โรคหูดหงอนไก่ หูดในที่ลับที่ป้องกันได้

โรคหูดหงอนไก่ หูดในที่ลับที่ป้องกันได้

โรคหูดหงอนไก่ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  เกิดขึ้นจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย  สามารถพบได้ทั้งในชายและหญิง แต่จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยผ่านการสัมผัสโดยตรงกับผิวหนังหรือเยื่อบุผนังภายในของผู้ที่เป็นโรคนี้ เช่น การมีเพศสัมพันธ์ หรือจากแม่สู่ลูกผ่านการคลอดแบบธรรมชาติ โรคนี้ทำให้เกิดหูดบริเวณอวัยะเพศ , ขาหนีบ, หรือทวารหนัก เป็นต้น

โรคหูดหงอนไก่ หูดในที่ลับที่ป้องกันได้

โรคหูดหงอนไก่ คืออะไร?

Love2test

โรคหูดหงอนไก่ หรือโรคหูดอวัยวะเพศ (condylomata acuminata ,genital warts)  เป็นโรคที่มีลักษณะเเป็นติ่งเนื้อลักษณะขรุขระคล้ายหงอนไก่ขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ ได้แก่ ใต้หนังหุ้มปลาย รูเปิดท่อปัสสาวะ เส้นสองสลึง ขาหนีบ หรือทวารหนัก ฯลฯ มีขนาดเล็กมากจนแทบมองไม่เห็นไปจนถึงขนาดใหญ่ ทำรู้สึกคัน แสบร้อน หรือมีตกขาว จนเกิดการระคายเคืองขณะสัมผัส ส่วนสาเหตุของโรคเกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัส ผ่านการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน

สาเหตุโรคหูดหงอนไก่

สาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมน แปปิโลมา  (Human papilloma virus: HPV) ที่มีจำนวนกว่า 200 โดยไวรัสเอชพีวี สายพันธุ์ที่ 6 และสายพันธุ์ที่ 11 เป็นสายพันธุ์หลักที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหูดหงอนไก่ ที่บริเวณอวัยะเพศ , ขาหนีบ, ทวารหนัก และเยื่อบุผิวภายในร่างกาย ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับผิวหนัง หรือเยื่อบุผนังภายในของผู้ที่เป็นโรคนี้ เช่น การมีเพศสัมพันธ์ หรือจากแม่สู่ลูกผ่านการคลอดแบบธรรมชาติ การติดเชื้อทำให้เนื้อเยื่อเสียหาย และเกิดรอยโรคซึ่งเป็นลักษณะของความผิดปกติที่แสดงออกทางผิวหนัง โดยธรรมชาติ เชื้อไวรัสเอชพีวี ชนิดที่ก่อให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ ไม่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง 

โรคหูดหงอนไก่ สามารถเกิดซ้ำได้ถึงร้อยละ 30-70 ในระยะเวลา 6 เดือนหลังสิ้นสุดการรักษา สาเหตุเป็นได้ตั้งแต่ยาไม่มีประสิทธิภาพ การติดเชื้อซ้ำจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือการเกิดรอยโรคจากเชื้อในร่างกายตนเอง 

Love2test
อาการโรคหูดหงอนไก่

อาการโรคหูดหงอนไก่

คนส่วนใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันดี หลังจากได้รับเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายแล้วมักจะไม่มีอาการใด ๆ แสดงออกมา เชื้อเหล่านี้ก็จะถูกกำจัดออกไปได้เองภายใน 2 ปี (ยกเว้นในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ) แต่ก็ยังมีผู้ติดเชื้อบางส่วนที่อาจแสดงอาการออกมาให้เห็นหลังรับเชื้อเข้าไปแล้วหลายเดือนหรือหลายปี โดยอาการที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ ติ่งเนื้อลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำที่บริเวณอวัยวะเพศหรือที่ทวารหนัก ขนาดของหูดหงอนไก่อาจมีขนาดเล็กจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น หรือมีขนาดใหญ่จนก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้ หรือจนอุดกั้นช่องคลอด ทวารหนักหรือท่อปัสสาวะ บางรายมีเลือดออกจากก้อนหูด มีอาการคัน ตกขาวผิดปกติหรือแม้แต่แสบร้อนที่อวัยวะเพศ

อาการหูดหงอนไก่ผู้หญิง และอาการหูดหงอนไก่ผู้ชาย มักจะมีอาการเหมือนกัน โดยอาการของหูดหงอนไก่ที่สังเกตได้ มีดังนี้

“ChatLove2test"
  • เกิดตุ่มเนื้อที่ผิวหนัง เมื่อสัมผัสตุ่มเนื้อจะมีความแฉะอยู่
  • ตุ่มเนื้อมักขึ้นแบบเดี่ยว ๆ หรือหากมีเยอะ จะขึ้นเกาะกันเป็นกลุ่มๆ
  • เพศชายมักจะพบบริเวณใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ เส้นสองสลึง รูเปิดท่อปัสสาวะ  อัณฑะ ทวารหนัก และทุกส่วนของอวัยวะเพศ
  • เพศหญิงมักจะพบบริเวณปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนักและบริเวณฝีเย็บ ซึ่งหากมีการตั้งครรภ์จะทำให้หูดโตเร็วกว่าปกติ
  • ในทารก ที่คลอดผ่านช่องคลอดของมารดาที่มีหูดหงอนไก่ อาจจะทำให้เกิดโรคนี้ที่หลอดเสียง

การรักษาโรคหูดหงอนไก่

  • ในรายที่มีรอยโรคขนาดเล็กหรือไม่มีอาการ อาจพิจารณาตรวจติดตาม หากยังไม่หายภายใน 1 ปี จึงเริ่มการรักษา
  • ทาด้วยยาโพโดฟิลลิน (Podophyllin) ชนิด 25% แต่ต้องระวังไม่ให้ถูกเนื้อดี โดยให้ใช้วาสลีนทาปิดเนื้อดีโดยรอบเอาไว้ก่อน หลังจากทายาประมาณ 4-6 ชั่วโมงแล้วให้ล้างออก และต้องทาซ้ำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งจนกว่ารอยโรคจะหาย ซึ่งมักจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับขนาดของรอยโรค
  • ทาด้วยกรดไตรคลอโรอะซิติก หรือ ทีซีเอ (Trichloroacetic Acid – TCA) ชนิด 50-70% โดยไม่ต้องล้างออก และระวังอย่าให้ถูกผิวหนังที่ดี หลังจากทายาประมาณ 1 ชั่วโมงไม่ควรให้บริเวณที่ทายาโดนน้ำ และต้องรักษาซ้ำทุก 2 สัปดาห์จนกว่ารอยโรคจะหมดไป ตัวยานี้จะมีฤทธิ์ทำให้โปรตีนในเซลล์เสื่อมสภาพเป็นเซลล์ตาย ทำให้หูดที่มีก้านหลุดออกไปภายใน 2-3 วัน
  • ทาด้วยครีมอิมิควิโมด (Imiquimod cream) ชนิด 5% เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้กำจัดเชื้อเอชพีวี (HPV) ออกไป โดยให้ทายานี้วันเว้นวันในช่วงก่อนเข้านอน ติดต่อกันเป็นเวลา 16 สัปดาห์ เป็นวิธีรักษาในหูดหงอนไก่ชนิดราบที่ไม่ได้อยู่ในบริเวณเยื่อเมือก ยาทานี้มีราคาแพง แต่ผู้ป่วยสามารถนำกลับมาทาเองที่บ้านได้
  • ทาด้วยยาโพโดฟิลอกซ์ (Podofilox) ชนิด 0.5% มีทั้งรูปแบบเจลและครีม ผู้ป่วยสามารถนำมาใช้ทาเองได้ที่บ้าน โดยวิธีการใช้ให้ทาวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 3 วัน แล้วเว้น 4 วัน แต่ไม่เกิน 4 รอบ
  • รักษาด้วยการจี้ไฟฟ้า (Electrocauterization) หรือจี้ด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ (Laser ablation) เพื่อตัดรอยโรคออก ใช้วิธีลดความเจ็บปวดในการรักษาด้วยการฉีดยาชาเฉพาะที่ แพทย์มักใช้รักษาหูดขนาดใหญ่ที่รักษาด้วยวิธีอื่นมาแล้วแต่ไม่ได้ผล
  • รักษาด้วยการจี้ด้วยความเย็น (Cryotherapy) เป็นการใช้ไม้พันสำลีชุบด้วยไนโตรเจนเหลว (Liquid nitrogen) แล้วนำมาป้ายหรือพ่นเป็นสเปรย์ลงที่รอยโรค เพื่อให้ความเย็นสัมผัสรอยโรคเป็นเวลานานประมาณ 10-15 วินาที และต้องระวังอย่าให้ถูกผิวหนังที่ดี ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บปวดบ้างในขณะทำการรักษา แต่เป็นระดับที่สามารถทนได้โดยไม่ต้องใช้ยาชา และภายหลังการรักษาอาจทำให้มีรอยดำได้ การรักษาด้วยวิธีนี้จะต้องทำซ้ำทุก 2 สัปดาห์จนกว่ารอยโรคจะหาย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดของรอยโรค
  • รักษาด้วยวิธีการตัดหูดหงอนไก่ออกด้วยมีดผ่าตัด (Surgical excision)  แพทย์จะพิจารณาทำการรักษาโดยการผ่าตัด โดยเฉพาะหูดหงอนไก่ที่มีขนาดใหญ่ หรือในผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา การตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจ หรือคุณแม่ที่เป็นหูดหงอนไก่ที่กำลังจะคลอดบุตร แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดคลอดเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก
  • รักษาด้วยการขูดเอาเนื้องอกออก (Curettage) การขูดเอาเนื้อเยื่อที่เป็นกระเนื้อออกโดยใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เรียกว่า Curettage เพื่อให้ผิวหนังบริเวณนั้นบางหรือเรียบลง โดยอาจใช้ควบคู่กับวิธีการผ่าตัดด้วยความเย็นจัด หรือการจี้ด้วยไฟฟ้า
  • การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser treatments) โดยแพทย์จะพิจารณาการรักษาด้วยวิธีการนี้กับหูดหงอนไก่ที่มีลักษณะขึ้นเป็นวงกว้างและรักษาได้ยาก
การป้องกันโรคหูดหงอนไก่

การป้องกันโรคหูดหงอนไก่

โรคหูดหงอนไก่ไม่ใช่โรคร้ายแรง สามารถป้องกันได้โดยรับการฉีดวัคซีน และสามารถรักษาให้หายได้ ดังนี้

  • การพบแพทย์ทันทีเมื่อสังเกตเห็นรอยโรคที่อวัยวะเพศ หรือผิวหนัง
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หากมีอาการของโรค เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
  • การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน
  • ควรสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งก่อนมีเพศสัมพันธ์ ช่วยลดการติดเชื้อเอชพีวี และช่วยให้สามารถกำจัดเชื้อได้มากขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยลดการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้แก่ เชื้อเอชไอวี หนองในแท้ หนองในเทียม และโรคเริม ได้อีกด้วย
  • ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอวัยวะของผู้ที่เป็นโรคหูดหงอนไก่
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
  • ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย หลีกเลี่ยงพฤติกรรมโลดโผนทางเพศ
  • รักษาความสะอาดของร่างกาย
  • รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
  • ตรวจสุขภาพประจำปี
  • การขลิบอวัยวะเพศชาย (Male circumcision) ช่วยลดการติดเชื้อเอชพีวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ได้แก่เอชไอวี และ เริม
  • การฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV vaccine)เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ทั้ง 9 สายพันธุ์ ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์ที่ 6 และ 11 ที่เป็นสาเหตุของโรคหูดหงอนไก่

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (Safe Sex)

“PrEPLove2test"

โรคเริม (Herpes)

โรคหูดหงอนไก่ อาจจะเป็นโรคที่มองข้ามไปได้ง่าย เพราะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ความรุนแรงของโรคนี้อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วยได้ในระยะยาว หากได้รับการรักษาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ และลดโอกาสการเป็นโรคซ้ำ หรือความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนได้อื่นๆ ได้ รวมถึงสามารถป้องกันการเกิดโรคหูดหงอนไก่ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีได้อีกด้วย

Similar Posts

  • Chemsex อย่างไรให้ปลอดภัย? เทคนิคลดความเสี่ยงจากยา และเซ็กซ์

    ในยุคที่การพูดคุยเรื่องเซ็กซ์เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น Chemsex หรือการใช้สารเสพติดร่วมกับกิจกรรมทางเพศ กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในหมู่ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) และกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่ง Chemsex ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ด้วยผลกระทบทั้งทางกาย จิตใจ และสังคม การรู้เท่าทัน และป้องกันตนเอง คือ กุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยง

  • |

    เซ็กส์ทางทวารหนัก คืออะไร? วิธีทำอย่างไรให้ปลอดภัย และไม่เจ็บ

    เซ็กส์ทางทวารหนัก (Anal Sex) เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคู่รักที่ต้องการความแปลกใหม่ทางเพศ หรือคู่รักเพศเดียวกัน แม้ว่าหลายคนอาจจะยังรู้สึกอายหรือไม่กล้าพูดถึง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายทั่วโลก หากทำอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีความเข้าใจที่ถูกต้อง จะช่วยให้เกิดความสุข และลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • | |

    ประโยชน์ของถุงยางอนามัย

    ถุงยางอนามัยมีความสำคัญในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการคุมกำเนิด ในปัจจุบัน มีถุงยางอนามัยให้เลือกใช้ ทั้งแบบสำหรับสตรีและแบบสำหรับบุรุษ  ถุงยางอนามัยคือ? ถุงยางอนามัย (Condom) มาจากภาษาละติน แปลว่า ภาชนะที่รองรับ ทำด้วยวัสดุจากยางพารา หรือโพลียูรีเทน โดยฝ่ายชายเป็นฝ่ายใช้สวมครอบอวัยวะเพศของตนเอง  และเป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้เป็นอันดับต้นๆ สำหรับช่วยป้องกันการคุมกำเนิด และช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ซึ่งปัจจุบันมีการผลิต และพัฒนาถุงยางอนามัยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ในหลากหลายแบบให้เลือก ทั้งที่มีสีสัน ผิวเรียบ ผิวไม่เรียบ มีกลิ่น และรสผลไม้ รวมทั้งมีรูปทรงที่แปลกตามากขึ้น ซึ่งแต่ละแบบเน้นวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันไป แนะการใช้ถุงยางอนามัย 4 ขั้นตอน เลือก เก็บ ใช้ ทิ้ง ที่เราทุกคนสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ดังนี้ เลือก ให้ถูกไซส์ ถุงยางอนามัยมีหลายขนาด ตั้งแต่ ขนาด 49 มิลลิเมตร ขนาด 52 มิลลิเมตร ขนาด 54 มิลลิเมตร และ ขนาด 56 มิลลิเมตร รวมถึง กลิ่น…

  • โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด ภัยเงียบที่เริ่มตั้งแต่ในครรภ์

    โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis) คือ ภาวะที่ทารกในครรภ์ได้รับเชื้อซิฟิลิสจากมารดาที่ติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ โดยเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum สามารถแพร่ผ่านรกเข้าสู่ร่างกายทารก ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงทั้งในช่วงตั้งครรภ์ ช่วงคลอด และหลังคลอด ซึ่งอาจนำไปสู่การแท้ง ทารกเสียชีวิต หรือมีความพิการแต่กำเนิดอย่างถาวร หากไม่มีการตรวจ และรักษาอย่างทันท่วงที

    ปัจจุบัน ซิฟิลิสแต่กำเนิดยังคงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ด้วยเหตุที่ผู้หญิงตั้งครรภ์จำนวนหนึ่งไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ และไม่ได้รับการตรวจเลือดหรือรักษาอย่างเหมาะสม การป้องกันโรคนี้สามารถทำได้ง่าย และมีประสิทธิภาพ หากมีการคัดกรอง และรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

  • โลน : โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่แพร่ได้ง่ายกว่าที่คิด

    เมื่อพูดถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections หรือ STIs) หลายคนมักนึกถึงโรคที่มีชื่อเสียง เช่น HIV หนองใน หรือซิฟิลิส แต่มีอีกหนึ่งโรคที่มักถูกมองข้ามเพราะไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย แม้ว่ามันจะสามารถแพร่กระจายได้ง่าย และก่อให้เกิดความไม่สบายใจอย่างมาก นั่นคือ “โลน” หรือปรสิตเหาอวัยวะเพศ (Pubic Lice หรือ Crab Lice) โรคนี้อาจดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับโรคอื่นๆ แต่ก็มีผลกระทบต่อสุขภาพ และความเป็นอยู่ของผู้ป่วยได้ไม่น้อย การเข้าใจเกี่ยวกับโลนอย่างละเอียดจะช่วยให้สามารถป้องกัน และจัดการกับโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการตรวจเอชไอวี

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ยังไม่สามารถคิดค้นวิธีการรักษาให้หายขาดได้ นั่นก็คือ เอชไอวี (HIV : Human Immunodeficiency Virus) ที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ติดเชื้อลดลง ทำให้ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ เป็นสาเหตุของการเกิดโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ ได้ง่ายมากกว่าปกติ อีกทั้งหากไม่เข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วแล้ว จะส่งผลต่อร่างกายทำให้เข้าสู่ระยะรุนแรงที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อว่า ระยะเอดส์ นั่นเอง บทความนี้เราได้รวบรวมคำตอบของทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับ “การตรวจเอชไอวี” ที่คัดสรรมาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วว่า พบคำถามเหล่านี้บ่อยครั้งจากหลากหลายแหล่ง รวมไปถึงความเข้าใจผิด ๆ ที่ต้องการให้ผู้คนทั่วไปเข้าใจไปในทิศทางถูกต้อง ทำไมต้องตรวจเอชไอวี ? เอชไอวี หากทราบสถานะได้เร็วมากเท่าไหร่ โอกาสในการรักษาไม่ให้ลุกลามไปสู่ระยะรุนแรงก็มากด้วยเช่นกัน ดังนั้นการตรวจเอชไอวี จึงเป็นทางเลือกในการป้องกันที่สำคัญไม่แพ้การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทั้งยังเป็นการเพิ่มการตระหนักถึงการดูแลตนเองและคู่ของคุณ ดังนั้นจึงทำให้การตรวจเอชไอวี เป็นสิ่งที่จำเป็นและควรทำอย่างยิ่งในทุก ๆ ปีเช่นเดียวกับการตรวจสุขภาพประจำปี เมื่อไหร่ที่ควรเข้ารับการตรวจเอชไอวี? การตรวจเอชไอวี เป็นเรื่องใหญ่สำหรับใครหลายคน ด้วยความที่ว่าไม่มั่นใจว่าตนเองนั้นมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือไม่ ตลอดจนมองว่าการตรวจเอชไอวี ควรเข้ารับการตรวจเมื่อจำเป็นเท่านั้น อย่างไรก็ตามหากคุณคือหนึ่งในผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจพร้อมทั้งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด การตรวจเอชไอวี ใช้เวลานานหรือไม่ ? ระยะเวลาในการตรวจเอชไอวี ขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจที่เลือกใช้ หากเป็นการตรวจโดยสถานพยาบาลทั่วไปด้วยวิธีการตรวจที่นิยมใช้หลัก ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ระยะเวลาทราบผลได้เร็วที่สุดใน…