิดว่าโรคสังคังคือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) แต่ความจริงคือ ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แม้จะสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสผิวหนังบริเวณที่เป็นโรคก็ตาม
สิ่งที่ควรรู้
- สังคังเกิดจากเชื้อราที่อยู่ตามผิวหนัง ไม่ใช่จากการมีเพศสัมพันธ์
- แต่สามารถแพร่ได้ผ่านผ้าขนหนู เสื้อผ้า หรือผิวหนังที่สัมผัสกัน
- ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอสุจิ เลือด หรือสารคัดหลั่ง
- ผู้ที่ออกกำลังกายหรือมีเหงื่อมากติดง่ายกว่าคนทั่วไป
ดังนั้นไม่ควรตีตราตัวเองหรือคิดว่าเป็นโรคที่น่าอาย เพราะเป็นโรคที่พบได้ในผู้ชายทั่วไปจำนวนมาก
กลุ่มเสี่ยงของโรคสังคัง
หลายคนอาจคิดว่าโรคสังคังเกิดจากความไม่สะอาดเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่สำคัญเช่นกัน
- นักกีฬา หรือผู้ที่ออกกำลังกายบ่อย
- ผู้ที่เหงื่อออกง่าย
- ผู้ชายรูปร่างอ้วน มีผิวหนังเสียดสีกัน
- ผู้ที่ชอบใส่กางเกงรัดแน่น
- ใช้ห้องน้ำสาธารณะหรือโรงยิมบ่อย
- ผู้ที่ติดเชื้อราเท้า (Tinea Pedis) มาก่อน
- ผู้ที่นอนดึก เครียด หรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
- ผู้ใช้ผ้าขนหนูร่วมกับผู้อื่น
กลุ่มเหล่านี้ควรระวังเป็นพิเศษและตรวจเช็กอาการตั้งแต่เนิ่นๆ

อาการของโรคสังคัง
อาการเริ่มต้นอาจไม่เด่นชัด แต่หากปล่อยไว้จะลามออกเป็นวงกว้างและทำให้รู้สึกรำคาญมากขึ้นเมื่อเหงื่อออกหรือเสียดสี โดยอาการที่พบได้บ่อย มีดังนี้
- คันอย่างต่อเนื่องบริเวณขาหนีบและก้น
- แดงเป็นปื้น มีขอบเขตชัดเจน
- อาจมีลักษณะเป็นปื้นรูปวงแหวน
- ผิวหนังแห้ง แตก หรือเป็นขุย
- รู้สึกแสบร้อนเมื่อผิวเสียดสีกัน
- อาจลามจากขาหนีบไปยังต้นขาและก้น
- ในรายที่ติดเชื้อมากอาจมีกลิ่นอับร่วมด้วย
อาการคันมักรบกวนช่วงกลางคืนหรือหลังออกกำลังกาย ทำให้คุณภาพชีวิตลดลง และบางคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นโรคผิวหนังชนิดอื่น
อาการของโรคสังคัง
โรคสังคังเริ่มแรกอาจไม่เด่นชัด ทำให้หลายคนมองข้ามหรือคิดว่าเป็นผื่นธรรมดา แต่เมื่อปล่อยไว้นาน เชื้อราจะลามออกเป็นวงกว้างและทำให้รู้สึกรำคาญมากขึ้น โดยเฉพาะเวลามีเหงื่อหรือเสียดสี เช่น ตอนเดิน ออกกำลังกาย หรือในอากาศร้อนชื้น ซึ่งอาการที่พบบ่อยที่สุด มีดังนี้
- คันอย่างต่อเนื่องบริเวณขาหนีบและก้น อาการคันเป็นสัญญาณที่เด่นที่สุด ยิ่งเหงื่อออกหรือผิวหนังชื้นจะยิ่งคัน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเชื้อรา
- ผิวแดงเป็นปื้น มีขอบเขตชัดเจน ลักษณะของผื่นเชื้อรามักมีขอบชัด บางครั้งขอบนูนกว่าใจกลางผื่น ช่วยแยกออกจากผื่นแพ้ซึ่งมักกระจายไม่เป็นรูปแบบ
- ปื้นเป็นวงหรือรูปวงแหวน (Ring-shaped Lesion) ผื่นมักลามออกด้านนอก ขณะที่ตรงกลางเริ่มดีขึ้น ทำให้ดูเหมือนเป็นวงแหวน ซึ่งเป็นอาการจำเพาะของโรคผิวหนังจากเชื้อรา
- ผิวแห้ง แตก หรือเป็นขุย บริเวณที่ติดเชื้ออาจมีสะเก็ดหรือขุยผิว เนื่องจากเชื้อราทำให้ผิวหนังชั้นนอกลอกออก
- รู้สึกแสบร้อนเมื่อผิวเสียดสีกัน เมื่อเดิน นั่ง หรือออกกำลังกาย ผื่นจะระคายเคืองมากขึ้น ทำให้แสบ คัน และรำคาญ
- เชื้อราอาจลามจากขาหนีบไปยังต้นขาและก้น หากไม่ได้รักษา อาจลามเป็นพื้นที่กว้าง ทำให้การรักษายากขึ้นและหายช้ากว่าเดิม
- ในรายที่ติดเชื้อรุนแรง อาจมีกลิ่นอับร่วมด้วย เกิดจากการสะสมของเหงื่อ เชื้อรา และแบคทีเรียในบริเวณอับชื้น เป็นอาการที่พบได้ในคนที่เหงื่อออกง่ายหรือสวมเสื้อผ้าคับเกินไป
- อาการคันรบกวนมากขึ้นตอนกลางคืนหรือหลังออกกำลังกาย เพราะอุณหภูมิและความชื้นของผิวสูงขึ้น ทำให้เชื้อราก่ออาการมากกว่าเดิม ส่งผลต่อการนอนและคุณภาพชีวิตโดยรวม
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคสังคัง หากปล่อยไว้ไม่รักษา
แม้โรคสังคังจะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่สามารถลุกลามและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รบกวนชีวิตประจำวันได้มาก ดังนี้
- ผิวหนังติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ
- ผิวหนังหนา แข็ง หรือมีรอยดำ
- มีรอยแผลเป็นจากการเกา
- กลิ่นอับเรื้อรัง
- การติดเชื้อราลามไปยังเท้า ก้น หรือสะโพก
การรักษาเร็วช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมาก
การวินิจฉัยโรคสังคัง
การวินิจฉัยโรคสังคังไม่ซับซ้อน แต่ต้องตรวจอย่างถูกวิธี เพื่อแยกโรคผิวหนังชนิดอื่นที่มีอาการคล้ายกัน เช่น ผื่นภูมิแพ้ สะเก็ดเงิน เชื้อยีสต์ หรือการระคายเคือง ซึ่งการวินิจฉัยที่แม่นยำสำคัญมาก เพราะช่วยให้แพทย์เลือกยาที่เหมาะสมและลดโอกาสดื้อยาหรือรักษาผิดทาง
- ตรวจด้วยตาเปล่า (Clinical Examinati ขั้นตอนแรกที่แพทย์ทำคือดูลักษณะของผื่นโดยตรง เช่น
- ขอบผื่นนูนขึ้น
- ผื่นเป็นวง มีขอบแดง
- ผิวลอกหรือคันมาก โดยเฉพาะบริเวณขาหนีบ
- มีการลามออกด้านนอกมากกว่าด้านใน
- ลักษณะเหล่านี้เป็นสัญญาณสำคัญของโรคสังคัง แต่ก็คล้ายโรคอื่นได้ จึงต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล
- ใช้ไฟ Wood’s Lamp เพื่อตรวจชนิดของเชื้อ Wood’s Lamp เป็นแสงพิเศษสีม่วงที่ช่วยให้บางชนิดของเชื้อราเรืองแสงออกมา
- ถ้าเชื้อบางชนิดเรืองแสงเฉพาะสี → ช่วยบอกว่าเป็นเชื้ออะไร
- ช่วยแยกโรคผิวหนังอื่น เช่น เชื้อยีสต์ แบคทีเรียบางชนิดที่ให้สีแตกต่างกัน
- แม้ไม่ใช่วิธีวินิจฉัยหลัก แต่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ โดยเฉพาะในเคสที่ลักษณะผื่นไม่ชัดเจน
- การขูดสะเก็ดผิวหนัง เพื่อตรวจ KOH Test นี่เป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดในการยืนยันโรคสังคัง โดยมีขั้นตอนดังนี้
- แพทย์ใช้ใบมีดหรืออุปกรณ์ขูดสะเก็ดผิวบริเวณขอบผื่น
- หยดน้ำยา KOH (โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์) ลงบนตัวอย่าง
ส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อหา เส้นใยเชื้อรา(Hyphae) - ข้อดี
- ให้ผลชัดเจนว่าเป็นเชื้อรา
- แยกออกจากผื่นแพ้หรือปัญหาผิวอื่นได้แน่นอน
- ใช้เวลาไม่นาน (ประมาณ 5–10 นาที)
- การส่งตรวจในห้องแล็บ (Fungal Culture) ใช้ในกรณีที่
- ผื่นเป็นเรื้อรัง
- ใช้ยามานานไม่หาย
- สงสัยว่าเชื้อราดื้อยา
- ต้องการรู้ชนิดเชื้อแบบละเอียด
- การเพาะเชื้อจะช่วยรู้ว่าเป็นเชื้อรากลุ่มไหน ทำให้แพทย์เลือกยาให้ตรงจุดมากขึ้น

วิธีรักษาโรคสังคัง
การรักษาโรคสังคังสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นกับความรุนแรงของอาการ หากเริ่มรักษาในระยะเริ่มต้นมักหายง่ายภายใน 2-4 สัปดาห์
- การใช้ยาทาฆ่าเชื้อรา (Topical Antifungal Creams) ซึ่งยาที่ใช้บ่อย เช่น
- Clotrimazole
- Terbinafine
- Miconazole
- Ketoconazole
- ควรทาต่อเนื่องหลังผื่นหายแล้วอีก 1–2 สัปดาห์เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
- การใช้ยากิน (Oral Antifungal Medication) ใช้เมื่อ
- ผื่นเป็นวงใหญ่
- เป็นเรื้อรั
- ลามหลายจุด
- ผู้ป่วยเป็นเบาหวานหรือภูมิคุ้มกันอ่อน
- การรักษาแบบผสมผสาน แพทย์อาจแนะนำทั้งยาทาและยากินร่วมกันเพื่อให้ผลลัพธ์เร็วขึ้น
ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมสเตียรอยด์ เพราะทำให้เชื้อราลุกลามหนักกว่าเดิม
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเป็นโรคสังคัง
หลายคนพยายามรักษาด้วยตัวเอง ซึ่งอาจทำให้โรคแย่ลงโดยไม่รู้ตัว โดยพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง
- ทาครีมสเตียรอยด์เพราะคัน
- ขัดหรือถูผิวแรงๆ
- ใช้แป้งเด็กหรือแป้งเย็น ซึ่งทำให้ชื้นขึ้น
- ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อรุนแรงเกินไปจนผิวอักเสบ
- ใส่กางเกงรัดแน่นทั้งว
- หยุดยาทันทีเมื่ออาการดีขึ้น
การรักษาที่ถูกต้องสำคัญกว่าการรักษาเร็วแต่ผิดวิธี
วิธีป้องกันโรคสังคัง
การป้องกันสำคัญกว่าการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะ โรคสังคังกลับมาเป็นซ้ำได้ง่ายมาก ในผู้ชายหรือผู้ที่มีเหงื่อออกง่าย การดูแลตนเองในชีวิตประจำวันช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก หากทำครบถ้วนตามข้อแนะนำต่อไปนี้
- รักษาบริเวณขาหนีบให้แห้งอยู่เสมอ เชื้อราเจริญเติบโตดีในที่อับชื้น การทำให้ผิวแห้ง เช่น ซับเหงื่อหลังออกกำลังกาย ใช้ผ้าขนหนูแยกสำหรับร่างกาย และหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าชั้นในที่เปียก จะช่วยลดโอกาสเกิดผื่นเชื้อราได้มาก
- เปลี่ยนกางเกงชั้นในทุกวัน กางเกงชั้นในสะสมเหงื่อ ความชื้น และแบคทีเรีย จึงต้องเปลี่ยนทุกวัน และหากเหงื่อออกมากควรเปลี่ยนทันทีหลังออกกำลังกาย
- เลือกผ้าที่ระบายอากาศ เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าฝ้ายช่วยระบายอากาศและดูดซับเหงื่อได้ดี ทำให้ลดความอับชื้นบริเวณขาหนีบ ควรหลีกเลี่ยงผ้าที่รัดแน่นหรือผ้าที่อับ เช่น โพลีเอสเตอร์
- อาบน้ำทันทีหลังออกกำลังกาย ช่วยลดการสะสมของเหงื่อ เชื้อรา และแบคทีเรีย หากปล่อยไว้นาน เชื้อจะเติบโตเร็วขึ้น โดยเฉพาะในอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทย
- ซักกางเกงกีฬาและผ้าขนหนูบ่อย ๆ เพราะเสื้อผ้าเหล่านี้เป็นแหล่งสะสมเชื้อราและกลิ่นอับ ควรซักทุกครั้งหลังใช้งาน ไม่ควรใส่ซ้ำ
- หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าร่วมกับผู้อื่น การใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกันอาจทำให้เชื้อราติดต่อได้ง่าย แม้ผิวอีกฝ่ายจะไม่มีผื่นก็ตาม
- หากมีเชื้อราเท้า ควรรักษาให้หายก่อน เชื้อราเท้า (ฮ่องกงฟุต) เป็นตัวการสำคัญที่แพร่กระจายไปยังขาหนีบ เพราะสปอร์เชื้อสามารถกระจายจากเท้าไปยังกางเกงในหรือผ้าเช็ดตัวได้
- ลดความอ้วนเพื่อลดการเสียดสีของผิวหนัง การเสียดสีทำให้ผิวบริเวณขาหนีบระคายเคืองง่ายขึ้น และเปียกชื้นนานขึ้น จึงเพิ่มโอกาสเกิดเชื้อรา การลดน้ำหนักช่วยลดการเสียดสีและทำให้ผิวถ่ายเทอากาศดีขึ้น
- ผึ่งขาหนีบให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้า หลังอาบน้ำควรเช็ดและผึ่งผิวให้แห้งสนิทก่อนใส่กางเกงชั้นในหรือกางเกงขายาว การใส่เสื้อผ้าในขณะที่ผิวยังชื้นอยู่ ช่วยให้เชื้อราเติบโตได้ดีขึ้น
ทำครบทุกข้อจะลดโอกาสเกิดสังคังซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
วัยรุ่นไทยยุคใหม่ต้องรู้ ความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และวิธีดูแลตนเอง
ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อสุขภาพเพศที่ปลอดภัย
โรคสังคังในผู้ชายเป็นโรคผิวหนังจากเชื้อราที่พบได้บ่อยและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตมากกว่าที่คิด แม้ไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่สร้างความรำคาญ ไม่สบายตัว และทำให้รู้สึกไม่มั่นใจอย่างมาก หากละเลยอาจลุกลามจนต้องรักษานานขึ้น การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ วิธีแยกโรค และแนวทางรักษาที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการโรคสังคังอย่างมีประสิทธิภาพ การป้องกันด้วยพฤติกรรมที่เหมาะสม เช่น รักษาความแห้ง เลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศ และอาบน้ำหลังออกกำลังกาย จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก
โรคสังคังไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ใช่โรคเพศสัมพันธ์ แต่เป็นปัญหาสุขภาพทั่วไปที่ใครก็เป็นได้ ผู้ชายทุกคนควรให้ความสำคัญกับสุขอนามัยผิวหนัง และดูแลตัวเองเมื่อพบอาการผิดปกติ เพื่อสุขภาพที่ดีและมั่นใจในทุกกิจกรรมของชีวิต
เอกสารอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Ringworm (Tinea): Overview of fungal infections including Tinea Cruris, symptoms, transmission and prevention. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/fungal/diseases/ringworm/index.html
- World Health Organization (WHO). Fungal Infections: Global overview of common fungal diseases and prevention strategies. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/fungal-infection
- Cleveland Clinic. Tinea Cruris (Jock Itch): Causes, risk factors, and prevention recommendations. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/21522-tinea-cruris
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลเกี่ยวกับโรคผิวหนังจากเชื้อรา การป้องกันและสุขอนามัยสำหรับประชาชนไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลเกี่ยวกับยาต้านเชื้อรา การใช้ยาทาภายนอกและยากินที่ถูกต้อง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.fda.moph.go.th



