ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อสุขภาพเพศที่ปลอดภัย

ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อสุขภาพเพศที่ปลอดภัย

การรักษาสุขภาพเพศที่ดี และปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคน เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงต่อสุขภาพได้ ดังนั้น การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่ช่วยให้เรารับรู้โรคในระยะเริ่มต้น และรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อสุขภาพเพศที่ปลอดภัย

การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

Love2test

การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ และรวมไปถึงตรวจก่อนแต่งงาน หรือตรวจก่อนการตั้งครรภ์ เพื่อลดการแพร่กระจ่ายเชื้อโรคแล้วนั้น ซึ่งในบางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่แสดงอาการ โดยเฉพาะผู้หญิง เช่น เชื้อเอชไอวี ซึ่งกว่าผู้ติดเชื้อจะทราบอาการก็อยู่ในระยะรุนแรงที่ยากต่อการดูแลรักษา อีกทั้งโรคติดต่อบางโรคยังเป็นสาเหตุโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก เกิดจากการติดเชื้อ HPV บางสายพันธ์ และมะเร็ง ตับ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

ดังนั้นเมื่อมีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ อาจมีอาการแสดงบางอย่าง เช่น เจ็บปวดอวัยวะเพศ คัน มีผื่น ตุ่ม แผล บริเวณอวัยวะเพศ เป็นฝี มีน้ำหนองไหล และในกรณีผู้หญิงหากมีตกขาวสีเหลือง ตกขาวมีกลิ่นเหม็น ก็ควรงดการมีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และควรรีบไปพบแพทย์

การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีวิธีอะไรบ้าง?

การตรวจทำได้หลายวิธี แพทย์จะเลือกการตรวจที่เหมาะสมที่สุดจากการซักประวัติ ซึ่งวิธีตรวจหลักๆ จะมีดังนี้

Love2test
  • ตรวจเลือด หรือปัสสาวะ เป็นการตรวจที่นิยิมที่สุด เพราะสามารถตรวจได้หลายโรค เช่น เชื้อเอชไอวี เริม หนองใน ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ
  • ตรวจภายใน (Pap smears) ปกติแล้วการตรวจด้วยวิธีแปป สเมียร์ เป็นการตรวจเพื่อสังเกตอาการเริ่มต้นของมะเร็งปากมดลูก แต่มะเร็งปากมดลูกก็อาจเกิดจากการติดเชื้อ HPV เมื่อมีเพศสัมพันธ์ได้เช่นกัน
  • ตรวจสารคัดหลั่ง ในบางกรณีแพทย์อาจใช้การเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศ ปากมดลูก ทางเดินปัสสาวะ หรือทวารหนัก เพื่อนำไปตรวจหาเชื้อได้
  • ตรวจร่างกาย ในกรณีที่อาการเริ่มแสดงออกมาให้เห็นแล้ว การตรวจร่างกายก็สามารถใช้ประกอบการวินิจฉัยได้ เช่น เริม หูด ซิฟิลิส เป็นต้น

การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจโรคอะไรบ้าง?

  1. ตรวจหาเชื้อเอชไอวี 
  2. ตรวจไวรัสตับอักเสบบี และซี
  3. ตรวจหาเชื้อซิฟิลิส
  4. ตรวจเริม
  5. ตรวจหนองใน /หนองในเทียม
  6. ตรวจภายใน และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (เฉพาะผู้หญิง)
ควรตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ควรตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อไหร่

ผู้ที่มีความเสี่ยง ที่ควรเข้าตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ดังนี้

  • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ไม่สวมถุงยางอนามัย 
  • เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ 
  • เคยมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับหญิง หรือชายขายบริการทางเพศโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
  • ผู้ที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับเพศ หรือการสัมผัสทางเพศกับหลายๆคน 
  • ถุงยางอนามัยรั่ว ถุงยางอนามัยแตก หลุด ฉีกขาดขณะมีเพศสัมพันธ์
  • กลุ่มค้าบริการทางเพศ ควรตรวจเลือดทุก 3 เดือน
  • เคยติดเชื้อกลุ่มโรคทางเพศสัมพันธ์ หลังจากรักษาหายแล้ว ภายใน 3 เดือน ควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ซ้ำอีกครั้ง
  • ผู้ที่กำลังวางแผนจะแต่งงาน หรือมีบุตร ก็ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เช่นกัน เพื่อป้องกันเชื้อแพร่สู่คู่รัก และลูก

การเตรียมตัวก่อนตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • สามารถทานอาหารมาก่อนเข้าตรวจได้ตามปกติ
  • งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนตรวจสุขภาพ
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงการตรวจช่วงที่มีประจำเดือน ควรรอตรวจหลังจากที่ประจำเดือนหมดไปแล้วอย่างน้อย 7 วัน
  • ห้ามตรวจภายในมาก่อนในช่วง 24 ชั่วโมง เพราะอาจมีสารหรือยาไปปนเปื้อนอยู่
  • ห้ามใช้ผ้าอนามัยชนิดสอด ครีมหรือยา ที่ใช้ทางช่องคลอดอื่น ๆ อย่างน้อย 48 ชั่วโมง
  • ห้ามล้างหรือทำความสะอาดในช่องคลอดภายใน 48 ชั่วโมงก่อนมาตรวจ เพราะอาจไม่มีเซลล์เหลือให้ตรวจ
  • ห้ามมีเพศสัมพันธ์ก่อนมารับการตรวจ 48 ชั่วโมง

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (Safe Sex)

“ChatLove2test"

วิธีป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

สำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองโรค และควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เพื่อรักษาสุขภาพเพศของตนเอง และคนรอบข้างให้มีความปลอดภัยจากโรค

“PrEPLove2test"

Similar Posts

  • ไวรัส HPV ในผู้ชาย เสี่ยงกว่าที่คิด! เข้าใจให้ลึกก่อนจะสายเกินไป

    พูดถึงคำว่า HPV หรือ Human Papillomavirus หลายคนมักนึกถึงโรคในผู้หญิง เช่น มะเร็งปากมดลูก หรือการตรวจ Pap smear แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ชายเองก็มีความเสี่ยงจากไวรัส HPV สูงไม่แพ้กัน ทั้งในแง่การติดเชื้อ การแพร่เชื้อให้คู่นอน และการเกิดมะเร็งบางชนิดที่คนจำนวนมากยังไม่รู้ เช่น มะเร็งทวารหนัก มะเร็งองคชาต หรือมะเร็งช่องปาก และลำคอ

    ยิ่งในยุคที่พฤติกรรมทางเพศมีความหลากหลายมากขึ้น การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก และทางปาก ล้วนทำให้โอกาสสัมผัส และติดเชื้อ HPV สูงขึ้นตามไปด้วย ที่สำคัญคือ ส่วนใหญ่ของการติดเชื้อ HPV ไม่มีอาการชัดเจน ทำให้ผู้ชายจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าตัวเองติดเชื้อ และอาจเผลอแพร่เชื้อไปให้คนอื่นต่อ ๆ กันโดยไม่รู้

  • Chemsex อย่างไรให้ปลอดภัย? เทคนิคลดความเสี่ยงจากยา และเซ็กซ์

    ในยุคที่การพูดคุยเรื่องเซ็กซ์เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น Chemsex หรือการใช้สารเสพติดร่วมกับกิจกรรมทางเพศ กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในหมู่ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) และกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่ง Chemsex ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ด้วยผลกระทบทั้งทางกาย จิตใจ และสังคม การรู้เท่าทัน และป้องกันตนเอง คือ กุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยง

  • 5 ขั้นตอน ตรวจเอชไอวีง่ายๆ

    หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าการตรวจเอชไอวียุ่งยากและราคาแพง ทำให้ไม่กล้าไปตรวจเพราะกลัวไปต่างๆ นานา แต่จริงๆ แล้วการตรวจเอชไอวี นั้นง่ายมาก เพียงแค่เจาะเลือดและรู้ผลได้เร็ว ที่สำคัญคนไทยทุกคน ตรวจฟรีปีละ 2 ครั้ง มาดูกันดีกว่าว่าขั้นตอนการตรวจเอชไอวี นั้นเป็นอย่างไร และต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง? ใครบ้างที่ควรรับการตรวจ ? ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ผู้ที่ใช้สารเสพติดโดยใช้เข็มร่วมกัน ผู้ที่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงจากการปฏิบัติหน้าที่ เตรียมตัวอย่างไร ? การเจาะเลือดเพื่อ ตรวจเอชไอวีไม่ต้องอดข้าวหรือน้ำ เพียงแค่เตรียมบัตรประจำตัวประชาชน แล้วไปขอตรวจที่โรงพยาบาล คลินิกนิรนาม หรือคลินิกเอกชนเฉพาะทาง หลังจากมีความเสี่ยงมาประมาณ 2-4 สัปดาห์ รับคำปรึกษา เมื่อติดต่อเรียบร้อย ผู้เข้ารับการตรวจจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพูดคุย ประเมินความเสี่ยง และเซ็นชื่อในใบยินยอมเพื่อ ตรวจเอชไอวี โดยส่วนมากแล้วมักใช้เวลา ไม่เกิน 30 นาที เจาะเลือด เมื่อได้รับคำปรึกษาแล้ว จึงเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อเอชไอวี ซึ่งสามารถรู้ผลได้ภายในวันเดียว (ทั้งนี้ระยะเวลาแจ้งผลขึ้นอยู่กับนโยบายการบริการของสถานพยาบาลนั้นๆ กรุณาสอบถามข้อมูลก่อนเข้ารับบริการ) ฟังผล ผลเลือดเป็นลบ หรือ non-reactive แสดงว่าผู้เข้ารับการตรวจไม่มีเชื้อ…

  • |

    เซ็กส์ทางทวารหนัก คืออะไร? วิธีทำอย่างไรให้ปลอดภัย และไม่เจ็บ

    เซ็กส์ทางทวารหนัก (Anal Sex) เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคู่รักที่ต้องการความแปลกใหม่ทางเพศ หรือคู่รักเพศเดียวกัน แม้ว่าหลายคนอาจจะยังรู้สึกอายหรือไม่กล้าพูดถึง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายทั่วโลก หากทำอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีความเข้าใจที่ถูกต้อง จะช่วยให้เกิดความสุข และลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • |

    ฝีต่อมบาร์โธลิน ป้องกันได้หรือไม่? คำตอบที่ผู้หญิงควรรู้

    ฝีต่อมบาร์โธลิน เป็นภาวะที่ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเคยได้ยินชื่อ แต่กลับไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง บางคนอาจคิดว่าเป็นเพียงก้อนบวมเล็ก ๆ ที่เดี๋ยวก็หายเอง ขณะที่บางคนรู้สึกกังวล อาย หรือไม่กล้าไปพบแพทย์ ทั้งที่อาการดังกล่าวอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ความเจ็บปวด และในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คำถามสำคัญคือ ฝีต่อมบาร์โธลินป้องกันได้หรือไม่? และผู้หญิงควรรู้อะไรบ้างเพื่อดูแลสุขภาพจุดซ่อนเร้นของตนเองอย่างถูกต้อง เราจะพาคุณไปรู้จักฝีต่อมบาร์โธลินตั้งแต่พื้นฐาน สาเหตุ อาการ วิธีรักษา การป้องกัน ไปจนถึงความเชื่อมโยงกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนดูแลตัวเองได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย ต่อมบาร์โธลิน คืออะไร?  ต่อมบาร์โธลิน (Bartholin’s glands) เป็นต่อมขนาดเล็ก 2 ข้าง อยู่บริเวณปากช่องคลอด ทำหน้าที่ผลิตสารหล่อลื่นเพื่อช่วยลดการเสียดสี โดยเฉพาะในช่วงที่มีการกระตุ้นทางเพศ ภายใต้ภาวะปกติ ต่อมเหล่านี้จะทำงานอย่างเงียบ ๆ จนแทบไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ แต่เมื่อใดก็ตามที่ ท่อของต่อมบาร์โธลินเกิดการอุดตัน ของเหลวไม่สามารถระบายออกได้ ก็จะเริ่มสะสมจนเกิดเป็นถุงน้ำ (Bartholin’s cyst) และหากมีการติดเชื้อซ้ำเติม ก็จะพัฒนาไปเป็น ฝีต่อมบาร์โธลิน (Bartholin’s abscess) ซึ่งมีอาการเจ็บ ปวด บวม แดง และอาจมีหนอง ฝีต่อมบาร์โธลิน…

  • แผลริมอ่อน หรือซิฟิลิสเทียม คืออะไร?

    โรคแผลริมอ่อน (Chancroid)  คืออะไร แผลริมอ่อน หรือ ซิฟิลิสเทียม (Chancroid, Soft chancre, Ulcus molle หรือ Weicher Schanker)  เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus Ducreyi  เกิดขึ้นได้ทั้งในเพศชาย และเพศหญิง จะทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ และต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตติดกันเป็นพืดและเจ็บ ซึ่งโรคนี้ติดต่อได้ง่าย แต่ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่ง หากไม่รักษาจะเป็นสาเหตให้เกิดการติดเชื้อ HIV ได้ง่าย  หมายเหตุ  โรคแผลริมอ่อน บางครั้งเรียกว่า โรคซิฟิลิสเทียม เนื่องจากทำให้เกิดแผลได้เช่นเดียวกันกับโรคซิฟิลิส แต่จะแตกต่างกันตรงที่แผลริมอ่อน (ซิฟิลิสเทียม) จะมีอาการเจ็บ และปวด แต่แผลซิฟิลิสจะไม่เจ็บและปวด ระยะฟักตัวของโรค หลังจากที่ได้รับเชื้อ อยู่ในช่วง 1 วัน-2 สัปดาห์ แต่เฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 5-7 วัน จึงเริ่มพัฒนาอาการให้เห็นชัดตามมา สาเหตุของแผลริมอ่อน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ฮีโมฟิลุส ดูเครย์ (Haemophilus ducreyi) โดยเชื้อชนิดนี้จำนวนมากจะอยู่ที่หนอง และจะเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยถลอกทางผิวหนัง จากนั้นเชื้อจะสร้างสารพิษ…