รู้สถานะเอชไอวี (Know Your Status) เพื่อสุขภาพที่ดี และการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ
|

รู้สถานะเอชไอวี (Know Your Status) เพื่อสุขภาพที่ดี และการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

รู้สถานะของคุณ หรือ Know Your Status เป็นแนวคิดสำคัญในการป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีโดยเน้นให้ทุกคนได้รับการตรวจหาเชื้อเป็นประจำ เพราะการรู้สถานะของตัวเองจะช่วยให้สามารถป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น และหากพบว่าติดเชื้อ ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางการแพทย์ช่วยให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี สามารถมีชีวิตที่ยืนยาว และมีสุขภาพที่ดีได้ หากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น “รู้สถานะของคุณ” หรือ “Know Your Status” จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการดูแลสุขภาพของตัวเองอและผู้อื่น

รู้สถานะเอชไอวี (Know Your Status) เพื่อสุขภาพที่ดี และการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

รู้สถานะเอชไอวี คือ ก้าวแรกสู่สุขภาพที่ดี และการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เพื่ออนาคตที่มั่นใจและปลอดภัยกว่าเดิม

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อไวรัสเอชไอวี

Love2test

เชื้อเอชไอวี (HIV = Human Immunodeficiency Virus) เป็นไวรัสที่โจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อ หากไม่ได้รับการรักษา ไวรัสจะทำลายเซลล์เหล่านี้ไปเรื่อย ๆ ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง และมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส

หากปล่อยให้เชื้อเอชไอวี พัฒนาต่อโดยไม่มีการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะ โรคเอดส์ (AIDS – Acquired Immunodeficiency Syndrome) ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ที่ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมียาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy – ART) ที่ช่วยควบคุมปริมาณไวรัสในร่างกาย ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อสามารถมีสุขภาพดี และลดโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้

ทำไมต้องตรวจหาเชื้อเอชไอวี?

  • รู้สถานะของตัวเอง เพื่อดูแลสุขภาพให้เหมาะสม
    • หากพบว่าติดเชื้อเอชไอวี สามารถเริ่มต้นการรักษาได้ทันที ซึ่งช่วยชะลอการลุกลามของโรค และป้องกันภาวะแทรกซ้อน
    • หากไม่ติดเชื้อ ก็สามารถเรียนรู้วิธีป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในอนาคต
  • ลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
    • การตรวจ และรู้สถานะของตัวเองช่วยให้สามารถวางแผนการป้องกันได้ เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การใช้ PrEP หรือ PEP
    • สำหรับคู่รัก หรือคู่สมรส การตรวจร่วมกันช่วยให้สามารถเลือกวิธีป้องกันที่เหมาะสม
  • การรักษาเร็วช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพดี และมีอายุยืนยาว ปัจจุบันมียาต้านไวรัส (ART) ที่สามารถลดปริมาณไวรัสในร่างกายให้ต่ำจนไม่สามารถตรวจพบได้ (Undetectable) ซึ่งหมายความว่า ไม่สามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นทางเพศสัมพันธ์ได้ (Undetectable = Untransmittable หรือ U=U)
  • ลดการตีตรา และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเอชไอวี การส่งเสริมให้คนตรวจหาเชื้อเอชไอวีเป็นเรื่องปกติ ช่วยลดการตีตรา และความกลัวที่เกี่ยวข้องกับโรค

ใครบ้างที่ควรตรวจหาเชื้อเอชไอวี?

ทุกคนสามารถเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น

Love2test
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  • ผู้ที่มีคู่นอนติดเชื้อ HIV
  • ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) หรือกลุ่ม LGBTQ+
  • ผู้ที่ใช้สารเสพติดชนิดฉีด และใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • หญิงตั้งครรภ์ (เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อสู่ลูกในครรภ์)
  • ผู้ที่เคยได้รับการถ่ายเลือดหรือปลูกถ่ายอวัยวะก่อนปี 1992
  • ผู้ที่เคยติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ซิฟิลิส หนองใน และ HPV

แนะนำให้ทุกคนตรวจหาเชื้อเอชไอวี อย่างน้อยปีละครั้ง และสำหรับกลุ่มเสี่ยงควรตรวจทุก 3-6 เดือน

การตรวจหาเชื้อเอชไอวี มีแบบใดบ้าง?

การตรวจหาเชื้อเอชไอวี มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับระยะเวลาหลังจากได้รับความเสี่ยง ได้แก่

“ChatLove2test"

การตรวจแบบ Rapid Test (ตรวจเร็ว)

  • เป็นการตรวจเลือดหรือสารน้ำในช่องปาก
  • ให้ผลลัพธ์ภายใน 15-30 นาที
  • สามารถทำได้ตาม คลินิกสุขภาพ ศูนย์บริการสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลทั่วไป

การตรวจแบบ ELISA (ตรวจเลือดในห้องปฏิบัติการ)

  • ตรวจหา แอนติบอดี (Antibody) ต่อ HIV ซึ่งร่างกายสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเชื้อ
  • ใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน ในการทราบผล
  • แม่นยำสูง แต่ต้องรอให้ผ่าน ระยะ Window Period (ระยะฟักตัวของเชื้อ) ประมาณ 4-6 สัปดาห์ หลังสัมผัสความเสี่ยง

การตรวจ NAT (Nucleic Acid Test)

  • เป็นการตรวจหาตัวเชื้อ HIV โดยตรง
  • ใช้ในกรณีที่ต้องการผลด่วน เช่น ผู้ที่ได้รับความเสี่ยงสูงเมื่อไม่นานมานี้
  • สามารถตรวจพบเชื้อได้ภายใน 10-14 วันหลังสัมผัสความเสี่ยง
ถ้าตรวจไม่พบว่าติดเชื้อเอชไอวีต้องทำอย่างไร?

ถ้าตรวจไม่พบว่าติดเชื้อเอชไอวี ต้องทำอย่างไร?

หากคุณเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี และผลออกมาเป็นลบ (Negative) หรือไม่พบเชื้อ หมายความว่าคุณ ยังไม่มีการติดเชื้อเอชไอวี ในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม การดูแลตัวเองต่อไปเป็นสิ่งสำคัญ เพราะยังมีโอกาสได้รับเชื้อในอนาคตหากยังมีพฤติกรรมเสี่ยง

“PrEPLove2test"
  • ตรวจสอบช่วงระยะฟักตัวของเชื้อ (Window Period)
    • เชื้อเอชไอวีมี ระยะฟักตัวของเชื้อ ซึ่งอาจทำให้การตรวจหาเชื้อยังไม่สามารถให้ผลที่แม่นยำได้
    • หากคุณได้รับความเสี่ยงเมื่อไม่นานมานี้ ควรตรวจซ้ำ ภายใน 1-3 เดือน เพื่อยืนยันผลที่แน่นอน
    • หากต้องการความมั่นใจมากขึ้น สามารถใช้การตรวจ NAT (Nucleic Acid Test) ซึ่งสามารถตรวจพบเชื้อได้ภายใน 10-14 วันหลังจากสัมผัสความเสี่ยง
  • ป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อในอนาคต
    • ใช้ ถุงยางอนามัย ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
    • พิจารณาการใช้ PrEP ซึ่งเป็นยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
    • หลีกเลี่ยงการใช้ เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด
    • หากมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่มีเชื้อเอชไอวี ควรตรวจสอบว่าสถานะไวรัสของพวกเขาอยู่ในระดับ Undetectable หรือไม่ (U=U: ไม่สามารถตรวจพบ = ไม่สามารถแพร่เชื้อ)
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
    • แนะนำให้ตรวจหาเชื้อเอชไอวี เป็นประจำอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง หรือ ทุก 3-6 เดือน หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง
    • ตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ซิฟิลิส หนองใน เริม หรือ HPV
    • ดูแลสุขภาพทั่วไป เช่น การออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และนอนหลับให้เพียงพอ
ถ้าตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวีต้องทำอย่างไร?

ถ้าตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวี ต้องทำอย่างไร?

หากผลตรวจออกมาเป็น บวก (Positive) หรือ พบเชื้อเอชไอวี สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตั้งสติ และอย่าตกใจ ปัจจุบัน การติดเชื้อเอชไอวีไม่ใช่โรคร้ายแรงที่ไม่มีทางรักษา และสามารถควบคุมได้ด้วยยาต้านไวรัส (ART – Antiretroviral Therapy) ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีสุขภาพที่ดี และมีอายุยืนยาวเท่ากับคนทั่วไป

  • ยืนยันผลการตรวจด้วยการตรวจซ้ำ
    • หากคุณตรวจด้วยชุดตรวจ Rapid Test หรือ ELISA ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อ ยืนยันผล
    • แพทย์จะใช้ การตรวจ NAT หรือ Western Blot เพื่อให้แน่ใจว่าคุณติดเชื้อเอชไอวีจริงหรือไม่
  • เข้ารับคำปรึกษา และเริ่มการรักษาโดยเร็ว
    • หากผลตรวจยืนยันว่าคุณติดเชื้อเอชไอวี แพทย์จะให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการรักษา
    • ควรเริ่มต้นการใช้ยาต้านไวรัส (ART) ทันที เพื่อช่วย ลดปริมาณไวรัสในร่างกาย และ ชะลอการทำลายของระบบภูมิคุ้มกัน
    • ยาต้านไวรัสช่วยให้ระดับไวรัสลดลงจนไม่สามารถตรวจพบได้ (Undetectable) ซึ่งหมายความว่า คุณไม่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นผ่านทางเพศสัมพันธ์ได้ (U=U: Undetectable = Untransmittable)
  • ดูแลสุขภาพร่างกาย และจิตใจ
    • รับประทานยาต้านไวรัส ตรงเวลา ทุกวันเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ
    • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือการใช้สารเสพติด
    • ดูแลสุขภาพจิต หากรู้สึกเครียด ซึมเศร้า หรือวิตกกังวล ควรพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต หรือเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุน
  • แจ้งคู่นอนให้ทราบ และตรวจสุขภาพร่วมกัน
    • หากคุณมีคู่นอน ควรแจ้งให้พวกเขาทราบ และเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี
    • หากคู่ของคุณไม่มีเชื้อเอชไอวี พวกเขาสามารถพิจารณาการใช้ PrEP เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • ใช้มาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
    • ใช้ ถุงยางอนามัย ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
    • หลีกเลี่ยงการใช้ เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
    • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ และรับคำแนะนำจากแพทย์เกี่ยวกับแนวทางการดูแลสุขภาพ
  • ใช้ชีวิตตามปกติ และรักษาเป้าหมายของคุณ
    • การติดเชื้อเอชไอวีไม่ใช่อุปสรรคในการใช้ชีวิต คุณยังสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดี มีครอบครัว และมีลูกที่ปลอดเชื้อได้
    • ผู้ที่รับการรักษา และมีปริมาณไวรัสต่ำจนไม่สามารถตรวจพบ สามารถมีชีวิตที่ปกติ และแข็งแรงได้

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วัยรุ่นในปัจจุบัน มีแนวโน้มติดเชื้อเอชไอวี เพิ่มมากขึ้น

การรักษา HIV ด้วยยาต้านไวรัส

“รู้สถานะของคุณ” หรือ “Know Your Status” เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณสามารถดูแลสุขภาพของตนเอง และป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอวีไปยังผู้อื่นได้ การตรวจหาเชื้อเอชไอวี เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนควรทำอย่างน้อยปีละครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง

หากพบว่าติดเชื้อเอชไอวี อย่าตกใจ ปัจจุบันมียาที่สามารถควบคุมไวรัสได้ ทำให้คุณมีชีวิตที่ปกติและมีสุขภาพที่ดี หากคุณยังไม่เคยตรวจหาเชื้อเอชไอวี ขอแนะนำให้เข้ารับการตรวจโดยเร็ว เพราะการรู้สถานะของตนเองคือ กุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพ และป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HIV Testing. ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี ประเภทของการตรวจ และช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics/hiv-testing.html
  • World Health Organization (WHO). HIV Testing Services. แนวทางการให้บริการตรวจหาเชื้อเอชไอวีทั่วโลก และมาตรฐานการตรวจ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/teams/global-hiv-hepatitis-and-stis-programmes/hiv/treatment/hiv-testing-services
  • กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจเอชไอวี สิทธิประโยชน์ และสถานที่ให้บริการในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • สมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ปี 2564/2565. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.thaiaidssociety.org
  • มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย (Thai Red Cross AIDS Research Centre). รายละเอียดเกี่ยวกับ PrEP และการเข้าถึงยาเพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อเอชไอวี. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.trcarc.org

Similar Posts

  • | |

    STI คืออะไร?

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted infections; STI)  คือ การติดเชื้อจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ โดยผ่านการจูบ, การสัมผัสหรือถูอวัยวะเพศ, การมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก (การใช้ปากกับอวัยวะเพศ), การร่วมเพศ (องคชาตในช่องคลอด องคชาตในทวารหนัก), การใช้เซ็กซ์ทอย รวมถึง การติดเชื้อจากแม่ไปสู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด และหลังคลอด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุด เชื้อ HIV โรคหนองใน โรคหนองในเทียม โรคหูดหงอนไก่และเชื้อ HPV โรคเริม โรคซิฟิลิส โรคไวรัสตับอักเสบเอ โรคไวรัสตับอักเสบบี และโรคไวรัสตับอักเสบซี ใครเสี่ยงที่จะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ? การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย กับบุคคลเหล่านี้จะทำให้คุณมีแนวโน้มการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ได้มากขึ้น เช่น คู่นอนชั่วครั้งชั่วคราว, มีคู่นอนหลายคน หรือมีกิจกรรมทางเพศบ่อย ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยกับผู้ชายคนอื่น อายุน้อย ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศสัมพันธ์ เคยมีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในอดีต ดื่มสุรา  ใช้สารเสพติด เมื่อไหร่ที่ควรมาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์? มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย (ทั้งผ่านทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางหวารหนัก) มีอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่บริเวณอวัยวะเพศของคุณ ได้แก่ องคชาต, ลูกอัณฑะ,…

  • เริม..โรคที่ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด

    เริม เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Herpes simplex virus (ไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ หรือ HSV) พบได้บ่อยบริเวณริมฝีปากและอวัยวะเพศ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ อาการของ เริม อาการของเริม จะเริ่มจากมีตุ่มน้ำใสขึ้นในบริเวณที่ติดเชื้อ หลังจากนั้นจะแตกออก แล้วเกิดเป็นแผล มีอาการปวดแสบปวดร้อนร่วมด้วย แผลจะค่อยๆ แห้ง ตกสะเก็ดและหายในระยะเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ในบางรายอาจจะมีอาการไข้  ปวดศีรษะ ปวดตามตัว หรือมีต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย ผู้ป่วยที่ติดเชื้อครั้งแรกจะค่อนข้างอาการหนักและรุนแรง ทำให้ต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าผู้ป่วยที่เคยเป็น และมีเชื้ออยู่แล้ว ซึ่งจะมีอาการที่เบาและรักษาได้เร็วกว่า เริม ติดต่อกันได้อย่างไร ? เริม สามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสเชื้อโดยตรง จากบริเวณบาดแผล จากน้ำในตุ่มพอง และน้ำลาย การมีเพศสัมพันธ์หรือกิจกรรมทางเพศ นอกจากนั้นการใช้ของอื่นๆ เช่น แก้วน้ำ ผ้าขนหนู ช้อนส้อม ร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นเริม ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน สาเหตุหลักที่ทำให้เริมกลับมาเป็นซ้ำ หากเคยติดเชื้อเริมมาแล้ว สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก สาเหตุหลักๆมาจากร่างกายอ่อนแอ…

  • ข้อควรรู้และประโยชน์ของการตรวจเอชไอวี

    การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) เริ่มด้วย การรับเชื้อปริมาณที่พอเพียงเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ เชื้อเข้ากระแสเลือดโดยตรง เช่น การฉีดยาเข้าเส้นเลือดโดยใช้เข็มร่วมกัน อุบัติเหตุเข็มตำ การรับเลือดที่ปนเปื้อนเชื้อ เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่มีรอยฉีกขาดหรือแผลเปิดหรือเยื่อบุช่องปาก ช่องทวาร อวัยวะเพศ โดยเชื้อปนเปื้อนกับของเหลวจากร่างกาย เช่น การมีสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ติดเชื้อ บุคลากรสัมผัสกับน้ำคัดหลั่งที่มีเชื้อของผู้ป่วย การถ่ายทอดจากแม่ที่ติดเชื้อไปสู่ทารกระหว่างตั้งครรภ์ ขณะคลอด หรือ การดื่มนมแม่ ช่วงระยะเวลาจากรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายจนเชื้อไวรัสออกสู่กระแสเลือด ใช้ระยะเวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์ การตรวจเลือดมีขั้นตอนอย่างไร ? ปกติเมื่อไปตรวจเอชไอวี เขาก็จะตรวจแบบ “ตรวจขั้นต้น” หรือที่เรียก ” ตรวจคัดกรอง ” ใช้วิธี ELISA โดยตรวจแอนติเจนบอดี ( ภูมิคุ้มกัน ) ถ้าให้ ผลบวก ก็จะตรวจยืนยันโดยวิธี western blot assay จึงจะบอกได้ว่า “เลือดให้ผลบวก” การตรวจคัดกรองใช้เวลาประมาณ 30 นาที – 2…

  • เราควรตรวจเอชไอวีบ่อยแค่ไหน?

    เอชไอวีเป็นโรคหลักๆที่ แพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ฉะนั้นถ้าจะประเมินว่าควรตรวจบ่อยแค่ไหน ให้ประเมินจากพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ของแต่ละคนจะดีที่สุด เพราะเอชไอวีไม่ใช่โรคที่อยู่ ๆ จะติดมาเลยเพียงแค่สัมผัสร่างกายคนอื่น แต่ช่องทางการติดจะมาจาก เพศสัมพันธ์ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัย และการใช้เข็มฉีดยาซ้ำเป็นหลัก ช่องทางอื่นจะมาจากการที่สารคัดหลั่งใด ๆ เข้าสู่ร่างกายผ่านแผลสดขนาดใหญ่ หรือการรับเลือดของผู้มีเชื้อ แต่สองช่องทางนี้จะมีโอกาสได้น้อยมาก ทำให้เพศสัมพันธ์ยังเป็นช่องทางหลักของการแพร่เชื้อเอชไอวี ฉะนั้นหากใครที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์บ่อยมากนัก หรือมีกับคน ๆ เดียวที่คุ้นเคยกันดี ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจเอชไอวีมากนัก อาจจะตรวจแค่ครึ่งปีครั้ง หรือปีละครั้งเลยก็ได้ เพราะถือว่าไม่ได้มีความเสี่ยงรับเชื้อ แต่สำหรับคนที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยกับคนที่ไม่รู้สถานะผลเลือด ควรเข้าตรวจเอชไอวีเพื่อรับยา PrEP ไปทานเพื่อป้องกันเอชไอวีจะดีที่สุด เพราะจะได้ไม่ต้องตรวจเอชไอวีบ่อยด้วย ที่ต้องตรวจจะมีแค่ช่วงก่อนรับยาไปทานและหลังทานยาครบในครั้งที่ 1 หรือ 2 เท่านั้น หลังจากครั้งที่ 3 เป็นต้นไปแพทย์อาจตัดสินใจจ่ายยาได้เลยโดยที่ไม่ต้องผ่านการตรวจเลือดการตรวจเอชไอวีถือเป็นเรื่องดีเพราะหากตรวจพบจะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันที แต่ถ้าเป็นไปได้ให้ป้องกันตัวเองด้วยยา PrEP ก่อนติดเชื้อแต่แรกจะดีกว่า เพราะการป้องกันโรคย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของเอชไอวีที่ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ เมื่อไรที่เราควรไปตรวจ เอชไอวี? เอชไอวีถือเป็นโรคที่ไม่ได้ติดง่ายมากนัก เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อโอกาสการติดเชื้อของแต่ละคน เช่น ปริมาณของเชื้อต้นทาง ช่องทางการรับเชื้อ สภาพแวดล้อมที่เชื้อสามารถอยู่ได้ ฯลฯ ฉะนั้นหากจะประเมินว่าควรไปตรวจเอชไอวีหรือไม่ ให้ประเมินจากความเสี่ยงตนอาจได้รับมาก่อนหน้าดีกว่า เช่น ความเสี่ยงจากเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย…

  • แคมเปญ U=U และ Me เปลี่ยนทัศนคติต่อเอชไอวีในประเทศไทย

    มูลนิธิ Love Foundation ได้เปิดตัวแคมเปญ “U=U และ Me” (https://uuandme.org/) เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการรักษาเอชไอวี และลดการตีตราผู้ติดเชื้อในสังคมไทย โดยแคมเปญนี้ มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยต่อเอชไอวี โดยมุ่งหวังที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคนี้และสนับสนุนให้ผู้ติดเชื้อสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ การเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง และการสนับสนุนจากชุมชนทำให้สามารถลดความกลัว และการตีตราในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่มีความเข้าใจ และยอมรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีมากขึ้น

  • |

    รู้ให้ชัด! เชื้อเอชไอวีติดต่อทางไหน และไม่ติดต่อทางไหน

    แม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยจะมีความรู้เกี่ยวกับเอชไอวี (HIV) เพิ่มมากขึ้น แต่ความเข้าใจผิดเรื่องการแพร่เชื้อเอชไอวี ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคม หลายคนยังเข้าใจว่าเอชไอวีสามารถติดต่อผ่านการใช้แก้วน้ำร่วมกัน หรือแม้แต่การจับมือ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง การขาดข้อมูลที่ถูกต้องไม่เพียงแต่สร้างความกลัวโดยไม่จำเป็น ยังเป็นการซ้ำเติมการตีตรา และเลือกปฏิบัติกับผู้ติดเชื้อโดยไม่เป็นธรรม