วัยรุ่นในปัจจุบัน มีแนวโน้มติดเชื้อเอชไอวี เพิ่มมากขึ้น

วัยรุ่นในปัจจุบัน มีแนวโน้มติดเชื้อเอชไอวี เพิ่มมากขึ้น

กรมอนามัย เตือนวัยรุ่นให้มีสติ รู้จักป้องกันการตั้งครรภ์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หลังพบวัยรุ่นมีแนวโน้มติดเชื้อเอชไอวีมากขึ้น พร้อมแนะวิธีปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์ เพื่อลดความเสี่ยง

จากการสำรวจข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ปี พ.ศ. 2565 ประเทศไทยมีผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี ประมาณ 561,578 คน มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 9,230 คน ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ติดเชื้อรายใหม่ เป็นเยาวชนอายุ 15-24 ปี จำนวน  4,379 คน ในขณะเดียวกันยังพบว่าพฤติกรรมที่ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ถึงร้อยละ 96 เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน และเมื่อพิจารณาสถานการณ์การเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 5 โรคหลัก ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม แผลริมอ่อน กามโรคต่อมน้ำเหลือง ช่วงปี 2560 – 2565 กลุ่มเยาวชนอายุ 15 – 24 ปี ยังเป็นกลุ่มที่มีอัตราป่วยมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยมีอัตราป่วย 99.6 ราย ต่อประชากรแสนคน ในปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็นเป็น 112.3 ราย ต่อประชากรแสนคน ในปัจจุบัน

วัยรุ่นในปัจจุบัน มีแนวโน้มติดเชื้อเอชไอวี เพิ่มมากขึ้น
Love2test

จากสถานการณ์ดังกล่าวเป็นไปได้ว่า วัยรุ่น-เยาวชนยังขาดความเข้าใจในเรื่อง เอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จนอาจนำไปสู่การติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นได้ โดยการที่จะหาข้อมูลในสื่อต่างๆออนไลน์นั้นมีมากแต่มักจะถูกมองข้าม อาจเป็นเพราะสังคมของวัยรุ่น-เยาวชนหรือการเรียนสุขศึกษาในสถานศึกษาไม่ได้เน้นย้ำในการตระหนักและการให้ความสำคัญในเรื่องของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากเท่าที่ควร

ปัจุบันมีการให้ความรู้เกี่ยวกับ เอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เข้าถึงง่าย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งข้อมูลจากสถานพยาบาลต่างๆ แหล่งข้อมูลจากกรมควบคุมโรค แม้กระทั่งสื่อออนไลน์ที่มีความน่าเชื่อถือต่างๆ ซึ่งสถานศึกษาควรส่งเสริม และริเริ่มให้มีการพูดถึงหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้อย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันสถาบันครอบครัวซึ่งเป็นส่วนแรกที่มีความใกล้ชิดกับกลุ่มวัยรุ่น-เยาวชนมากที่สุด ก็มักจะไม่ค่อยสื่อสารในเรื่องเพศ เอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย อย่างตรงไปตรงมา 

ส่วนใหญ่ด้วยความที่พ่อแม่ของวัยรุ่น-เยาวชนไม่ได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่แรกจึงไม่ได้มีความรู้ และสนใจที่จะพูดคุยเลย อีกทั้งกลุ่มวัยรุ่น-เยาวชนมักมองเป็นเรื่องไกลตัว สวนทางกับพฤติกรรมของกลุ่มเยาวชนในยุคปัจจุบันที่มีการพบปะกับคนแปลกหน้าได้ง่ายมากขึ้นโดยเฉพาะสื่อออนไลน์หรือการเลือกใช้แอพพลิเคชั่นในการหาคู่ 

Love2test

ทั้งนี้ทำให้ง่ายต่อการร่วมเพศกับคนแปลกหน้ามากขึ้น และแนวโน้มที่จะมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกันก็สูงขึ้นอาจเป็นเพราะขาดองค์ความรู้ ขาดการยับยั้งชั่งใจ หรือแม้กระทั่งนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น การล่วงละเมิดทางเพศ หรือการถูกกระทำโดยไม่ได้ยินยอมในบางราย เมื่อวัยรุ่น-เยาวชนมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยรวม

ทั้งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยาป้องกัน PrEP/PEP ไม่ได้แพร่หลายในหมู่เยาวชนเท่าที่ควรจึงทำให้ไม่ได้มีการติดตามสถานะผลเลือดของตนเองและไม่กล้าที่จะเข้ามาตรวจเลือด ก่อเกิดเป็นการติดเชื้อที่ไม่ทราบมาก่อนและส่งต่อเชื้อกันในกลุ่มวัยรุ่น-เยาวชนเพิ่มขึ้น

“ChatLove2test"
วัยรุ่นในปัจจุบัน มีแนวโน้มติดเชื้อเอชไอวี เพิ่มมากขึ้น

กรมอนามัยได้ดำเนินการสร้างความรอบรู้ด้านเพศสำหรับเยาวชน “รักเป็น ปลอดภัย” ด้วย 4 แนวทาง ดังนี้

  1. Safe Virgin มีเพศสัมพันธ์เมื่อพร้อม 
  2. Safe Sex หากจะมีเพศสัมพันธ์ ตนเองต้องปลอดภัย ใส่ถุงยางอนามัยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  
  3. Safe Abortion หากพลาดตั้งครรภ์ไม่พร้อม ปรึกษาหน่วยบริการฯเพื่อรับคำปรึกษา 
  4. Safe Mom ฝากครรภ์คุณภาพ เพื่อลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย

ดังนั้น วัยรุ่นไทยควรรู้จักรักให้เป็น รักให้ปลอดภัย รู้วิธีการดูแลเพื่อป้องกันตนเอง และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ ด้วยการให้เกียรติ และเคารพทุกเพศ ที่สำคัญ ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกันสองต่อสองในที่ลับตาคน และมีสติอยู่เสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอารมณ์ทางเพศซึ่งจะนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ตั้งใจ หรือหากจะมีเพศสัมพันธ์ต้องรู้จักวิธีป้องกันการตั้งครรภ์ และการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อลดความเสี่ยง ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และจะป้องกันได้ดีที่สุด ถ้าใช้ถุงยางอนามัยร่วมกับวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น ยาฝังคุมกำเนิด หรือห่วงคุมกำเนิด 

“PrEPLove2test"

กรมอนามัยแนะนำการปฏิเสธโดยใช้ประโยค “ไม่…ถ้าฉันท้องแล้วเธอจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ยังไง?” เพราะการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ปฏิเสธได้ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ท้องไม่พร้อม หรือ ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จะเกิดผลเสียระยะยาวในอนาคตทั้ง 2 ฝ่าย สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครองควรเป็นที่พึ่งให้กับลูกหลาน เปิดโอกาสให้ลูกรู้ว่าเขาสามารถพูดคุยกับพ่อแม่ได้ทุกเรื่อง ไม่ต้องกังวล หากไม่สามารถตอบคำถามลูกได้ทุกคำถาม ให้ความสำคัญกับวิธีการโต้ตอบ ให้ลูกรู้ว่าเขาสามารถพูดคุยกับพ่อแม่ได้ทุกเรื่อง และมีทางออกที่เหมาะสม

ทั้งนี้ กรมอนามัยมีการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอนามัยวัยรุ่น และวัยเจริญพันธุ์ ผ่าน Line OA teen club เช่น ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิต การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นการคุมกำเนิดในวัยรุ่น สามารถเข้ารับคำปรึกษา เรียนรู้สร้างความรอบรู้ด้านเพศศึกษา และทักษะชีวิต โดย Add Line ได้ที่ @Teenclub

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้วัยรุ่นและเยาวชน เข้าถึงการตรวจคัดกรองเอชไอวีและซิฟิลิส โดยสนับสนุนชุดตรวจคัดกรองเอชไอวีและซิฟิลิสแบบรู้ผลเร็วภายใน 20 นาที ให้กับ 53 จังหวัด ในปี 2565 และขยายความครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ในปี 2566 ทำให้เกิดบริการตรวจเชิงรุกในชุมชน และสถานบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง หากพบการติดเชื้อจะได้รับการดูแลรักษาโดยเร็ว

โดยกรมควบคุมโรค ยังได้ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ขับเคลื่อนการตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้คนไทยทุกคนตรวจเอชไอวีด้วยตนเองฟรี โดยเข้าแอปพลิเคชันเป๋าตัง ในเมนูกระเป๋าสุขภาพ และรับชุดตรวจไอวีด้วยตนเอง ที่หน่วยบริการสุขภาพของรัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ตลอดจนร้านขายยาที่ร่วมโครงการทั่วประเทศ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เราควรตรวจเอชไอวีบ่อยแค่ไหน?

การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (Safe Sex)

ขอบคุณ ข้อมูลจาก  

  • https://www.thairath.co.th/news/local/2738498
  • https://th.trcarc.org/co010324/
  • https://nbt2hd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2153/iid/229027

Similar Posts

  • แคมเปญ U=U และ Me เปลี่ยนทัศนคติต่อเอชไอวีในประเทศไทย

    มูลนิธิ Love Foundation ได้เปิดตัวแคมเปญ “U=U และ Me” (https://uuandme.org/) เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการรักษาเอชไอวี และลดการตีตราผู้ติดเชื้อในสังคมไทย โดยแคมเปญนี้ มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยต่อเอชไอวี โดยมุ่งหวังที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคนี้และสนับสนุนให้ผู้ติดเชื้อสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ การเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง และการสนับสนุนจากชุมชนทำให้สามารถลดความกลัว และการตีตราในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่มีความเข้าใจ และยอมรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีมากขึ้น

  • | |

    ป๊อปเปอร์กับสุขภาพทางเพศ ความสุขชั่วคราวกับความเสี่ยงถาวร

    ในยุคที่เสรีภาพทางเพศได้รับการยอมรับมากขึ้น ป๊อปเปอร์ (Poppers) หรือสารระเหยกลุ่ม alkyl nitrites กลายเป็นที่รู้จักในหมู่คนที่ต้องการเพิ่มความรู้สึกขณะมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) และในงานปาร์ตี้บางรูปแบบ ป๊อปเปอร์มักถูกมองว่าเป็นสารที่ให้ความสุขชั่วคราว เช่น ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย กล้ามเนื้อคลายตัว เพิ่มความเร้าใจ และลดความเจ็บปวดระหว่างเพศสัมพันธ์

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง ป๊อปเปอร์เต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งผลข้างเคียงเฉียบพลัน ผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพ การเพิ่มโอกาสติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และเอชไอวี รวมถึงอันตรายถึงชีวิตหากใช้ร่วมกับยาอื่นอย่าง Sildenafil (ไวอากร้า)

    เราจะเจาะลึกทุกมิติของ ป๊อปเปอร์กับสุขภาพทางเพศ ตั้งแต่ประวัติ กลไกการออกฤทธิ์ ผลกระทบต่อร่างกาย ความเชื่อมโยงกับเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไปจนถึงวิธีลดความเสี่ยง เพื่อให้ผู้อ่านมีข้อมูลที่ถูกต้องในการตัดสินใจ

  • | | |

    ตรวจ HIV พร้อม STI ที่เดียวจบ: คู่มือครบสำหรับการดูแลสุขภาพทางเพศในปี 2026

    ตรวจ HIV พร้อม STI ที่เดียวจบคืออะไร? คู่มือครบ 2026 อธิบายว่าตรวจอะไรบ้าง ใครควรตรวจ บ่อยแค่ไหน ราคาเท่าไหร่ ขั้นตอนอย่างไร และทำอย่างไรถ้าผลบวก พร้อมตารางเปรียบเทียบ STI ทั้ง 7 ชนิด

  • โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด ภัยเงียบที่เริ่มตั้งแต่ในครรภ์

    โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis) คือ ภาวะที่ทารกในครรภ์ได้รับเชื้อซิฟิลิสจากมารดาที่ติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ โดยเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum สามารถแพร่ผ่านรกเข้าสู่ร่างกายทารก ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงทั้งในช่วงตั้งครรภ์ ช่วงคลอด และหลังคลอด ซึ่งอาจนำไปสู่การแท้ง ทารกเสียชีวิต หรือมีความพิการแต่กำเนิดอย่างถาวร หากไม่มีการตรวจ และรักษาอย่างทันท่วงที

    ปัจจุบัน ซิฟิลิสแต่กำเนิดยังคงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ด้วยเหตุที่ผู้หญิงตั้งครรภ์จำนวนหนึ่งไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ และไม่ได้รับการตรวจเลือดหรือรักษาอย่างเหมาะสม การป้องกันโรคนี้สามารถทำได้ง่าย และมีประสิทธิภาพ หากมีการคัดกรอง และรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

  • ตรวจ HIV พร้อม STI พร้อมกัน ดีอย่างไร และทำไมถึงควรทำ

    การดูแลสุขภาพทางเพศในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การป้องกันเพียงโรคใดโรคหนึ่ง แต่ต้องมองแบบองค์รวมมากขึ้น ตรวจ HIV พร้อม STI จึงกลายเป็นแนวทางที่ได้รับการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มักมีความเชื่อมโยงกันทั้งในแง่ของพฤติกรรมเสี่ยงและผลกระทบต่อร่างกาย การตรวจHIV พร้อมSTI ช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยงได้ครบถ้วนและวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพในครั้งเดียว บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดว่าทำไมแนวทางนี้จึงเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง HIV และ STI คืออะไร และเกี่ยวข้องกันอย่างไรจนต้องตรวจ HIV พร้อม STI HIV เป็นไวรัสที่เข้าทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยตรง ในขณะที่ STI หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นกลุ่มโรคที่แพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ ซิฟิลิส หนองใน คลามีเดีย เริม และ HPV แม้ว่าจะเป็นคนละกลุ่มโรค แต่ทั้งสองมีปัจจัยเสี่ยงร่วมกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การมีคู่นอนหลายคน หรือการไม่ตรวจสุขภาพเป็นประจำ ความเชื่อมโยงเชิงชีววิทยาระหว่างทั้งสองกลุ่มโรคนี้เองที่ทำให้การตรวจHIV พร้อมSTI มีความสมเหตุสมผลทางการแพทย์ เพราะการประเมินความเสี่ยงเพียงด้านใดด้านหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงอีกด้านอาจทำให้ได้ภาพสุขภาพที่ไม่ครบถ้วนและนำไปสู่การวางแผนป้องกันที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทำไมจึงควร ตรวจ HIV พร้อม STI มากกว่าตรวจแยกกัน เหตุผลที่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางเพศแนะนำให้ ตรวจHIV พร้อมSTI มากกว่าการตรวจแยกกันคนละครั้งมีหลายประการ ประการแรกคือการได้รับข้อมูลสุขภาพที่ครบถ้วนในการเข้าพบแพทย์เพียงครั้งเดียว ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและลดความยุ่งยากในการนัดหมายหลายครั้ง ประการที่สองคือการที่แพทย์สามารถประเมินภาพรวมของสุขภาพทางเพศได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้นเมื่อมีข้อมูลจากการตรวจHIV…

  • | |

    STI คืออะไร?

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted infections; STI)  คือ การติดเชื้อจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ โดยผ่านการจูบ, การสัมผัสหรือถูอวัยวะเพศ, การมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก (การใช้ปากกับอวัยวะเพศ), การร่วมเพศ (องคชาตในช่องคลอด องคชาตในทวารหนัก), การใช้เซ็กซ์ทอย รวมถึง การติดเชื้อจากแม่ไปสู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด และหลังคลอด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุด เชื้อ HIV โรคหนองใน โรคหนองในเทียม โรคหูดหงอนไก่และเชื้อ HPV โรคเริม โรคซิฟิลิส โรคไวรัสตับอักเสบเอ โรคไวรัสตับอักเสบบี และโรคไวรัสตับอักเสบซี ใครเสี่ยงที่จะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ? การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย กับบุคคลเหล่านี้จะทำให้คุณมีแนวโน้มการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ได้มากขึ้น เช่น คู่นอนชั่วครั้งชั่วคราว, มีคู่นอนหลายคน หรือมีกิจกรรมทางเพศบ่อย ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยกับผู้ชายคนอื่น อายุน้อย ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศสัมพันธ์ เคยมีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในอดีต ดื่มสุรา  ใช้สารเสพติด เมื่อไหร่ที่ควรมาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์? มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย (ทั้งผ่านทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางหวารหนัก) มีอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่บริเวณอวัยวะเพศของคุณ ได้แก่ องคชาต, ลูกอัณฑะ,…