กลัวผลตรวจเอชไอวี ปัญหาที่ทำให้คนไม่กล้าเผชิญความจริง

กลัวผลตรวจเอชไอวี ปัญหาที่ทำให้คนไม่กล้าเผชิญความจริง

ความกลัวผลตรวจเอชไอวีเป็นหนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่ทำให้หลายคนลังเล หรือเลื่อนการตรวจออกไป ทั้งที่การตรวจ คือ กุญแจสำคัญในการป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอวี และรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ความกลัวนี้เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่รู้ ความเข้าใจผิด ความอาย และความกังวลต่อสายตาสังคม เมื่อผนวกเข้ากับทัศนคติที่ตีตราผู้ติดเชื้อเอชไอวี ปัญหานี้ยิ่งกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากเอชไอวี

กลัวผลตรวจเอชไอวี ปัญหาที่ทำให้คนไม่กล้าเผชิญความจริง

ทำไมหลายคนถึงกลัวผลตรวจเอชไอวี

ความกลัวเกิดจากการผสมกันของปัจจัยด้านจิตใจ สังคม และโครงสร้างบริการสุขภาพ ไม่ใช่แค่กลัวผลบวกอย่างเดียว แต่คือความรู้สึกไม่มั่นคงต่ออนาคต ภาพจำทางสังคม และความไม่แน่ใจในระบบบริการ

  • กลัวผลตรวจออกมาเป็นบวก: ความรู้สึกเหมือนชีวิตเปลี่ยนทันที
    เมื่อคิดว่า ถ้าผลเป็นบวก ฉันจะใช้ชีวิตต่อยังไง สมองมักขยายความกังวลจนใหญ่กว่าความจริง เช่น จินตนาการว่าต้องหยุดงาน ถูกปฏิเสธจากคนรัก หรือถูกสังคมตราหน้า ทั้งที่ปัจจุบันการรักษาด้วยยาต้านไวรัสทำให้ผู้ติดเชื้อมีอายุขัย และคุณภาพชีวิตใกล้เคียงคนทั่วไป ความกลัวจึงมักเป็น ความไม่รู้ ผสมกับ ภาพจำเก่า” มากกว่าความจริงทางการแพทย์
    เคล็ดลับรับมือ: แยกข้อเท็จจริง ออกจากสมมติฐาน ลิสต์สิ่งที่กลัว แล้วหาข้อมูลที่อัปเดตเทียบกับแต่ละข้อ จะช่วยลดความคิดฟุ้ง และเห็นทางเลือกชัดขึ้น
  • กลัวการถูกตีตรา: กลัวว่าคนรอบข้าง ครอบครัว หรือเพื่อนจะมองในแง่ลบ
    การตีตราทำให้หลายคนคิดว่าการตรวจเท่ากับยอมรับความผิด ความจริงคือการตรวจคือพฤติกรรมของคนรับผิดชอบต่อสุขภาพ ไม่ใช่ป้ายบอกตัวตน การกลัวสายตาคนอื่นทำให้ชั่งใจนานขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน และเยาวชนที่ยังพึ่งพาครอบครัว
    เคล็ดลับรับมือ: วางแผนวงสนับสนุนเล็ก ๆ เลือกคนที่ไว้ใจ 1–2 คนบอกล่วงหน้าเพื่อเป็นกำลังใจ  และใช้บริการที่เน้นความลับ/ไม่เปิดเผยตัวตน
  • กลัวอนาคตที่ไม่แน่นอน: กังวลเรื่องการทำงาน ความรัก หรืออนาคตครอบครัว
    ความไม่แน่นอนทำให้จิตใจ ค้างคาจนเลี่ยงการรู้ความจริง ทั้งที่การรู้ผลเร็วทำให้วางแผนชีวิต การเงิน และความสัมพันธ์ได้เป็นระบบกว่าเดิม
    เคล็ดลับรับมือ: วาดสองฉากทัศน์ (ถ้าลบ/ถ้าบวก) พร้อมแผนขั้นต่อไป เช่น ถ้าบวก → นัดพบแพทย์/รับยาภายในกี่วัน แจ้งคนรักอย่างไร ใครช่วยได้บ้าง แผนที่ชัดจะลดความคลุมเครือได้ทันที
  • กลัวการเปิดเผยข้อมูล: กังวลว่าความลับทางสุขภาพจะไม่ถูกเก็บรักษา
    หลายคนห่วงว่าข้อมูลจะรั่วไหลไปถึงที่ทำงาน ครอบครัว หรือคนรู้จัก ทำให้กังวลแม้ก่อนจะก้าวเข้าไปที่หน่วยบริการ
    เคล็ดลับรับมือ: เลือกบริการที่มีมาตรฐานคุ้มครองข้อมูล, สอบถามขั้นตอนเก็บรักษาข้อมูลก่อนรับบริการ, ใช้ช่องทางนัดหมายออนไลน์/รับผลแบบเป็นส่วนตัว และทบทวนสิทธิผู้รับบริการของคุณ
  • กลัวขั้นตอนตรวจ: บางคนไม่มั่นใจในความปลอดภัยหรือคิดว่าขั้นตอนยุ่งยาก
    ภาพจำเรื่อง เข็ม หรือขั้นตอนมากมาย ทำให้ถอย ทั้งที่ปัจจุบันมีทั้งการตรวจเลือดปลายนิ้ว การนัดล่วงหน้าเพื่อลดเวลารอ และชุดตรวจด้วยตนเอง
    เคล็ดลับรับมือ: อ่านขั้นตอนล่วงหน้า เลือกวิธีตรวจที่สบายใจที่สุด (ปลายนิ้ว/ห้องปฏิบัติการ/ตรวจด้วยตนเอง) และกำหนดวันที่เวลาชัดเจนเพื่อตัดการผัดวันประกันพรุ่ง

ความสำคัญของการตรวจเอชไอวี

แม้จะมีความกลัว การตรวจ คือ จุดเริ่มต้นของการควบคุมชีวิตตนเอง มากกว่าจะเป็นจุดจบอย่างที่หลายคนคิด

Love2test
  • การรู้ผลเร็ว = เข้าถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัสได้ทัน
    ยิ่งเริ่มยาเร็ว ยิ่งกดปริมาณไวรัสได้ดี ลดโอกาสเกิดโรคฉวยโอกาส และลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนระยะยาว การเริ่มรักษาเร็วเชื่อมโยงกับสุขภาพโดยรวมที่ดีกว่า การทำงานได้ตามปกติ และค่าใช้จ่ายระยะยาวที่ต่ำลง
  • การรักษาที่ต่อเนื่อง = ช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีอายุยืน และคุณภาพชีวิตดี
    เมื่อรักษาต่อเนื่องจนปริมาณไวรัสไม่ตรวจพบ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีพลังงาน การทำงาน และความสัมพันธ์ใกล้เคียงคนทั่วไป สามารถตั้งเป้าหมายชีวิต เรียน ทำงาน สร้างครอบครัว และวางแผนการเงินได้ตามที่ต้องการ
  • การตรวจ = ลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
    การรู้สถานะทำให้เลือกพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยขึ้น เข้าถึงการรักษา และบอกคู่สัมพันธ์เพื่อร่วมกันวางแผนการดูแล ลดการแพร่เชื้อในระดับชุมชน
  • การรู้ผล = ลดความกังวล และความไม่แน่นอนในใจ
    ความกลัวที่ยืดเยื้อบั่นทอนสมาธิ การนอน และอารมณ์ การรู้ผล—ไม่ว่าจะลบหรือบวก—ทำให้จิตใจหยุดค้าง แล้วเดินหน้าต่อด้วยแผนที่ชัดเจน

ผลเสียของการเลี่ยงตรวจเอชไอวี

หลีกเลี่ยงวันนี้มักทำให้ต้องเผชิญปัญหาใหญ่กว่าในวันหน้า

  • พลาดการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำให้สุขภาพทรุดเร็ว เมื่อเริ่มรักษาช้า ร่างกายอาจมีภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น ต้องใช้ทรัพยากรการแพทย์มากกว่า และใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า
  • เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และค่าใช้จ่ายสูงขึ้น โรคฉวยโอกาสทำให้ต้องนอนโรงพยาบาลหรือใช้ยา/หัตถการที่ราคาแพงกว่าการรักษาเชิงป้องกันตั้งแต่ต้น
  • อาจแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว การไม่รู้สถานะทำให้ประเมินความเสี่ยงผิด และเลือกวิธีป้องกันไม่เหมาะสม เพิ่มโอกาสการแพร่เชื้อให้คู่สัมพันธ์
  • เกิดความเครียดสะสม และกระทบต่อสุขภาพจิต ความกลัวที่ไม่ถูกคลี่คลายก่อความวิตกซึมเศร้า นอนไม่หลับ สมาธิลดลง และส่งผลต่อการทำงาน/ความสัมพันธ์

ปัจจัยทางสังคม และวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่

บริบทไทยทำให้ความกลัว หนาแน่นขึ้นในบางกลุ่ม จำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างทางสังคมเพื่อออกแบบการแก้ไขที่ตรงจุด

“ChatLove2test"
  • ทัศนคติแบบเก่า: มองเอชไอวีเป็นโรคแห่งความผิดบาป
    ภาพจำจากยุคก่อนยังส่งผลต่อการรับรู้ในปัจจุบัน ทำให้คนรู้สึกอับอายหรือ “โทษตนเอง” การสื่อสารใหม่ที่เน้นวิทยาศาสตร์ สิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จึงสำคัญ
  • การขาดเพศศึกษาเชิงบวก: คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังไม่ได้รับความรู้ที่ถูกต้อง
    เพศศึกษาที่เน้น ห้าม–กลัว–ผิด มากกว่า เข้าใจ–ป้องกัน–รับผิดชอบ ทำให้วัยรุ่นไม่กล้าพูดเรื่องเพศและการตรวจ การปรับหลักสูตร และทักษะชีวิตช่วยลดการตีตราตั้งแต่ต้นทาง
  • การตีตราในสื่อ: สื่อบางส่วนยังนำเสนอเอชไอวีในเชิงลบ
    ถ้อยคำ ภาพประกอบ หรือพาดหัวที่ขยายความกลัวทำให้สาธารณะเข้าใจผิด การทำงานกับสื่อให้ใช้ภาษาที่ไม่ตีตรา และเน้นข้อมูลจริงจึงจำเป็น
  • แรงกดดันจากครอบครัว: บางครอบครัวไม่เปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องเพศ และสุขภาพ
    เมื่อบ้านเป็นพื้นที่เงียบ เรื่องเพศ ลูกหลานยิ่งซ่อนความกังวลไว้คนเดียว การเปิดพื้นที่รับฟังโดยไม่ตัดสินช่วยให้การตัดสินใจไปตรวจง่ายขึ้นมาก

บทบาทของครอบครัว และสังคม

การลดความกลัวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในตัวบุคคล แต่ครอบครัว และสังคมต้องช่วยสนับสนุน

  • การยอมรับ และไม่ตัดสิน
  • การให้กำลังใจเมื่อตัดสินใจไปตรวจ
  • การสร้างบรรยากาศพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศอย่างเปิดกว้าง
  • การสนับสนุนจากเพื่อนหรือคู่รัก ช่วยให้คนก้าวข้ามความกลัวได้ง่ายขึ้น
เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลดความกลัว

“PrEPLove2test"

เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลดความกลัว

โลกการตรวจเอชไอวี ง่าย สะดวก เป็นส่วนตัว กว่าเดิมมาก

  • HIV Self-test: ตรวจเองที่บ้าน เพิ่มความเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องการพบเจ้าหน้าที่หรือกลัวถูกเห็น การตรวจด้วยตนเองให้ผลเบื้องต้นรวดเร็ว หากผล รีแอกทีฟ ต้องไปยืนยันที่หน่วยบริการเพื่อความถูกต้อง และเข้าสู่การรักษา
  • การนัดหมายออนไลน์: ลดขั้นตอนยุ่งยาก และไม่ต้องรอคิวนาน การจองคิวออนไลน์ช่วยวางแผนการเดินทาง ลดเวลารอหน้าเคาน์เตอร์ และเลือกช่วงเวลาที่สบายใจที่สุด
  • ระบบปรึกษาออนไลน์: พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญผ่านแอปหรือเว็บไซต์ ให้คำปรึกษาก่อน–หลังตรวจ ช่วยตอบข้อสงสัยเรื่อง หน้าต่างตรวจ (window period), วิธีป้องกัน, การแจ้งคู่สัมพันธ์ และแผนเริ่มยา หากผลเป็นบวก
  • บริการตรวจฟรี และไม่เปิดเผยตัวตน: ทำให้คนรู้สึกปลอดภัย และมั่นใจมากขึ้น บริการลักษณะนี้ออกแบบมาเพื่อลดอุปสรรคด้านค่าใช้จ่าย และความเป็นส่วนตัว สามารถรับผลผ่านระบบที่รักษาความลับ และเชื่อมต่อไปสู่การรักษาได้ทันทีหากจำเป็น

วิธีลดความกลัวก่อนตรวจเอชไอวี

หากคุณกำลังเผชิญความกลัวเหล่านี้ วิธีต่อไปนี้อาจช่วยได้

  • ศึกษาข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับเอชไอวี และการรักษา
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือองค์กรที่ให้คำแนะนำ
  • เลือกสถานที่ตรวจที่รักษาความลับ และเป็นมิตร
  • ชวนเพื่อนหรือคนที่ไว้ใจไปตรวจด้วย
  • มองการตรวจเป็นการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่การตัดสินคุณค่าของตัวเอง

ความหวังใหม่จากนโยบาย และระบบสุขภาพ

รัฐบาล และหน่วยงานสุขภาพในไทยพยายามทำให้การตรวจเอชไอวีง่าย และเข้าถึงได้

  • บริการตรวจฟรีในโรงพยาบาล และคลินิกสาธารณสุข
  • การกระจายชุดตรวจด้วยตนเองไปยังหลายพื้นที่
  • การรณรงค์สร้างความเข้าใจเรื่องเอชไอวีในสังคม
  • การผลักดันระบบบริการที่เป็นมิตร และไม่ตีตรา

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

รู้ให้ชัด! เชื้อเอชไอวีติดต่อทางไหน และไม่ติดต่อทางไหน

ป้องกันเอชไอวีอย่างไร ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ?

ความกลัวผลตรวจเอชไอวีคือปัญหาที่มีหลายมิติ ทั้งในระดับบุคคล และสังคม การแก้ไขจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย ตั้งแต่ตัวบุคคล ครอบครัว หน่วยงานด้านสุขภาพ ไปจนถึงสังคมวงกว้าง การให้ความรู้ที่ถูกต้อง การสร้างระบบบริการที่ปลอดภัย และการลดการตีตราคือหัวใจที่จะทำให้คนกล้าก้าวข้ามความกลัวนี้ได้

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HIV Testing. Information on types of HIV tests, process, and importance of knowing your status. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/testing/index.html
  • World Health Organization (WHO). Consolidated guidelines on HIV prevention, testing, treatment, service delivery and monitoring. Guidance for countries on comprehensive HIV services. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/publications/i/item/9789240031593
  • UNAIDS. Thailand Country Factsheets. ข้อมูลสถานการณ์เอชไอวีของประเทศไทยและความคืบหน้าด้านนโยบายการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org/en/regionscountries/countries/thailand
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการตรวจและการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย 2564/2565. ข้อมูลสำหรับประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • สมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย (Thai AIDS Society). Thailand National Guidelines on HIV/AIDS Treatment and Prevention. รายละเอียดแนวทางการรักษาและการดูแลผู้ติดเชื้อในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.thaiaidssociety.org

Similar Posts

  • |

    เมื่อเด็กติดเชื้อเอชไอวี ความท้าทาย และการดูแลที่ครอบครัวควรรู้

    เอชไอวี (HIV) ไม่ได้เป็นโรคที่พบเฉพาะในผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเด็กทั่วโลก โดยเฉพาะการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกในระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด หรือการให้นมบุตร เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีตั้งแต่วัยเยาว์ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม การดูแลเด็กเหล่านี้จึงต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือจากครอบครัว แพทย์ และชุมชน เราจะมาทำความเข้าใจว่าเอชไอวีในเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร ความท้าทายที่ต้องเผชิญมีอะไรบ้าง และครอบครัวควรดูแล และสนับสนุนเด็กอย่างไรเพื่อให้พวกเขาเติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี

  • เอดส์ระยะที่ 2 เป็นอย่างไร

    เอดส์ระยะที่ 2 หลายคนอาจเข้าใจว่า การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และโรคเอดส์ (AIDS) เป็นโรคเดียวกัน ดังนั้นบ่อยครั้ง จะใช้คำว่า “เอดส์” แทน “การติดเชื้อเอชไอวี” และเมื่ออ้างถึงระยะของโรค เช่น เอดส์ระยะที่ 1 เอดส์ระยะที่ 2 และเอดส์ระยะสุดท้าย แต่ในความจริงแล้ว การติดเชื้อเอชไอวี ถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน หากผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะที่ 2 มีการรับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง ดูแลตัวเองอย่างดี เชื้อเอชไอวีจะไม่พัฒนาเข้าสู่ระยะที่ 3 หรือระยะเอดส์ กล่าวคือผู้ติดเชื้อเอชไอวีจะไม่กลายเป็นเอดส์ทุกคน และสามารถมีชีวิตอยู่ได้เหมือนกับคนปกติทั่วไปโดยไม่เจ็บป่วยจากโรค

  • |

    ป้องกันเอชไอวีอย่างไร ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ?

    เอชไอวี ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสนใจในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าทางการแพทย์ และการป้องกัน แต่การเลือกรูปแบบการป้องกันที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้นการรู้จักวิธีป้องกันเอชไอวีที่เหมาะสมกับแต่ละรูปแบบการใช้ชีวิต
    และทำให้คุณสามารถเลือกวิธีที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง

  • จะทำอย่างไร ถ้ามีเซ็กส์กับ คนติดเชื้อ HIV

    เรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติที่คนทุกคนจะมีได้ แต่จะทำอย่างไรหากคุณมีเพศสัมพันธ์กับ คนติดเชื้อ HIV เพราะคู่นอนที่เรารู้จักก็อาจจะไม่ได้ซื่อสัตย์กับเรา ไม่ได้บอกความจริงเกี่ยวกับสถานะเอชไอวีของตัวเอง หรือบางคู่เป็นคนที่มีความเสี่ยงบ่อยอยู่แล้ว ทำให้เราไม่แน่ใจว่า ได้พลั้งเผลอมีอะไรกับ คนติดเชื้อ HIV ไปหรือไม่ วันนี้ เรามีคำแนะนำหากคุณมีความเสี่ยงมาฝากกันครับ ทำอย่างไร ถ้าเผลอมีเซ็กส์กับ คนติดเชื้อ HIV หากรู้แน่แล้ว หรือสงสัยว่าคู่นอนเป็นคนที่มีเชื้อเอชไอวี คุณควรพิจารณาว่า ขณะที่มีเพศสัมพันธ์ได้ทำการป้องกันตัวเองด้วยถุงยางอนามัยหรือไม่ หรือก่อนหน้านี้คุณเองได้มีการรับประทานยาเพร็พ (PrEP) ที่เป็นยาต้านไวรัสเอชไอวีก่อนมีความเสี่ยงไว้ก่อนไหม เพราะปัจจัยเหล่านี้ มีผลต่อการวินิจฉัยของแพทย์ และช่วยลดเปอร์เซนต์ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อลงไปได้มาก แต่หากคุณไม่ได้มีการป้องกันตัวเองด้วยวิธีใดเลย คุณควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ รีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อขอรับบริการยาเป๊ป ยาเป๊ป (PEP) เป็นยาต้านฉุกเฉิน สำหรับคนที่มีความเสี่ยงต่อเอชไอวี ในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัยกับคนที่มีเชื้อเอชไอวีหรือถุงยางอนามัยแตกรั่วในระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ รวมไปถึง ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถูกข่มขืน หรือถูกอุบัติเหตุเข็มทิ่มตำในสถานพยาบาล หากเข้าข่ายดังที่กล่าวมานี้ ควรติดต่อสถานพยาบาลที่ให้บริการยาเป๊ป (PEP) โดยเร็ว ซึ่งการรับประทานยาเป๊ปจะใช้เวลาประมาณ 28 วัน หรือตามแพทย์สั่งจ่ายยาให้ โดยการทำงานของยาเป๊ป คือ…

  • เราควรตรวจเอชไอวีบ่อยแค่ไหน?

    เอชไอวีเป็นโรคหลักๆที่ แพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ฉะนั้นถ้าจะประเมินว่าควรตรวจบ่อยแค่ไหน ให้ประเมินจากพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ของแต่ละคนจะดีที่สุด เพราะเอชไอวีไม่ใช่โรคที่อยู่ ๆ จะติดมาเลยเพียงแค่สัมผัสร่างกายคนอื่น แต่ช่องทางการติดจะมาจาก เพศสัมพันธ์ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัย และการใช้เข็มฉีดยาซ้ำเป็นหลัก ช่องทางอื่นจะมาจากการที่สารคัดหลั่งใด ๆ เข้าสู่ร่างกายผ่านแผลสดขนาดใหญ่ หรือการรับเลือดของผู้มีเชื้อ แต่สองช่องทางนี้จะมีโอกาสได้น้อยมาก ทำให้เพศสัมพันธ์ยังเป็นช่องทางหลักของการแพร่เชื้อเอชไอวี ฉะนั้นหากใครที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์บ่อยมากนัก หรือมีกับคน ๆ เดียวที่คุ้นเคยกันดี ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจเอชไอวีมากนัก อาจจะตรวจแค่ครึ่งปีครั้ง หรือปีละครั้งเลยก็ได้ เพราะถือว่าไม่ได้มีความเสี่ยงรับเชื้อ แต่สำหรับคนที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยกับคนที่ไม่รู้สถานะผลเลือด ควรเข้าตรวจเอชไอวีเพื่อรับยา PrEP ไปทานเพื่อป้องกันเอชไอวีจะดีที่สุด เพราะจะได้ไม่ต้องตรวจเอชไอวีบ่อยด้วย ที่ต้องตรวจจะมีแค่ช่วงก่อนรับยาไปทานและหลังทานยาครบในครั้งที่ 1 หรือ 2 เท่านั้น หลังจากครั้งที่ 3 เป็นต้นไปแพทย์อาจตัดสินใจจ่ายยาได้เลยโดยที่ไม่ต้องผ่านการตรวจเลือดการตรวจเอชไอวีถือเป็นเรื่องดีเพราะหากตรวจพบจะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันที แต่ถ้าเป็นไปได้ให้ป้องกันตัวเองด้วยยา PrEP ก่อนติดเชื้อแต่แรกจะดีกว่า เพราะการป้องกันโรคย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของเอชไอวีที่ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ เมื่อไรที่เราควรไปตรวจ เอชไอวี? เอชไอวีถือเป็นโรคที่ไม่ได้ติดง่ายมากนัก เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อโอกาสการติดเชื้อของแต่ละคน เช่น ปริมาณของเชื้อต้นทาง ช่องทางการรับเชื้อ สภาพแวดล้อมที่เชื้อสามารถอยู่ได้ ฯลฯ ฉะนั้นหากจะประเมินว่าควรไปตรวจเอชไอวีหรือไม่ ให้ประเมินจากความเสี่ยงตนอาจได้รับมาก่อนหน้าดีกว่า เช่น ความเสี่ยงจากเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย…

  • แคมเปญ U=U และ Me เปลี่ยนทัศนคติต่อเอชไอวีในประเทศไทย

    มูลนิธิ Love Foundation ได้เปิดตัวแคมเปญ “U=U และ Me” (https://uuandme.org/) เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการรักษาเอชไอวี และลดการตีตราผู้ติดเชื้อในสังคมไทย โดยแคมเปญนี้ มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยต่อเอชไอวี โดยมุ่งหวังที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคนี้และสนับสนุนให้ผู้ติดเชื้อสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ การเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง และการสนับสนุนจากชุมชนทำให้สามารถลดความกลัว และการตีตราในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่มีความเข้าใจ และยอมรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีมากขึ้น