โรคฝีดาษลิง รู้ก่อนป้องกันก่อน

โรคฝีดาษลิง รู้ก่อนป้องกันก่อน

โรคฝีดาษลิง โรคฝีดาษวานร  หรือไข้ทรพิษลิง  (Monkeypox)  เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งเกิดจากไวรัสในตระกูลเดียวกันกับไวรัสโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ พบในสัตว์ ตระกูลลิง และสัตว์ฟันแทะ ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการรักษาหรือมีวัคซีนป้องกันโดยเฉพาะ แต่สามารถควบคุมการระบาดได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ ที่สามารถช่วยป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ประมาณ 85% ซึ่งการแพร่ระบาดของโลกฝีดาษ พบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ ร้อยละ 99 % เป็นผู้ชาย โดยติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้หลายคนให้ความสนใจและวิตกกังวลเป็นอย่างมาก

โรคฝีดาษลิง รู้ก่อนป้องกันก่อน

สาเหตุโรคฝีดาษลิง

Love2test

เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Orthopoxvirus ในวงศ์ Poxviridae ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ (Smallpox) โดย โรคนี้สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยเชื้อไวรัสนี้ มักจะอยู่ในสัตว์ในตระกูลลิง และฟันแทะ เช่น  หนู กระรอก กระต่าย มักจะพบในป่าดิบชื้นบริเวณตอนกลาง และทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา

โรคฝีดาษลิง ติดต่อได้อย่างไรบ้าง?

การแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน 

สามารถเกิดได้จากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น ลิง หนู กระรอก กระต่าย เป็นต้น หรืออาจอาจติดเชื้อจากการโดนสัตว์ที่มีเชื้อกัด หรือการกินเนื้อสัตว์ที่มีเชื้อที่ปรุงไม่สุก

การแพร่เชื้อจากคนสู่คน 

สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ ดังนี้

Love2test
  • สัมผัสที่ผื่น รอยโรค ตุ่มหนอง โดยตรง สัมผัสเลือด หรือสารน้ำในตุ่มหนองที่แตกออกมา
  • สัมผัสสารคัดหลั่งต่าง ๆ จากร่างกาย เช่น น้ำมูก น้ำลาย การไอจาม หรือจากสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส
  • ติดต่อผ่านละอองฝอยขนาดใหญ่จากทางเดินหายใจ พบในผู้ที่อยู่ใกล้ชิด พูดคุยกันเป็นเวลานาน
  • การกอดจูบ การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ 
  • การสัมผัสสิ่งของ เช่น เสื้อผ้า หรือของใช้ที่มีสารคัดหลั่งปนเปื้อน
  • ติดต่อจากแม่สู่ลูกในครรภ์ ผ่านทางรกได้

โดยสามารถติดต่อได้ตั้งแต่เริ่มมีอาการ หรือเริ่มมีตุ่มขึ้น ไปจนระยะที่ตุ่มตกสะเก็ด และเมื่อแผลหายดีแล้วก็จะหมดระยะการแพร่เชื้อ

อาการโรคฝีดาษลิง

อาการโรคฝีดาษลิง

  • อาการของโรคจะแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อแล้วประมาณ 7-14 วัน
  • มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดหัว ปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • หลังจากมีไข้ประมาณ 1-3 วัน จะมีตุ่มเล็ก ๆ คล้ายผื่นขึ้นตามตัวเช่น แขน ฝ่ามือ ขา รวมทั้งเยื่อบุบริเวณตา ช่องปาก และอวัยวะเพศ ซึ่งตุ่มเหล่านี้จะอักเสบ และแห้ง ไปเองใน 2 – 4 สัปดาห์ โดยมีการเปลี่ยนแปลงตามลำดับ ดังนี้
    – มีตุ่มนูนแดงคล้ายผื่น
    – ภายในตุ่มมีน้ำใสอยู่ภายใน รู้สึกคัน แสบร้อน
    – ตุ่มใสกลายเป็นหนอง เมื่ออาการรุนแรงขึ้น ตุ่มหนองเหล่านั้นจะแตกออก และแห้ง หรือตกสะเก็ดไปเอง
  • อาจมีอาการท้องเสีย อาเจียน เจ็บคอ ไอ หอบเหนื่อยร่วมด้วย
  • บางรายที่ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีโรคประจำตัวอาจมีภาวะแทรกซ้อนทำให้อาการรุนแรงอันตรายถึงชีวิตได้
  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะหายเองตามธรรมชาติ และจะมีอาการป่วยเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ นอกเสียจากว่าจะติดเชื้อซ้ำซ้อนที่บริเวณปอด ลามไปสมองจนเกิดการอักเสบขึ้น หรือติดเชื้อที่กระจกตา มีความเสี่ยงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้

การรักษาโรคฝีดาษลิง

ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคฝีดาษลิงเฉพาะ ทำได้เพียงการให้วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษซึ่งผลการรักษาจะมีประสิทธิภาพเพียง 85% รวมทั้งการให้ยาต้านไวรัส ได้แก่ Cidofovir, Tecovirimat และ Brincidofovir

“ChatLove2test"
  •  หากไม่ได้ทำการรักษาโรคฝีดาษลิง ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ธรรมชาติของโรคจะหายได้เองภายใน 2 – 4 สัปดาห์
  • การรักษาโรคฝีดาษลิง เป็นการรักษาแบบประคับประคอง เช่น การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ การป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงการแกะเกาแผล 
  • บริเวณที่เป็นผื่น ต้องรักษาความสะอาดของผิวหนังไม่ให้อับชื้น เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม
  • ควรล้างมือด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์ ก่อนและหลังการสัมผัสผื่น
  • ทำความสะอาดผื่นด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ
  • ไม่ควรปิดผื่นให้มิดชิด แต่ควรเปิดผื่นให้ระบายอากาศได้
  • หากผื่นมีอาการปวด บวมแดง หรือเป็นหนอง แนะนำให้รีบพบแพทย์

ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 90 มักไม่มีภาวะแทรกซ้อนหลังจากผื่นหาย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยสามารถเกิดแผลเป็นภายหลังผื่นหายได้ หากมีอาการผิดปกติ หรือไม่แน่ใจแนะนำให้มาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

วิธีป้องกันโรคฝีดาษลิง

วิธีป้องกันโรคฝีดาษลิง

  • การเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ที่ป่วย หรือสัตว์ที่อาจเป็นพาหะของโรค
  • ออกห่างจากผู้ติดเชื้อ ผู้ที่สงสัยเสี่ยงติดเชื้อ หรือมีประวัติสัมผัสผู้ป่วย
  • ไม่นำมือไปสัมผัสผื่น ตุ่ม หนอง ของผู้ที่เสี่ยงติดเชื้อ
  • สวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อผ่านละอองฝอยขนาดใหญ่
  • หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์หลังจากสัมผัสสัตว์เลี้ยงหรือสิ่งต่าง ๆ
  • หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ไม่ปรุงสุก  
  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษ หรือโรคฝีดาษ  สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การตีตรา โรคติดต่อทางเพศ

“PrEPLove2test"

วิธีป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การรับรู้ และเข้าใจข้อมูลเกี่ยวกับโรคฝีดาษลิง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการป้องกันโรค และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ การดูแลสุขภาพและการป้องกันโรคเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณและครอบครัวมีชีวิตที่แข็งแรง และปลอดภัยกับโรคติดต่อที่เราสามารถป้องกันได้โดยตรงจากการติดเชื้อโรคฝีดาษลิง

Similar Posts

  • หนองใน แท้กับเทียม แยกอย่างไร

    หลายคนรู้จักโรค หนองใน กันอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีความเข้าใจผิด ระหว่างชนิดของหนองใน ว่าเป็นหนองในแท้ หรือหนองในเทียม เพราะทั้งสองชนิดนี้มีอาการและความคล้ายคลึงกันอย่างมาก แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ หนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างแน่แท้ โดยเฉพาะคนที่มีเซ็กส์แบบไม่สวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง นอกจากเชื้อไวรัสเอชไอวีที่มีความเสี่ยงสูงแล้ว โอกาสในการติดกามโรค เช่น หนองในแท้ หรือหนองในเทียมก็มีได้มากกว่าด้วย ประเภทของโรค หนองใน หนองในแท้ ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ เกิดจากการติดเชื้อ Neisseria Gonorrhoeae (ไนอีสซีเรีย โกโนเรีย) มักแสดงอาการหลังมีความเสี่ยงตั้งแต่ 2-10 วันขึ้นไป หนองในเทียม หรือ Non-Gonococal Urethritis เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ เพศชายจำนวน 30% และเพศหญิงถึง 70% มักไม่แสดงอาการของหนองในเทียมเลย หรือเรียกว่าอยู่ในสภาวะ “การติดเชื้อหนองในที่ไม่มีอาการ” ทำให้ไม่ได้รับการรักษา และยังแพร่เชื้อไปสู่คู่นอนได้ทันที กว่าจะเริ่มมีอาการมักผ่านระยะเวลาไป 2-16 สัปดาห์หลังมีความเสี่ยง อาการของ หนองใน อาการของหนองในแท้ เพศชาย เพศหญิง เพศหญิง การรักษา หนองใน…

  • ตรวจ HIV พร้อม STI พร้อมกัน ดีอย่างไร และทำไมถึงควรทำ

    การดูแลสุขภาพทางเพศในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การป้องกันเพียงโรคใดโรคหนึ่ง แต่ต้องมองแบบองค์รวมมากขึ้น ตรวจ HIV พร้อม STI จึงกลายเป็นแนวทางที่ได้รับการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มักมีความเชื่อมโยงกันทั้งในแง่ของพฤติกรรมเสี่ยงและผลกระทบต่อร่างกาย การตรวจHIV พร้อมSTI ช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยงได้ครบถ้วนและวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพในครั้งเดียว บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดว่าทำไมแนวทางนี้จึงเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง HIV และ STI คืออะไร และเกี่ยวข้องกันอย่างไรจนต้องตรวจ HIV พร้อม STI HIV เป็นไวรัสที่เข้าทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยตรง ในขณะที่ STI หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นกลุ่มโรคที่แพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ ซิฟิลิส หนองใน คลามีเดีย เริม และ HPV แม้ว่าจะเป็นคนละกลุ่มโรค แต่ทั้งสองมีปัจจัยเสี่ยงร่วมกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การมีคู่นอนหลายคน หรือการไม่ตรวจสุขภาพเป็นประจำ ความเชื่อมโยงเชิงชีววิทยาระหว่างทั้งสองกลุ่มโรคนี้เองที่ทำให้การตรวจHIV พร้อมSTI มีความสมเหตุสมผลทางการแพทย์ เพราะการประเมินความเสี่ยงเพียงด้านใดด้านหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงอีกด้านอาจทำให้ได้ภาพสุขภาพที่ไม่ครบถ้วนและนำไปสู่การวางแผนป้องกันที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทำไมจึงควร ตรวจ HIV พร้อม STI มากกว่าตรวจแยกกัน เหตุผลที่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางเพศแนะนำให้ ตรวจHIV พร้อมSTI มากกว่าการตรวจแยกกันคนละครั้งมีหลายประการ ประการแรกคือการได้รับข้อมูลสุขภาพที่ครบถ้วนในการเข้าพบแพทย์เพียงครั้งเดียว ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและลดความยุ่งยากในการนัดหมายหลายครั้ง ประการที่สองคือการที่แพทย์สามารถประเมินภาพรวมของสุขภาพทางเพศได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้นเมื่อมีข้อมูลจากการตรวจHIV…

  • เตือนภัย สาวๆ เกี่ยวกับโรคพยาธิในช่องคลอด

    โรคพยาธิในช่องคลอดเป็นปัญหาสุขภาพที่ผู้หญิงหลายคนอาจไม่ทราบว่าตนเองเป็น เนื่องจากอาการอาจไม่ชัดเจน หรือไม่มีอาการเลย ทำให้การตรวจพบ และการรักษาเป็นไปได้ยาก การปล่อยให้โรคพยาธิในช่องคลอดไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงขึ้นได้

  • ไวรัส HPV ในผู้ชาย เสี่ยงกว่าที่คิด! เข้าใจให้ลึกก่อนจะสายเกินไป

    พูดถึงคำว่า HPV หรือ Human Papillomavirus หลายคนมักนึกถึงโรคในผู้หญิง เช่น มะเร็งปากมดลูก หรือการตรวจ Pap smear แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ชายเองก็มีความเสี่ยงจากไวรัส HPV สูงไม่แพ้กัน ทั้งในแง่การติดเชื้อ การแพร่เชื้อให้คู่นอน และการเกิดมะเร็งบางชนิดที่คนจำนวนมากยังไม่รู้ เช่น มะเร็งทวารหนัก มะเร็งองคชาต หรือมะเร็งช่องปาก และลำคอ

    ยิ่งในยุคที่พฤติกรรมทางเพศมีความหลากหลายมากขึ้น การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก และทางปาก ล้วนทำให้โอกาสสัมผัส และติดเชื้อ HPV สูงขึ้นตามไปด้วย ที่สำคัญคือ ส่วนใหญ่ของการติดเชื้อ HPV ไม่มีอาการชัดเจน ทำให้ผู้ชายจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าตัวเองติดเชื้อ และอาจเผลอแพร่เชื้อไปให้คนอื่นต่อ ๆ กันโดยไม่รู้

  • โรคซิฟิลิสในวัยรุ่นเพิ่มขึ้น สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวโน้มการติดเชื้อ โรคซิฟิลิส (Syphilis) ในกลุ่มวัยรุ่นและคนอายุน้อยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก สถานการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนถึงพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป แต่ยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างของการเข้าถึงความรู้ การป้องกัน และบริการสาธารณสุข

  • ทำไมโรคฝีดาษวานรยังต้องเฝ้าระวัง แม้ไม่ใช่โรคระบาดรุนแรง

    โรคฝีดาษวานร หรือ Mpox เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่แม้จะไม่ถูกจัดว่าเป็นโรคระบาดรุนแรงในระดับเดียวกับ COVID-19 แต่ยังคงเป็นหนึ่งในโรคที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกให้ความสำคัญในการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เหตุผลสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่ความรุนแรงของโรคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรูปแบบการแพร่เชื้อ การกลายพันธุ์ของไวรัส พฤติกรรมของประชากร และความพร้อมของระบบสาธารณสุข