เซ็กส์ทางทวารหนัก คืออะไร? วิธีทำอย่างไรให้ปลอดภัย และไม่เจ็บ
|

เซ็กส์ทางทวารหนัก คืออะไร? วิธีทำอย่างไรให้ปลอดภัย และไม่เจ็บ

เซ็กส์ทางทวารหนัก (Anal Sex) เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคู่รักที่ต้องการความแปลกใหม่ทางเพศ หรือคู่รักเพศเดียวกัน แม้ว่าหลายคนอาจจะยังรู้สึกอายหรือไม่กล้าพูดถึง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายทั่วโลก หากทำอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีความเข้าใจที่ถูกต้อง จะช่วยให้เกิดความสุข และลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

เซ็กส์ทางทวารหนัก คืออะไร? วิธีทำอย่างไรให้ปลอดภัย และไม่เจ็บ

เซ็กส์ทางทวารหนัก คืออะไร?

เซ็กส์ทางทวารหนัก (anal sex) คือ การสอดใส่อวัยวะเพศ นิ้ว หรืออุปกรณ์ทางเพศ (sex toy) เข้าไปในทวารหนักของคู่นอนโดยตรงหรือทางอ้อม ความต่างสำคัญจากการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด คือ ทวารหนักไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการสอดใส่ตามธรรมชาติ จึงไม่มีการหล่อลื่นเอง และเยื่อบุภายในค่อนข้างบางกว่าช่องคลอด ทำให้มีโอกาสระคายเคืองหรือฉีกขาดได้มากกว่า หากไม่มีการเตรียมพร้อมที่ดี

ทางกายวิภาค ทวารหนักมีกล้ามเนื้อหูรูด 2 ชั้น ได้แก่ หูรูดชั้นใน (ควบคุมโดยอัตโนมัติ) และหูรูดชั้นนอก (ควบคุมได้ด้วยจิตใจ) ขณะเริ่มสอดใส่ หูรูดมักหดตัวตามธรรมชาติ การ รอ–หายใจ–ผ่อนคลาย ให้กล้ามเนื้อเปิดทางก่อน จึงเป็นหัวใจสำคัญเพื่อลดการเจ็บ และการบาดเจ็บ

Love2test

เหตุผลที่คนเลือกมีเซ็กส์ทางทวารหนัก

หลายคนสงสัยว่าทำไมคู่รักบางคู่ถึงเลือกมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก คำตอบคือ มีทั้งปัจจัยทางกายภาพ และจิตใจ เช่น ความรู้สึกตื่นเต้น ความสุขจากการกระตุ้นเส้นประสาทบริเวณทวารหนัก หรือในคู่รักชายรักชายที่ไม่มีช่องคลอดให้สอดใส่

การมีเซ็กส์ทางทวารหนักยังสร้างความรู้สึกใกล้ชิด และสนิทสนม แต่ต้องทำด้วยความยินยอม และความเข้าใจตรงกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายใจ

“ChatLove2test"

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ระมัดระวัง

แม้จะให้ความสุข แต่เซ็กส์ทางทวารหนักก็มีความเสี่ยงมากกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด เพราะเยื่อบุทวารหนักบาง และฉีกขาดง่าย ส่งผลให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็วขึ้น

ความเสี่ยงที่พบบ่อย ได้แก่

“PrEPLove2test"
  • การติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
  • โรคหนองใน หนองในเทียม และซิฟิลิส
  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และซี
  • อาการบาดเจ็บหรือเลือดออกในทวารหนัก

การตระหนักถึงความเสี่ยงเหล่านี้คือก้าวแรกของการป้องกัน

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ระมัดระวังในการมีเซ็กส์ทางทวารหนัก

แม้เซ็กส์ทางทวารหนักจะเป็นประสบการณ์ที่สร้างความสุข ความแปลกใหม่ และความใกล้ชิดทางใจให้กับคู่รัก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า กิจกรรมนี้มี ความเสี่ยงด้านสุขภาพสูงกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด เนื่องจากทวารหนักไม่ถูกออกแบบมาเพื่อการสอดใส่โดยตรง เยื่อบุภายในมีความบาง และบอบบางกว่ามาก รวมถึงไม่มีการผลิตสารหล่อลื่นตามธรรมชาติ หากไม่มีการเตรียมพร้อมหรือการป้องกันอย่างเหมาะสม ความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นมีดังนี้

  • การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสูงสุดต่อการติดเชื้อเอชไอวี เนื่องจากเยื่อบุทวารหนักฉีกขาดง่าย และเส้นเลือดฝอยในบริเวณนี้อยู่ตื้น เมื่อเกิดรอยถลอกเพียงเล็กน้อย เชื้อไวรัสสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ทันที ทั้งผู้ที่สอดใส่ และผู้ที่ถูกสอดใส่ล้วนมีความเสี่ยง เพียงแต่ ฝ่ายรับมีโอกาสสูงกว่า เพราะรับเชื้อโดยตรงจากของเหลวที่เข้าสู่ร่างกาย
  • โรคหนองใน หนองในเทียม และซิฟิลิส โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) เหล่านี้สามารถแพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักได้เช่นเดียวกับช่องคลอดหรือช่องปาก โดยเฉพาะหากไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยหรือสารหล่อลื่นที่เหมาะสม อาการที่อาจเกิดขึ้น เช่น ปัสสาวะแสบขัด หนองออกจากทวารหนัก เจ็บแสบ หรือเป็นแผล ทั้งนี้โรคบางชนิด เช่น ซิฟิลิส อาจไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก ทำให้ผู้ติดเชื้อไม่รู้ตัว และแพร่ต่อไปยังผู้อื่น
  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และซี นอกจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่รู้จักกันทั่วไปแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อ ไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ซึ่งสามารถแพร่ผ่านทางเลือด และของเหลวในร่างกาย การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่มีการป้องกัน และเกิดบาดแผลแม้เพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่การติดเชื้อได้ การฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบบี และการตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ จึงเป็นมาตรการที่ควรทำควบคู่ไปกับการใช้ถุงยาง
  • อาการบาดเจ็บหรือเลือดออกในทวารหนัก เนื่องจากทวารหนักไม่หล่อลื่นเอง การสอดใส่ที่เร็วเกินไป รุนแรงเกินไป หรือขาดการใช้เจลหล่อลื่น อาจทำให้เกิด แผลถลอก ฉีกขาด หรือเลือดออก ในบางกรณีอาจมีอาการปวดระบมเป็นเวลาหลายวัน หากแผลลึกหรือมีเลือดออกมาก อาจต้องเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ทันที เพราะนอกจากเจ็บปวดแล้ว ยังเพิ่มโอกาสรับเชื้อโรคได้สูงขึ้น

การมีเซ็กส์ทางทวารหนักไม่ใช่เรื่องผิดหรืออันตรายเสมอไป หากทำด้วยความเข้าใจ และมีการป้องกันที่ถูกต้อง ความเสี่ยงสามารถลดลงได้อย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือการ ตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้สามารถเตรียมตัวล่วงหน้า ใช้มาตรการป้องกัน และดูแลสุขภาพหลังการมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างเหมาะสม

วิธีเตรียมร่างกายก่อนมีเซ็กส์ทางทวารหนัก

การเตรียมร่างกายช่วยลดการเจ็บปวด และป้องกันอาการบาดเจ็บได้ หากละเลยขั้นตอนนี้ อาจทำให้เกิดการฉีกขาดหรือเจ็บเรื้อรังได้ การเตรียมตัวที่ดีประกอบด้วย:

  • ทำความสะอาดทวารหนัก ใช้น้ำอุ่นล้างภายนอก หรือถ้าจำเป็นสามารถใช้วิธีสวนล้างเบา ๆ ด้วยน้ำสะอาดในปริมาณที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาที่มีสารเคมีแรง เพราะอาจทำให้เยื่อบุอักเสบได้
  • อาบน้ำอุ่นเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ความร้อนจากน้ำจะช่วยให้กล้ามเนื้อหูรูดคลายตัว ทำให้การสอดใส่ในภายหลังง่ายขึ้น
  • นวดเบา ๆ รอบทวารหนัก การนวดช่วยให้เลือดไหลเวียนดี และลดความเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณรอบ ๆ
  • ฝึกใช้ sex toy ที่มีขนาดเล็กก่อน โดยเริ่มจากของเล่นขนาดเล็ก และเพิ่มขนาดทีละน้อย จะช่วยให้ทวารหนักคุ้นเคยกับการสอดใส่ และลดความเจ็บปวดได้
  • ผ่อนคลายจิตใจ และสื่อสารกับคู่นอน พูดคุยถึงความพร้อม ความต้องการ และขอบเขตอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้มั่นใจว่าการมีเพศสัมพันธ์ครั้งนี้เกิดขึ้นด้วยความยินยอมทั้งสองฝ่าย
การใช้สารหล่อลื่น และอุปกรณ์ป้องกัน

การใช้สารหล่อลื่น และอุปกรณ์ป้องกัน

  • ใช้เจลหล่อลื่นทุกครั้ง ทวารหนักไม่สามารถผลิตสารหล่อลื่นได้เอง การใช้เจลหล่อลื่นจึงช่วยลดแรงเสียดทาน และป้องกันการฉีกขาด
  • เลือกชนิดเจลที่เหมาะสม
    • Water-based (สูตรน้ำ): ใช้ได้กับถุงยางทุกชนิด และของเล่นทางเพศ ทำความสะอาดง่าย
    • Silicone-based (สูตรซิลิโคน): ลื่นนาน เหมาะกับการสอดใส่ต่อเนื่อง แต่ไม่ควรใช้กับของเล่นซิลิโคน
  • หลีกเลี่ยงสารที่ก่อการระคายเคือง ไม่ควรใช้โลชั่นทั่วไป น้ำมัน หรือวาสลีน เพราะอาจทำให้ถุงยางแตก และก่อให้เกิดการติดเชื้อ
  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเป็นเกราะป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เอชไอวี ซิฟิลิส หนองใน
  • เปลี่ยนถุงยางเมื่อสลับช่องทาง หากเปลี่ยนจากทวารหนักไปช่องคลอดหรือช่องปาก ต้องเปลี่ยนถุงยางใหม่ทุกครั้งเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

เทคนิคการสอดใส่อย่างปลอดภัย และไม่เจ็บ

  • ผ่อนคลายทั้งร่างกาย และจิตใจ การเล้าโลมช่วยให้กล้ามเนื้อหูรูดคลายตัว และพร้อมรับการสอดใส่
  • เริ่มอย่างช้า ๆ และค่อยเป็นค่อยไป ใช้นิ้วหรือของเล่นขนาดเล็กก่อน จากนั้นค่อยเพิ่มขนาดเมื่อรู้สึกสบาย
  • ใช้เจลหล่อลื่นอย่างเพียงพอ ทาซ้ำเมื่อรู้สึกแห้งหรือมีแรงเสียดทานมากเกินไป
  • หยุดทันทีหากเจ็บหรือมีเลือดออก การฝืนสอดใส่จะทำให้เกิดบาดแผล และเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

การดูแลหลังมีเซ็กส์ทางทวารหนัก

  • ทำความสะอาดร่างกายทันที ล้างด้วยน้ำอุ่น และสบู่อ่อน ๆ เพื่อลดความเสี่ยงการสะสมของเชื้อโรค
  • เปลี่ยนถุงยาง และล้างอุปกรณ์ ทุกครั้งหลังใช้งาน ควรล้าง sex toy ให้สะอาด และเก็บในที่ปลอดเชื้อ
  • สังเกตอาการผิดปกติ เช่น เจ็บแสบ เลือดออกมาก หรือมีหนอง ควรรีบพบแพทย์
  • ตรวจสุขภาพทางเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ แนะนำให้ตรวจทุก 3–6 เดือน โดยเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนหลายคนหรือมีพฤติกรรมเสี่ยง

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ไขข้อสงสัย ใส่ถุงยางอนามัย 2 ชั้น เพิ่มความปลอดภัย หรือเพิ่มปัญหา?

ออรัล เซ็กส์ปลอดภัยไหม? ข้อควรรู้เพื่อป้องกันความเสี่ยง

เซ็กส์ทางทวารหนักคือกิจกรรมทางเพศที่มีทั้งข้อดี และข้อควรระวัง หากทำโดยปราศจากความรู้ และการป้องกันที่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย และสุขภาพ แต่หากมีการเตรียมตัว ใช้สารหล่อลื่น ป้องกันด้วยถุงยาง และมีการสื่อสารที่ดี เซ็กส์ทางทวารหนักก็สามารถเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ปลอดภัย และเติมเต็มความสัมพันธ์ได้อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HIV and Gay/Bisexual Men. ข้อมูลเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักและการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/group/msm/index.html
  • World Health Organization (WHO). Sexual and reproductive health and rights. รวมคำแนะนำเรื่องสุขภาพทางเพศและการป้องกันโรคติดต่อ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/health-topics/sexual-health
  • UNAIDS. Fact Sheet: HIV prevention, testing, treatment and care. รายงานสถานการณ์และแนวทางการป้องกัน HIV ระดับโลก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org/en/resources/fact-sheet
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ความรู้เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย. ความรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ปลอดภัยและสิทธิด้านสุขภาพทางเพศ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.aidsthai.org

Similar Posts

  • วัยรุ่นในปัจจุบัน มีแนวโน้มติดเชื้อเอชไอวี เพิ่มมากขึ้น

    กรมอนามัย เตือนวัยรุ่นให้มีสติ รู้จักป้องกันการตั้งครรภ์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หลังพบวัยรุ่นมีแนวโน้มติดเชื้อเอชไอวีมากขึ้น พร้อมแนะวิธีปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์ เพื่อลดความเสี่ยง

  • | |

    โรคติดต่อทางเพศพุ่งสูง แต่คนใช้ถุงยางอนามัยลดลง? สัญญาณอันตรายที่ต้องจับตา

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กลับมาเป็นปัญหาสาธารณสุขที่น่ากังวลอีกครั้ง ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก หลายหน่วยงานด้านสุขภาพรายงานตรงกันว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น

    สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ในขณะที่อัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้น กลับพบว่า การใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งเป็นวิธีป้องกันพื้นฐานและมีประสิทธิภาพสูง กลับมีแนวโน้มลดลงในหลายกลุ่มประชากร

    คำถามสำคัญคือ ทำไมคนยุคใหม่จึงใช้ถุงยางอนามัยน้อยลง ทั้งที่ข้อมูลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เข้าถึงง่ายกว่าสมัยก่อน? และสถานการณ์นี้กำลังส่งสัญญาณอะไรต่อสังคมไทย?

  • Chemsex อย่างไรให้ปลอดภัย? เทคนิคลดความเสี่ยงจากยา และเซ็กซ์

    ในยุคที่การพูดคุยเรื่องเซ็กซ์เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น Chemsex หรือการใช้สารเสพติดร่วมกับกิจกรรมทางเพศ กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในหมู่ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) และกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่ง Chemsex ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ด้วยผลกระทบทั้งทางกาย จิตใจ และสังคม การรู้เท่าทัน และป้องกันตนเอง คือ กุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยง

  • เริม..โรคที่ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด

    เริม เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Herpes simplex virus (ไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ หรือ HSV) พบได้บ่อยบริเวณริมฝีปากและอวัยวะเพศ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ อาการของ เริม อาการของเริม จะเริ่มจากมีตุ่มน้ำใสขึ้นในบริเวณที่ติดเชื้อ หลังจากนั้นจะแตกออก แล้วเกิดเป็นแผล มีอาการปวดแสบปวดร้อนร่วมด้วย แผลจะค่อยๆ แห้ง ตกสะเก็ดและหายในระยะเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ในบางรายอาจจะมีอาการไข้  ปวดศีรษะ ปวดตามตัว หรือมีต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย ผู้ป่วยที่ติดเชื้อครั้งแรกจะค่อนข้างอาการหนักและรุนแรง ทำให้ต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าผู้ป่วยที่เคยเป็น และมีเชื้ออยู่แล้ว ซึ่งจะมีอาการที่เบาและรักษาได้เร็วกว่า เริม ติดต่อกันได้อย่างไร ? เริม สามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสเชื้อโดยตรง จากบริเวณบาดแผล จากน้ำในตุ่มพอง และน้ำลาย การมีเพศสัมพันธ์หรือกิจกรรมทางเพศ นอกจากนั้นการใช้ของอื่นๆ เช่น แก้วน้ำ ผ้าขนหนู ช้อนส้อม ร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นเริม ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน สาเหตุหลักที่ทำให้เริมกลับมาเป็นซ้ำ หากเคยติดเชื้อเริมมาแล้ว สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก สาเหตุหลักๆมาจากร่างกายอ่อนแอ…

  • อย่าชะล่าใจ! เริมที่ปากอาจลุกลาม และติดเชื้อซ้ำได้

    เริมที่ปาก (Oral Herpes) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในทุกช่วงวัย หลายคนมักเข้าใจว่าเป็นเพียง แผลเล็ก ๆ รอบปาก ที่หายเองได้ ไม่อันตราย และไม่จำเป็นต้องรักษาอย่างจริงจัง แต่ในความเป็นจริง เริมที่ปากสามารถ ลุกลาม แพร่เชื้อซ้ำ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว หากดูแลไม่ถูกต้องหรือปล่อยไว้โดยไม่ใส่ใจ

  • |

    ฝีต่อมบาร์โธลิน ป้องกันได้หรือไม่? คำตอบที่ผู้หญิงควรรู้

    ฝีต่อมบาร์โธลิน เป็นภาวะที่ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเคยได้ยินชื่อ แต่กลับไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง บางคนอาจคิดว่าเป็นเพียงก้อนบวมเล็ก ๆ ที่เดี๋ยวก็หายเอง ขณะที่บางคนรู้สึกกังวล อาย หรือไม่กล้าไปพบแพทย์ ทั้งที่อาการดังกล่าวอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ความเจ็บปวด และในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คำถามสำคัญคือ ฝีต่อมบาร์โธลินป้องกันได้หรือไม่? และผู้หญิงควรรู้อะไรบ้างเพื่อดูแลสุขภาพจุดซ่อนเร้นของตนเองอย่างถูกต้อง เราจะพาคุณไปรู้จักฝีต่อมบาร์โธลินตั้งแต่พื้นฐาน สาเหตุ อาการ วิธีรักษา การป้องกัน ไปจนถึงความเชื่อมโยงกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนดูแลตัวเองได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย ต่อมบาร์โธลิน คืออะไร?  ต่อมบาร์โธลิน (Bartholin’s glands) เป็นต่อมขนาดเล็ก 2 ข้าง อยู่บริเวณปากช่องคลอด ทำหน้าที่ผลิตสารหล่อลื่นเพื่อช่วยลดการเสียดสี โดยเฉพาะในช่วงที่มีการกระตุ้นทางเพศ ภายใต้ภาวะปกติ ต่อมเหล่านี้จะทำงานอย่างเงียบ ๆ จนแทบไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ แต่เมื่อใดก็ตามที่ ท่อของต่อมบาร์โธลินเกิดการอุดตัน ของเหลวไม่สามารถระบายออกได้ ก็จะเริ่มสะสมจนเกิดเป็นถุงน้ำ (Bartholin’s cyst) และหากมีการติดเชื้อซ้ำเติม ก็จะพัฒนาไปเป็น ฝีต่อมบาร์โธลิน (Bartholin’s abscess) ซึ่งมีอาการเจ็บ ปวด บวม แดง และอาจมีหนอง ฝีต่อมบาร์โธลิน…