รู้สถานะเอชไอวี (Know Your Status) เพื่อสุขภาพที่ดี และการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ
|

รู้สถานะเอชไอวี (Know Your Status) เพื่อสุขภาพที่ดี และการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

รู้สถานะของคุณ หรือ Know Your Status เป็นแนวคิดสำคัญในการป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีโดยเน้นให้ทุกคนได้รับการตรวจหาเชื้อเป็นประจำ เพราะการรู้สถานะของตัวเองจะช่วยให้สามารถป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น และหากพบว่าติดเชื้อ ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางการแพทย์ช่วยให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี สามารถมีชีวิตที่ยืนยาว และมีสุขภาพที่ดีได้ หากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น “รู้สถานะของคุณ” หรือ “Know Your Status” จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการดูแลสุขภาพของตัวเองอและผู้อื่น

รู้สถานะเอชไอวี (Know Your Status) เพื่อสุขภาพที่ดี และการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

รู้สถานะเอชไอวี คือ ก้าวแรกสู่สุขภาพที่ดี และการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เพื่ออนาคตที่มั่นใจและปลอดภัยกว่าเดิม

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อไวรัสเอชไอวี

Love2test

เชื้อเอชไอวี (HIV = Human Immunodeficiency Virus) เป็นไวรัสที่โจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อ หากไม่ได้รับการรักษา ไวรัสจะทำลายเซลล์เหล่านี้ไปเรื่อย ๆ ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง และมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส

หากปล่อยให้เชื้อเอชไอวี พัฒนาต่อโดยไม่มีการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะ โรคเอดส์ (AIDS – Acquired Immunodeficiency Syndrome) ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ที่ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมียาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy – ART) ที่ช่วยควบคุมปริมาณไวรัสในร่างกาย ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อสามารถมีสุขภาพดี และลดโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้

ทำไมต้องตรวจหาเชื้อเอชไอวี?

  • รู้สถานะของตัวเอง เพื่อดูแลสุขภาพให้เหมาะสม
    • หากพบว่าติดเชื้อเอชไอวี สามารถเริ่มต้นการรักษาได้ทันที ซึ่งช่วยชะลอการลุกลามของโรค และป้องกันภาวะแทรกซ้อน
    • หากไม่ติดเชื้อ ก็สามารถเรียนรู้วิธีป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในอนาคต
  • ลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
    • การตรวจ และรู้สถานะของตัวเองช่วยให้สามารถวางแผนการป้องกันได้ เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การใช้ PrEP หรือ PEP
    • สำหรับคู่รัก หรือคู่สมรส การตรวจร่วมกันช่วยให้สามารถเลือกวิธีป้องกันที่เหมาะสม
  • การรักษาเร็วช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพดี และมีอายุยืนยาว ปัจจุบันมียาต้านไวรัส (ART) ที่สามารถลดปริมาณไวรัสในร่างกายให้ต่ำจนไม่สามารถตรวจพบได้ (Undetectable) ซึ่งหมายความว่า ไม่สามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นทางเพศสัมพันธ์ได้ (Undetectable = Untransmittable หรือ U=U)
  • ลดการตีตรา และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเอชไอวี การส่งเสริมให้คนตรวจหาเชื้อเอชไอวีเป็นเรื่องปกติ ช่วยลดการตีตรา และความกลัวที่เกี่ยวข้องกับโรค

ใครบ้างที่ควรตรวจหาเชื้อเอชไอวี?

ทุกคนสามารถเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น

Love2test
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  • ผู้ที่มีคู่นอนติดเชื้อ HIV
  • ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) หรือกลุ่ม LGBTQ+
  • ผู้ที่ใช้สารเสพติดชนิดฉีด และใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • หญิงตั้งครรภ์ (เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อสู่ลูกในครรภ์)
  • ผู้ที่เคยได้รับการถ่ายเลือดหรือปลูกถ่ายอวัยวะก่อนปี 1992
  • ผู้ที่เคยติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ซิฟิลิส หนองใน และ HPV

แนะนำให้ทุกคนตรวจหาเชื้อเอชไอวี อย่างน้อยปีละครั้ง และสำหรับกลุ่มเสี่ยงควรตรวจทุก 3-6 เดือน

การตรวจหาเชื้อเอชไอวี มีแบบใดบ้าง?

การตรวจหาเชื้อเอชไอวี มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับระยะเวลาหลังจากได้รับความเสี่ยง ได้แก่

“ChatLove2test"

การตรวจแบบ Rapid Test (ตรวจเร็ว)

  • เป็นการตรวจเลือดหรือสารน้ำในช่องปาก
  • ให้ผลลัพธ์ภายใน 15-30 นาที
  • สามารถทำได้ตาม คลินิกสุขภาพ ศูนย์บริการสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลทั่วไป

การตรวจแบบ ELISA (ตรวจเลือดในห้องปฏิบัติการ)

  • ตรวจหา แอนติบอดี (Antibody) ต่อ HIV ซึ่งร่างกายสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเชื้อ
  • ใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน ในการทราบผล
  • แม่นยำสูง แต่ต้องรอให้ผ่าน ระยะ Window Period (ระยะฟักตัวของเชื้อ) ประมาณ 4-6 สัปดาห์ หลังสัมผัสความเสี่ยง

การตรวจ NAT (Nucleic Acid Test)

  • เป็นการตรวจหาตัวเชื้อ HIV โดยตรง
  • ใช้ในกรณีที่ต้องการผลด่วน เช่น ผู้ที่ได้รับความเสี่ยงสูงเมื่อไม่นานมานี้
  • สามารถตรวจพบเชื้อได้ภายใน 10-14 วันหลังสัมผัสความเสี่ยง
ถ้าตรวจไม่พบว่าติดเชื้อเอชไอวีต้องทำอย่างไร?

ถ้าตรวจไม่พบว่าติดเชื้อเอชไอวี ต้องทำอย่างไร?

หากคุณเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี และผลออกมาเป็นลบ (Negative) หรือไม่พบเชื้อ หมายความว่าคุณ ยังไม่มีการติดเชื้อเอชไอวี ในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม การดูแลตัวเองต่อไปเป็นสิ่งสำคัญ เพราะยังมีโอกาสได้รับเชื้อในอนาคตหากยังมีพฤติกรรมเสี่ยง

“PrEPLove2test"
  • ตรวจสอบช่วงระยะฟักตัวของเชื้อ (Window Period)
    • เชื้อเอชไอวีมี ระยะฟักตัวของเชื้อ ซึ่งอาจทำให้การตรวจหาเชื้อยังไม่สามารถให้ผลที่แม่นยำได้
    • หากคุณได้รับความเสี่ยงเมื่อไม่นานมานี้ ควรตรวจซ้ำ ภายใน 1-3 เดือน เพื่อยืนยันผลที่แน่นอน
    • หากต้องการความมั่นใจมากขึ้น สามารถใช้การตรวจ NAT (Nucleic Acid Test) ซึ่งสามารถตรวจพบเชื้อได้ภายใน 10-14 วันหลังจากสัมผัสความเสี่ยง
  • ป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อในอนาคต
    • ใช้ ถุงยางอนามัย ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
    • พิจารณาการใช้ PrEP ซึ่งเป็นยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
    • หลีกเลี่ยงการใช้ เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด
    • หากมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่มีเชื้อเอชไอวี ควรตรวจสอบว่าสถานะไวรัสของพวกเขาอยู่ในระดับ Undetectable หรือไม่ (U=U: ไม่สามารถตรวจพบ = ไม่สามารถแพร่เชื้อ)
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
    • แนะนำให้ตรวจหาเชื้อเอชไอวี เป็นประจำอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง หรือ ทุก 3-6 เดือน หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง
    • ตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ซิฟิลิส หนองใน เริม หรือ HPV
    • ดูแลสุขภาพทั่วไป เช่น การออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และนอนหลับให้เพียงพอ
ถ้าตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวีต้องทำอย่างไร?

ถ้าตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวี ต้องทำอย่างไร?

หากผลตรวจออกมาเป็น บวก (Positive) หรือ พบเชื้อเอชไอวี สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตั้งสติ และอย่าตกใจ ปัจจุบัน การติดเชื้อเอชไอวีไม่ใช่โรคร้ายแรงที่ไม่มีทางรักษา และสามารถควบคุมได้ด้วยยาต้านไวรัส (ART – Antiretroviral Therapy) ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีสุขภาพที่ดี และมีอายุยืนยาวเท่ากับคนทั่วไป

  • ยืนยันผลการตรวจด้วยการตรวจซ้ำ
    • หากคุณตรวจด้วยชุดตรวจ Rapid Test หรือ ELISA ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อ ยืนยันผล
    • แพทย์จะใช้ การตรวจ NAT หรือ Western Blot เพื่อให้แน่ใจว่าคุณติดเชื้อเอชไอวีจริงหรือไม่
  • เข้ารับคำปรึกษา และเริ่มการรักษาโดยเร็ว
    • หากผลตรวจยืนยันว่าคุณติดเชื้อเอชไอวี แพทย์จะให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการรักษา
    • ควรเริ่มต้นการใช้ยาต้านไวรัส (ART) ทันที เพื่อช่วย ลดปริมาณไวรัสในร่างกาย และ ชะลอการทำลายของระบบภูมิคุ้มกัน
    • ยาต้านไวรัสช่วยให้ระดับไวรัสลดลงจนไม่สามารถตรวจพบได้ (Undetectable) ซึ่งหมายความว่า คุณไม่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นผ่านทางเพศสัมพันธ์ได้ (U=U: Undetectable = Untransmittable)
  • ดูแลสุขภาพร่างกาย และจิตใจ
    • รับประทานยาต้านไวรัส ตรงเวลา ทุกวันเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ
    • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือการใช้สารเสพติด
    • ดูแลสุขภาพจิต หากรู้สึกเครียด ซึมเศร้า หรือวิตกกังวล ควรพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต หรือเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุน
  • แจ้งคู่นอนให้ทราบ และตรวจสุขภาพร่วมกัน
    • หากคุณมีคู่นอน ควรแจ้งให้พวกเขาทราบ และเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี
    • หากคู่ของคุณไม่มีเชื้อเอชไอวี พวกเขาสามารถพิจารณาการใช้ PrEP เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • ใช้มาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
    • ใช้ ถุงยางอนามัย ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
    • หลีกเลี่ยงการใช้ เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
    • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ และรับคำแนะนำจากแพทย์เกี่ยวกับแนวทางการดูแลสุขภาพ
  • ใช้ชีวิตตามปกติ และรักษาเป้าหมายของคุณ
    • การติดเชื้อเอชไอวีไม่ใช่อุปสรรคในการใช้ชีวิต คุณยังสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดี มีครอบครัว และมีลูกที่ปลอดเชื้อได้
    • ผู้ที่รับการรักษา และมีปริมาณไวรัสต่ำจนไม่สามารถตรวจพบ สามารถมีชีวิตที่ปกติ และแข็งแรงได้

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วัยรุ่นในปัจจุบัน มีแนวโน้มติดเชื้อเอชไอวี เพิ่มมากขึ้น

การรักษา HIV ด้วยยาต้านไวรัส

“รู้สถานะของคุณ” หรือ “Know Your Status” เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณสามารถดูแลสุขภาพของตนเอง และป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอวีไปยังผู้อื่นได้ การตรวจหาเชื้อเอชไอวี เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนควรทำอย่างน้อยปีละครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง

หากพบว่าติดเชื้อเอชไอวี อย่าตกใจ ปัจจุบันมียาที่สามารถควบคุมไวรัสได้ ทำให้คุณมีชีวิตที่ปกติและมีสุขภาพที่ดี หากคุณยังไม่เคยตรวจหาเชื้อเอชไอวี ขอแนะนำให้เข้ารับการตรวจโดยเร็ว เพราะการรู้สถานะของตนเองคือ กุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพ และป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HIV Testing. ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี ประเภทของการตรวจ และช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics/hiv-testing.html
  • World Health Organization (WHO). HIV Testing Services. แนวทางการให้บริการตรวจหาเชื้อเอชไอวีทั่วโลก และมาตรฐานการตรวจ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/teams/global-hiv-hepatitis-and-stis-programmes/hiv/treatment/hiv-testing-services
  • กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจเอชไอวี สิทธิประโยชน์ และสถานที่ให้บริการในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • สมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ปี 2564/2565. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.thaiaidssociety.org
  • มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย (Thai Red Cross AIDS Research Centre). รายละเอียดเกี่ยวกับ PrEP และการเข้าถึงยาเพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อเอชไอวี. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.trcarc.org

Similar Posts

  • รู้ทันโรคฝีมะม่วง ความอันตรายที่คุณควรรู้

    โรคฝีมะม่วง หรือที่รู้จักในชื่อภาษาอังกฤษว่า Lymphogranuloma Venereum (LGV) เป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง โรคนี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และมีความอันตราย หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม การรู้จัก และเข้าใจเกี่ยวกับโรคฝีมะม่วงจะช่วยให้คุณสามารถป้องกัน และดูแลสุขภาพของตนเอง และผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • Doxy-PEP : ยาป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทางเลือกใหม่เพื่อความปลอดภัย

    Doxy-PEP เป็นแนวทางใหม่ในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) โดยเฉพาะโรคหนองใน ซิฟิลิส และโรคติดต่ออื่น ๆ ที่เกิดจากแบคทีเรีย แนวทางนี้เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะ Doxycycline หลังจากมีความเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ STIs ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แนวทางนี้กำลังเป็นที่สนใจในวงการแพทย์ และสาธารณสุขในฐานะเครื่องมือเสริมในการป้องกันสุขภาพทางเพศ

  • โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด ภัยเงียบที่เริ่มตั้งแต่ในครรภ์

    โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis) คือ ภาวะที่ทารกในครรภ์ได้รับเชื้อซิฟิลิสจากมารดาที่ติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ โดยเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum สามารถแพร่ผ่านรกเข้าสู่ร่างกายทารก ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงทั้งในช่วงตั้งครรภ์ ช่วงคลอด และหลังคลอด ซึ่งอาจนำไปสู่การแท้ง ทารกเสียชีวิต หรือมีความพิการแต่กำเนิดอย่างถาวร หากไม่มีการตรวจ และรักษาอย่างทันท่วงที

    ปัจจุบัน ซิฟิลิสแต่กำเนิดยังคงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ด้วยเหตุที่ผู้หญิงตั้งครรภ์จำนวนหนึ่งไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ และไม่ได้รับการตรวจเลือดหรือรักษาอย่างเหมาะสม การป้องกันโรคนี้สามารถทำได้ง่าย และมีประสิทธิภาพ หากมีการคัดกรอง และรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

  • การตรวจ HIV สามารถตรวจได้ด้วยเหตุผลใดบ้าง

    คนไทยอาจคุ้นเคยกับการตรวจ HIV ว่า ต้องเป็นผู้ที่เสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย หรือว่าไม่ได้ป้องกัน หรือบุคคลนั้นต้องทำงานด้านค้าบริการทางเพศ นั่นทำให้ภาพจำในสังคมไทยต่อการตรวจโรค HIV เป็นด้านลบ  ทั้งที่จริงๆ แล้วการตรวจเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้ ตรวจเพื่อวางแผนการมีบุตร สร้างครอบครัว สำหรับชายหญิงที่ต้องการมีบุตรรวมถึงชายรักชาย หรือหญิงรักหญิง ที่ต้องการมั่นคงกับคู่รักเพื่อมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน การแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ว่า ต้องการ ตรวจHIV เพื่อวางแผนการมีบุตร หรือสร้างครอบครัว ก็เป็นเรื่องปกติ  เราสามารถพบเห็นการแนะนำเพื่อตรวจประเภทนี้ได้ทั่วไปในแผนกสูตินรีเวช ตรวจเพื่อเข้าสมัครงาน หลายบริษัทมีการตรวจเช็คความพร้อมของบุคลากรที่จะเข้ามาทำงานโดยการให้ตรวจสุขภาพ หนึ่งในนั้นคือ การตรวจเชื้อ HIV  ตรวจเพื่อเช็คสุขภาพ คนไทยอาจไม่คุ้นเคยและมีความเขินอายต่อการเดินเข้าไปขอตรวจเชื้อ HIV หลายคนจึงชอบใช้วิธีบริจาคเลือดเพื่อจะได้ตรวจเช็คว่า เลือดของตนเองนั้นปลอดภัยต่อการบริจาคหรือไม่ แต่วิธีนี้ที่ไม่ถูกต้องและอาจส่งผลเสียต่อผู้อื่นได้ หากเกิดความผิดพลาด หรือยังไม่พ้นระยะฟักตัวของเชื้อที่ทำให้ตรวจพบได้ ดังนั้น การตรวจเช็คและบอกข้อมูลสำคัญต่อเจ้าหน้าที่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ใครบ้างที่ควรตรวจ HIV  การ มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน กับคู่นอนที่ไม่ทราบผลเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น การถูกล่วงละเมิดทางเพศ ชายรักชาย บุคลากรทางการแพทย์ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่นำไปสู่การติดเชื้อ HIV ได้ หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ป่วยด้วยวัณโรค บทความที่เกี่ยวข้อง…

  • เริม..โรคที่ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด

    เริม เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Herpes simplex virus (ไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ หรือ HSV) พบได้บ่อยบริเวณริมฝีปากและอวัยวะเพศ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ อาการของ เริม อาการของเริม จะเริ่มจากมีตุ่มน้ำใสขึ้นในบริเวณที่ติดเชื้อ หลังจากนั้นจะแตกออก แล้วเกิดเป็นแผล มีอาการปวดแสบปวดร้อนร่วมด้วย แผลจะค่อยๆ แห้ง ตกสะเก็ดและหายในระยะเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ในบางรายอาจจะมีอาการไข้  ปวดศีรษะ ปวดตามตัว หรือมีต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย ผู้ป่วยที่ติดเชื้อครั้งแรกจะค่อนข้างอาการหนักและรุนแรง ทำให้ต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าผู้ป่วยที่เคยเป็น และมีเชื้ออยู่แล้ว ซึ่งจะมีอาการที่เบาและรักษาได้เร็วกว่า เริม ติดต่อกันได้อย่างไร ? เริม สามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสเชื้อโดยตรง จากบริเวณบาดแผล จากน้ำในตุ่มพอง และน้ำลาย การมีเพศสัมพันธ์หรือกิจกรรมทางเพศ นอกจากนั้นการใช้ของอื่นๆ เช่น แก้วน้ำ ผ้าขนหนู ช้อนส้อม ร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นเริม ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน สาเหตุหลักที่ทำให้เริมกลับมาเป็นซ้ำ หากเคยติดเชื้อเริมมาแล้ว สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก สาเหตุหลักๆมาจากร่างกายอ่อนแอ…

  • | |

    โรคติดต่อทางเพศพุ่งสูง แต่คนใช้ถุงยางอนามัยลดลง? สัญญาณอันตรายที่ต้องจับตา

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กลับมาเป็นปัญหาสาธารณสุขที่น่ากังวลอีกครั้ง ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก หลายหน่วยงานด้านสุขภาพรายงานตรงกันว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น

    สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ในขณะที่อัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้น กลับพบว่า การใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งเป็นวิธีป้องกันพื้นฐานและมีประสิทธิภาพสูง กลับมีแนวโน้มลดลงในหลายกลุ่มประชากร

    คำถามสำคัญคือ ทำไมคนยุคใหม่จึงใช้ถุงยางอนามัยน้อยลง ทั้งที่ข้อมูลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เข้าถึงง่ายกว่าสมัยก่อน? และสถานการณ์นี้กำลังส่งสัญญาณอะไรต่อสังคมไทย?