รู้สถานะเอชไอวี (Know Your Status) เพื่อสุขภาพที่ดี และการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ
|

รู้สถานะเอชไอวี (Know Your Status) เพื่อสุขภาพที่ดี และการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

รู้สถานะของคุณ หรือ Know Your Status เป็นแนวคิดสำคัญในการป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีโดยเน้นให้ทุกคนได้รับการตรวจหาเชื้อเป็นประจำ เพราะการรู้สถานะของตัวเองจะช่วยให้สามารถป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น และหากพบว่าติดเชื้อ ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางการแพทย์ช่วยให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี สามารถมีชีวิตที่ยืนยาว และมีสุขภาพที่ดีได้ หากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น “รู้สถานะของคุณ” หรือ “Know Your Status” จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการดูแลสุขภาพของตัวเองอและผู้อื่น

รู้สถานะเอชไอวี (Know Your Status) เพื่อสุขภาพที่ดี และการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

รู้สถานะเอชไอวี คือ ก้าวแรกสู่สุขภาพที่ดี และการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เพื่ออนาคตที่มั่นใจและปลอดภัยกว่าเดิม

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อไวรัสเอชไอวี

Love2test

เชื้อเอชไอวี (HIV = Human Immunodeficiency Virus) เป็นไวรัสที่โจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อ หากไม่ได้รับการรักษา ไวรัสจะทำลายเซลล์เหล่านี้ไปเรื่อย ๆ ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง และมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส

หากปล่อยให้เชื้อเอชไอวี พัฒนาต่อโดยไม่มีการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะ โรคเอดส์ (AIDS – Acquired Immunodeficiency Syndrome) ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ที่ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมียาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy – ART) ที่ช่วยควบคุมปริมาณไวรัสในร่างกาย ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อสามารถมีสุขภาพดี และลดโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้

ทำไมต้องตรวจหาเชื้อเอชไอวี?

  • รู้สถานะของตัวเอง เพื่อดูแลสุขภาพให้เหมาะสม
    • หากพบว่าติดเชื้อเอชไอวี สามารถเริ่มต้นการรักษาได้ทันที ซึ่งช่วยชะลอการลุกลามของโรค และป้องกันภาวะแทรกซ้อน
    • หากไม่ติดเชื้อ ก็สามารถเรียนรู้วิธีป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในอนาคต
  • ลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
    • การตรวจ และรู้สถานะของตัวเองช่วยให้สามารถวางแผนการป้องกันได้ เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การใช้ PrEP หรือ PEP
    • สำหรับคู่รัก หรือคู่สมรส การตรวจร่วมกันช่วยให้สามารถเลือกวิธีป้องกันที่เหมาะสม
  • การรักษาเร็วช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพดี และมีอายุยืนยาว ปัจจุบันมียาต้านไวรัส (ART) ที่สามารถลดปริมาณไวรัสในร่างกายให้ต่ำจนไม่สามารถตรวจพบได้ (Undetectable) ซึ่งหมายความว่า ไม่สามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นทางเพศสัมพันธ์ได้ (Undetectable = Untransmittable หรือ U=U)
  • ลดการตีตรา และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเอชไอวี การส่งเสริมให้คนตรวจหาเชื้อเอชไอวีเป็นเรื่องปกติ ช่วยลดการตีตรา และความกลัวที่เกี่ยวข้องกับโรค

ใครบ้างที่ควรตรวจหาเชื้อเอชไอวี?

ทุกคนสามารถเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น

Love2test
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  • ผู้ที่มีคู่นอนติดเชื้อ HIV
  • ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) หรือกลุ่ม LGBTQ+
  • ผู้ที่ใช้สารเสพติดชนิดฉีด และใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • หญิงตั้งครรภ์ (เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อสู่ลูกในครรภ์)
  • ผู้ที่เคยได้รับการถ่ายเลือดหรือปลูกถ่ายอวัยวะก่อนปี 1992
  • ผู้ที่เคยติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ซิฟิลิส หนองใน และ HPV

แนะนำให้ทุกคนตรวจหาเชื้อเอชไอวี อย่างน้อยปีละครั้ง และสำหรับกลุ่มเสี่ยงควรตรวจทุก 3-6 เดือน

การตรวจหาเชื้อเอชไอวี มีแบบใดบ้าง?

การตรวจหาเชื้อเอชไอวี มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับระยะเวลาหลังจากได้รับความเสี่ยง ได้แก่

“ChatLove2test"

การตรวจแบบ Rapid Test (ตรวจเร็ว)

  • เป็นการตรวจเลือดหรือสารน้ำในช่องปาก
  • ให้ผลลัพธ์ภายใน 15-30 นาที
  • สามารถทำได้ตาม คลินิกสุขภาพ ศูนย์บริการสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลทั่วไป

การตรวจแบบ ELISA (ตรวจเลือดในห้องปฏิบัติการ)

  • ตรวจหา แอนติบอดี (Antibody) ต่อ HIV ซึ่งร่างกายสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเชื้อ
  • ใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน ในการทราบผล
  • แม่นยำสูง แต่ต้องรอให้ผ่าน ระยะ Window Period (ระยะฟักตัวของเชื้อ) ประมาณ 4-6 สัปดาห์ หลังสัมผัสความเสี่ยง

การตรวจ NAT (Nucleic Acid Test)

  • เป็นการตรวจหาตัวเชื้อ HIV โดยตรง
  • ใช้ในกรณีที่ต้องการผลด่วน เช่น ผู้ที่ได้รับความเสี่ยงสูงเมื่อไม่นานมานี้
  • สามารถตรวจพบเชื้อได้ภายใน 10-14 วันหลังสัมผัสความเสี่ยง
ถ้าตรวจไม่พบว่าติดเชื้อเอชไอวีต้องทำอย่างไร?

ถ้าตรวจไม่พบว่าติดเชื้อเอชไอวี ต้องทำอย่างไร?

หากคุณเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี และผลออกมาเป็นลบ (Negative) หรือไม่พบเชื้อ หมายความว่าคุณ ยังไม่มีการติดเชื้อเอชไอวี ในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม การดูแลตัวเองต่อไปเป็นสิ่งสำคัญ เพราะยังมีโอกาสได้รับเชื้อในอนาคตหากยังมีพฤติกรรมเสี่ยง

“PrEPLove2test"
  • ตรวจสอบช่วงระยะฟักตัวของเชื้อ (Window Period)
    • เชื้อเอชไอวีมี ระยะฟักตัวของเชื้อ ซึ่งอาจทำให้การตรวจหาเชื้อยังไม่สามารถให้ผลที่แม่นยำได้
    • หากคุณได้รับความเสี่ยงเมื่อไม่นานมานี้ ควรตรวจซ้ำ ภายใน 1-3 เดือน เพื่อยืนยันผลที่แน่นอน
    • หากต้องการความมั่นใจมากขึ้น สามารถใช้การตรวจ NAT (Nucleic Acid Test) ซึ่งสามารถตรวจพบเชื้อได้ภายใน 10-14 วันหลังจากสัมผัสความเสี่ยง
  • ป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อในอนาคต
    • ใช้ ถุงยางอนามัย ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
    • พิจารณาการใช้ PrEP ซึ่งเป็นยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
    • หลีกเลี่ยงการใช้ เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด
    • หากมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่มีเชื้อเอชไอวี ควรตรวจสอบว่าสถานะไวรัสของพวกเขาอยู่ในระดับ Undetectable หรือไม่ (U=U: ไม่สามารถตรวจพบ = ไม่สามารถแพร่เชื้อ)
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
    • แนะนำให้ตรวจหาเชื้อเอชไอวี เป็นประจำอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง หรือ ทุก 3-6 เดือน หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง
    • ตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ซิฟิลิส หนองใน เริม หรือ HPV
    • ดูแลสุขภาพทั่วไป เช่น การออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และนอนหลับให้เพียงพอ
ถ้าตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวีต้องทำอย่างไร?

ถ้าตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวี ต้องทำอย่างไร?

หากผลตรวจออกมาเป็น บวก (Positive) หรือ พบเชื้อเอชไอวี สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตั้งสติ และอย่าตกใจ ปัจจุบัน การติดเชื้อเอชไอวีไม่ใช่โรคร้ายแรงที่ไม่มีทางรักษา และสามารถควบคุมได้ด้วยยาต้านไวรัส (ART – Antiretroviral Therapy) ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีสุขภาพที่ดี และมีอายุยืนยาวเท่ากับคนทั่วไป

  • ยืนยันผลการตรวจด้วยการตรวจซ้ำ
    • หากคุณตรวจด้วยชุดตรวจ Rapid Test หรือ ELISA ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อ ยืนยันผล
    • แพทย์จะใช้ การตรวจ NAT หรือ Western Blot เพื่อให้แน่ใจว่าคุณติดเชื้อเอชไอวีจริงหรือไม่
  • เข้ารับคำปรึกษา และเริ่มการรักษาโดยเร็ว
    • หากผลตรวจยืนยันว่าคุณติดเชื้อเอชไอวี แพทย์จะให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการรักษา
    • ควรเริ่มต้นการใช้ยาต้านไวรัส (ART) ทันที เพื่อช่วย ลดปริมาณไวรัสในร่างกาย และ ชะลอการทำลายของระบบภูมิคุ้มกัน
    • ยาต้านไวรัสช่วยให้ระดับไวรัสลดลงจนไม่สามารถตรวจพบได้ (Undetectable) ซึ่งหมายความว่า คุณไม่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นผ่านทางเพศสัมพันธ์ได้ (U=U: Undetectable = Untransmittable)
  • ดูแลสุขภาพร่างกาย และจิตใจ
    • รับประทานยาต้านไวรัส ตรงเวลา ทุกวันเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ
    • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือการใช้สารเสพติด
    • ดูแลสุขภาพจิต หากรู้สึกเครียด ซึมเศร้า หรือวิตกกังวล ควรพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต หรือเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุน
  • แจ้งคู่นอนให้ทราบ และตรวจสุขภาพร่วมกัน
    • หากคุณมีคู่นอน ควรแจ้งให้พวกเขาทราบ และเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี
    • หากคู่ของคุณไม่มีเชื้อเอชไอวี พวกเขาสามารถพิจารณาการใช้ PrEP เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • ใช้มาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
    • ใช้ ถุงยางอนามัย ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
    • หลีกเลี่ยงการใช้ เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
    • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ และรับคำแนะนำจากแพทย์เกี่ยวกับแนวทางการดูแลสุขภาพ
  • ใช้ชีวิตตามปกติ และรักษาเป้าหมายของคุณ
    • การติดเชื้อเอชไอวีไม่ใช่อุปสรรคในการใช้ชีวิต คุณยังสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดี มีครอบครัว และมีลูกที่ปลอดเชื้อได้
    • ผู้ที่รับการรักษา และมีปริมาณไวรัสต่ำจนไม่สามารถตรวจพบ สามารถมีชีวิตที่ปกติ และแข็งแรงได้

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วัยรุ่นในปัจจุบัน มีแนวโน้มติดเชื้อเอชไอวี เพิ่มมากขึ้น

การรักษา HIV ด้วยยาต้านไวรัส

“รู้สถานะของคุณ” หรือ “Know Your Status” เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณสามารถดูแลสุขภาพของตนเอง และป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอวีไปยังผู้อื่นได้ การตรวจหาเชื้อเอชไอวี เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนควรทำอย่างน้อยปีละครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง

หากพบว่าติดเชื้อเอชไอวี อย่าตกใจ ปัจจุบันมียาที่สามารถควบคุมไวรัสได้ ทำให้คุณมีชีวิตที่ปกติและมีสุขภาพที่ดี หากคุณยังไม่เคยตรวจหาเชื้อเอชไอวี ขอแนะนำให้เข้ารับการตรวจโดยเร็ว เพราะการรู้สถานะของตนเองคือ กุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพ และป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HIV Testing. ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี ประเภทของการตรวจ และช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics/hiv-testing.html
  • World Health Organization (WHO). HIV Testing Services. แนวทางการให้บริการตรวจหาเชื้อเอชไอวีทั่วโลก และมาตรฐานการตรวจ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/teams/global-hiv-hepatitis-and-stis-programmes/hiv/treatment/hiv-testing-services
  • กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจเอชไอวี สิทธิประโยชน์ และสถานที่ให้บริการในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • สมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ปี 2564/2565. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.thaiaidssociety.org
  • มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย (Thai Red Cross AIDS Research Centre). รายละเอียดเกี่ยวกับ PrEP และการเข้าถึงยาเพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อเอชไอวี. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.trcarc.org

Similar Posts

  • ออรัล เซ็กส์ปลอดภัยไหม? ข้อควรรู้เพื่อป้องกันความเสี่ยง

    ออรัล เซ็กส์ (Oral sex) เป็นหนึ่งในกิจกรรมทางเพศที่ได้รับความนิยมในหมู่คู่รัก เนื่องจากเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความใกล้ชิด และสร้างความสุขในความสัมพันธ์ หลายคนมองว่าออรัล เซ็กส์ ปลอดภัยกว่าการมีเพศสัมพันธ์ในรูปแบบอื่น แต่ในความเป็นจริง กิจกรรมนี้ยังมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการแพร่เชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพได้หากไม่ได้รับการป้องกันที่เหมาะสม

  • โรคฝีดาษลิง รู้ก่อนป้องกันก่อน

    โรคฝีดาษลิง โรคฝีดาษวานร  หรือไข้ทรพิษลิง  (Monkeypox)  เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งเกิดจากไวรัสในตระกูลเดียวกันกับไวรัสโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ พบในสัตว์ ตระกูลลิง และสัตว์ฟันแทะ ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการรักษาหรือมีวัคซีนป้องกันโดยเฉพาะ แต่สามารถควบคุมการระบาดได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ ที่สามารถช่วยป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ประมาณ 85% ซึ่งการแพร่ระบาดของโลกฝีดาษ พบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ ร้อยละ 99 % เป็นผู้ชาย โดยติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้หลายคนให้ความสนใจและวิตกกังวลเป็นอย่างมาก

  • |

    CD4 สัมพันธ์ยังไง ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี?

    CD4 (Cluster of differentiation 4) คือ เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ควบคุม และต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น Glycoprotein อยู่บนผิวเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกาย หรือ T-helper หรือ T-Cell โดยมีหน้าที่ ที่สำคัญมาก คือ ช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน ต้านทาน และกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะพวกเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส หรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ออกจากร่างกาย

  • เตือนภัย สาวๆ เกี่ยวกับโรคพยาธิในช่องคลอด

    โรคพยาธิในช่องคลอดเป็นปัญหาสุขภาพที่ผู้หญิงหลายคนอาจไม่ทราบว่าตนเองเป็น เนื่องจากอาการอาจไม่ชัดเจน หรือไม่มีอาการเลย ทำให้การตรวจพบ และการรักษาเป็นไปได้ยาก การปล่อยให้โรคพยาธิในช่องคลอดไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงขึ้นได้

  • |

    เมื่อเด็กติดเชื้อเอชไอวี ความท้าทาย และการดูแลที่ครอบครัวควรรู้

    เอชไอวี (HIV) ไม่ได้เป็นโรคที่พบเฉพาะในผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเด็กทั่วโลก โดยเฉพาะการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกในระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด หรือการให้นมบุตร เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีตั้งแต่วัยเยาว์ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม การดูแลเด็กเหล่านี้จึงต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือจากครอบครัว แพทย์ และชุมชน เราจะมาทำความเข้าใจว่าเอชไอวีในเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร ความท้าทายที่ต้องเผชิญมีอะไรบ้าง และครอบครัวควรดูแล และสนับสนุนเด็กอย่างไรเพื่อให้พวกเขาเติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี

  • คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการตรวจเอชไอวี

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ยังไม่สามารถคิดค้นวิธีการรักษาให้หายขาดได้ นั่นก็คือ เอชไอวี (HIV : Human Immunodeficiency Virus) ที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ติดเชื้อลดลง ทำให้ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ เป็นสาเหตุของการเกิดโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ ได้ง่ายมากกว่าปกติ อีกทั้งหากไม่เข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วแล้ว จะส่งผลต่อร่างกายทำให้เข้าสู่ระยะรุนแรงที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อว่า ระยะเอดส์ นั่นเอง บทความนี้เราได้รวบรวมคำตอบของทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับ “การตรวจเอชไอวี” ที่คัดสรรมาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วว่า พบคำถามเหล่านี้บ่อยครั้งจากหลากหลายแหล่ง รวมไปถึงความเข้าใจผิด ๆ ที่ต้องการให้ผู้คนทั่วไปเข้าใจไปในทิศทางถูกต้อง ทำไมต้องตรวจเอชไอวี ? เอชไอวี หากทราบสถานะได้เร็วมากเท่าไหร่ โอกาสในการรักษาไม่ให้ลุกลามไปสู่ระยะรุนแรงก็มากด้วยเช่นกัน ดังนั้นการตรวจเอชไอวี จึงเป็นทางเลือกในการป้องกันที่สำคัญไม่แพ้การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทั้งยังเป็นการเพิ่มการตระหนักถึงการดูแลตนเองและคู่ของคุณ ดังนั้นจึงทำให้การตรวจเอชไอวี เป็นสิ่งที่จำเป็นและควรทำอย่างยิ่งในทุก ๆ ปีเช่นเดียวกับการตรวจสุขภาพประจำปี เมื่อไหร่ที่ควรเข้ารับการตรวจเอชไอวี? การตรวจเอชไอวี เป็นเรื่องใหญ่สำหรับใครหลายคน ด้วยความที่ว่าไม่มั่นใจว่าตนเองนั้นมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือไม่ ตลอดจนมองว่าการตรวจเอชไอวี ควรเข้ารับการตรวจเมื่อจำเป็นเท่านั้น อย่างไรก็ตามหากคุณคือหนึ่งในผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจพร้อมทั้งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด การตรวจเอชไอวี ใช้เวลานานหรือไม่ ? ระยะเวลาในการตรวจเอชไอวี ขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจที่เลือกใช้ หากเป็นการตรวจโดยสถานพยาบาลทั่วไปด้วยวิธีการตรวจที่นิยมใช้หลัก ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ระยะเวลาทราบผลได้เร็วที่สุดใน…