รู้ให้ชัด! เชื้อเอชไอวีติดต่อทางไหน และไม่ติดต่อทางไหน
|

รู้ให้ชัด! เชื้อเอชไอวีติดต่อทางไหน และไม่ติดต่อทางไหน

แม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยจะมีความรู้เกี่ยวกับเอชไอวี (HIV) เพิ่มมากขึ้น แต่ความเข้าใจผิดเรื่องการแพร่เชื้อเอชไอวี ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคม หลายคนยังเข้าใจว่าเอชไอวีสามารถติดต่อผ่านการใช้แก้วน้ำร่วมกัน หรือแม้แต่การจับมือ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง การขาดข้อมูลที่ถูกต้องไม่เพียงแต่สร้างความกลัวโดยไม่จำเป็น ยังเป็นการซ้ำเติมการตีตรา และเลือกปฏิบัติกับผู้ติดเชื้อโดยไม่เป็นธรรม

รู้ให้ชัด! เชื้อเอชไอวีติดต่อทางไหน และไม่ติดต่อทางไหน

เอชไอวี คืออะไร? เข้าใจไวรัสร้ายที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

เอชไอวี (HIV: Human Immunodeficiency Virus) คือ ไวรัสที่มีผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ โดยเฉพาะการโจมตีเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 (T-helper cells) ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการป้องกัน และต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ในร่างกาย เมื่อเซลล์ CD4 ถูกทำลายลงเรื่อย ๆ ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลง จนไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อหรือควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง การติดเชื้อเอชไอวีจะลุกลามเข้าสู่ระยะสุดท้ายที่เรียกว่า โรคเอดส์ (AIDS: Acquired Immunodeficiency Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรง ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น วัณโรค เชื้อราในปอด หรือมะเร็งบางชนิดที่มักไม่เกิดในคนทั่วไปที่มีภูมิคุ้มกันสมบูรณ์

Love2test

การรักษาเอชไอวีในปัจจุบัน

ข่าวดีคือในปัจจุบัน การรักษาด้วย ยาต้านไวรัส หรือที่เรียกว่า ART (Antiretroviral Therapy) ได้รับการพัฒนาไปไกลมาก ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ และเริ่มรับประทานยา ART อย่างสม่ำเสมอ สามารถลดปริมาณไวรัสในร่างกายจนถึงระดับที่เรียกว่า “ตรวจไม่พบ” (Undetectable viral load)

เมื่อไวรัสอยู่ในระดับต่ำมากจนไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ทั่วไป ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องสุขภาพของผู้ติดเชื้อเอง แต่ยังช่วยลดโอกาสในการแพร่เชื้อให้ผู้อื่นผ่านการมีเพศสัมพันธ์ลงจนแทบเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียกว่า U=U (Undetectable = Untransmittable)

“ChatLove2test"

ผู้ติดเชื้อที่รับการรักษาอย่างต่อเนื่องสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี ใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีอายุยืนเท่าคนทั่วไป มีคู่ครอง มีลูก และทำงานในสังคมได้เช่นเดียวกับผู้ที่ไม่มีเชื้อ

การแพร่เชื้อเอชไอวีเกิดขึ้นได้อย่างไร?

การติดต่อของเชื้อเอชไอวีไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด เพราะไวรัสชนิดนี้ไม่สามารถอยู่รอดได้นานในสภาพแวดล้อมภายนอก และไม่สามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสทั่วไป เช่น การกอด จับมือ หรือการใช้ห้องน้ำร่วมกัน

“PrEPLove2test"

การแพร่เชื้อเอชไอวีจากคนหนึ่งสู่อีกคน จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการพร้อมกัน ได้แก่

  1. มีเชื้อเอชไอวีในร่างกายของผู้แพร่เชื้อ ผู้ที่เป็นพาหะหรือมีเชื้อเอชไอวีในเลือด ไม่ว่าจะเป็นระยะเริ่มต้นหรือระยะเรื้อรัง หากยังไม่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสหรือไม่ได้ควบคุมระดับไวรัสให้อยู่ในเกณฑ์ตรวจไม่พบ ก็มีโอกาสที่เชื้อจะถูกถ่ายทอดไปยังผู้อื่น
  2. มีของเหลวจากร่างกายที่มีเชื้อในปริมาณสูง ของเหลวในร่างกายที่สามารถมีเชื้อเอชไอวีในปริมาณมากและสามารถแพร่เชื้อได้จริง ได้แก่:เลือด
    • น้ำอสุจิ
    • สารคัดหลั่งจากช่องคลอด
    • สารหล่อลื่นจากทวารหนัก
    • น้ำนมแม่
    • ของเหลวเหล่านี้สามารถเป็นพาหะนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายของอีกคนได้ หากมีการสัมผัสผ่านช่องทางที่มีความเสี่ยง
  3. เชื้อเข้าสู่ร่างกายของผู้รับผ่านช่องทางที่เปิด หรือบอบบาง ช่องทางที่เชื้อเอชไอวีสามารถเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่
    • เยื่อบุอ่อนของอวัยวะเพศ ช่องคลอด ทวารหนัก หรือช่องปาก
    • แผลเปิด หรือรอยถลอกบนผิวหนัง
    • การฉีดยาเข้าหลอดเลือดโดยใช้เข็มร่วมกัน
      การถ่ายเลือด หรือปลูกถ่ายอวัยวะจากผู้ที่มีเชื้อ (ในกรณีที่ไม่มีการตรวจกรองอย่างเข้มงวด

หากไม่มีครบทั้ง 3 เงื่อนไขข้างต้น ความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีจะต่ำหรือแทบไม่มีเลย

ช่องทางที่เอชไอวีสติดต่อได้จริง

ช่องทางที่เอชไอวีสติดต่อได้จริง

การติดเชื้อเอชไอวีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการถ่ายเทของของเหลวที่มีเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านช่องทางที่มีความเสี่ยง ซึ่งมีช่องทางหลักดังนี้

  • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
    • รวมถึงเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก และช่องปาก
    • ความเสี่ยงสูงที่สุดคือเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก เนื่องจากเยื่อบุบาง ฉีกขาดง่าย
    • การมีแผลในช่องปากหรืออวัยวะเพศจะยิ่งเพิ่มโอกาสการติดเชื้อ
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
    • พบบ่อยในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด
    • หากเข็มมีเลือดของผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี แม้ปริมาณเล็กน้อย ก็สามารถนำเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดได้ทันที
    • นอกจากยาเสพติด ยังรวมถึงกิจกรรมอื่นๆ เช่น การสัก ฝังเข็ม เจาะร่างกาย ที่ใช้อุปกรณ์ไม่สะอาด
  • การติดเชื้อจากแม่สู่ลูก
    • เกิดได้ใน 3 ช่วงคือ: ขณะตั้งครรภ์, ระหว่างคลอด, และช่วงให้นม
    • หากแม่ไม่ได้รับยาต้านไวรัส โอกาสที่ทารกจะติดเชื้ออยู่ระหว่าง 15–45%
    • แต่หากแม่ได้รับการดูแลด้วย ART อย่างเหมาะสม โอกาสจะลดลงเหลือน้อยกว่า 1%
  • การรับเลือดหรือผลิตภัณฑ์เลือดที่ปนเปื้อนเชื้อ
    • ในประเทศที่มีการคัดกรองเลือดไม่ทั่วถึง อาจยังมีความเสี่ยง
    • การปลูกถ่ายอวัยวะจากผู้ติดเชื้อโดยไม่ทราบสถานะเอชไอวี ก็เป็นอีกช่องทาง
    • ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบคัดกรองที่เข้มงวด ความเสี่ยงจึงต่ำมาก

ของเหลวในร่างกายที่สามารถแพร่เชื้อเอชไอวีได้

ของเหลวในร่างกายที่มีเชื้อเอชไอวีในปริมาณสูงเพียงพอที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ มีดังนี้

  • เลือด เป็นของเหลวที่มีความเข้มข้นของไวรัสมากที่สุด การสัมผัสเลือดโดยตรงผ่านแผลเปิด หรือการใช้เข็มร่วมกัน มีความเสี่ยงสูงมาก
  • น้ำอสุจิ พบในผู้ชาย สามารถแพร่เชื้อได้หากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหากมีแผลในอวัยวะเพศ หรือภาวะอักเสบ
  • สารคัดหลั่งจากช่องคลอด มีความเสี่ยงเช่นเดียวกับน้ำอสุจิ โดยเฉพาะหากเข้าสู่เยื่อบุที่อ่อนบางของคู่นอน
  • น้ำหล่อลื่นจากทวารหนัก (rectal mucus) สามารถมีไวรัสได้ โดยเฉพาะหากมีแผล หรือรอยถลอกในบริเวณดังกล่าว การใช้ถุงยางอนามัย และสารหล่อลื่นที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงได้
  • น้ำนมแม่ สามารถแพร่เชื้อไปยังทารกที่ดูดนมได้ หากแม่มีไวรัสในระดับสูงและไม่ได้รับการรักษา

ของเหลวในร่างกายที่ไม่สามารถแพร่เชื้อเอชไอวี

ของเหลวต่อไปนี้อาจมีไวรัสอยู่ในปริมาณเล็กน้อย แต่ไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อในชีวิตประจำวัน

  • น้ำลาย
  • น้ำตา
  • ปัสสาวะ
  • เหงื่อ
  • อุจจาระ

ดังนั้น การจูบ จับมือ ใช้ห้องน้ำร่วมกัน หรือแม้แต่กินอาหารร่วมกันกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ไม่ทำให้ติดเชื้ออย่างแน่นอน

ความเข้าใจผิด! พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ทำให้ติดเชื้อเอชไอวี

ความเข้าใจผิด! พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ทำให้ติดเชื้อเอชไอวี

  • การกอด จับมือ หรือใช้ชีวิตร่วมกัน การสัมผัสทางกาย เช่น กอด จับมือ หรือการใช้ห้องน้ำร่วมกัน ไม่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เพราะไม่มีการแลกเปลี่ยนของเหลวที่มีเชื้อ
  • การใช้ภาชนะร่วมกัน การกินข้าว ใช้แก้วน้ำ ช้อนส้อม ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ เพราะเอชไอวีไม่สามารถอยู่รอดในสภาพแวดล้อมภายนอกได้
  • การจูบแบบปิดปาก (ไม่มีน้ำลาย หรือเลือด) เอชไอวีไม่สามารถแพร่ผ่านน้ำลายเพียงอย่างเดียว การจูบที่ไม่มีการแลกเลือด หรือแผลในปาก ถือว่าไม่มีความเสี่ยง
  • การถูกแมลงกัด เอชไอวีไม่สามารถแพร่ผ่านทางยุง หรือแมลงอื่นๆ ได้ เพราะแมลงไม่สามารถเป็นพาหะของไวรัสชนิดนี้
  • การทำงานร่วมกับผู้ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ในออฟฟิศเดียวกัน เรียนด้วยกัน หรือร่วมกิจกรรมต่างๆ กับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ไม่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อแต่อย่างใด

 ทำไมต้องเข้าใจช่องทางการติดต่อเอชไอวีอย่างถูกต้อง?

การเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแพร่เชื้อเอชไอวีไม่ใช่แค่เรื่องของข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเชิงสังคมอย่างรุนแรง ความเข้าใจผิดเหล่านี้นำไปสู่การตีตรา การรังเกียจ และการเลือกปฏิบัติกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทั้งที่ผู้ติดเชื้อจำนวนมากสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติได้ หากได้รับการรักษาที่เหมาะสม

เมื่อสังคมยังเต็มไปด้วยความเชื่อผิดๆ เช่น คิดว่าเอชไอวีติดต่อได้จากการจับมือ ใช้แก้วน้ำร่วมกัน หรือการนั่งใกล้กัน ผู้ติดเชื้อจำนวนไม่น้อยจึงเลือกที่จะไม่เปิดเผยสถานะของตนเอง ด้วยความกลัวว่าจะถูกตัดสิน กลั่นแกล้ง หรือแม้กระทั่งถูกปฏิเสธจากครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน

ความกลัวที่ไม่สมเหตุสมผลเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการเข้ารับการตรวจ การรักษา และการใช้ชีวิตในสังคมอย่างปกติ ทั้งที่ความจริงคือ หากผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้รับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ จนไวรัสในเลือดลดลงจนตรวจไม่พบ (Undetectable) พวกเขาจะไม่สามารถแพร่เชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้เลย ซึ่งเป็นหลักฐานที่ได้รับการยืนยันจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC)

ดังนั้น การให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สังคมจึงเป็นกุญแจสำคัญ ไม่เพียงแต่เพื่อการป้องกันตนเองจากความเสี่ยง แต่ยังช่วยลดอคติ และสร้างสังคมที่เข้าใจผู้มีเชื้ออย่างแท้จริง

ข้อควรทำเพื่อป้องกันเอชไอวีอย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณหรือคนรอบตัวมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี การป้องกันด้วยวิธีที่ถูกต้องคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้อย่างชัดเจน โดยควรปฏิบัติดังนี้

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือช่องปาก ถุงยางช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรใช้ถุงยางอนามัยที่ได้มาตรฐาน และเปลี่ยนใหม่ทุกครั้งที่มีคู่นอนใหม่
  • ใช้ PrEP (ยาเพร็พ) หากมีพฤติกรรมเสี่ยงสูง เพราะ PrEP คือ ยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีที่สามารถกินล่วงหน้าได้ก่อนมีพฤติกรรมเสี่ยง เหมาะสำหรับผู้ที่มีคู่นอนหลายคน หรือมีคู่นอนที่ไม่ทราบสถานะเอชไอวี
  • ตรวจเลือดเอชไอวีเป็นประจำทุก 3–6 เดือน การตรวจเป็นประจำช่วยให้ทราบสถานะเร็ว หากติดเชื้อจะสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที ยังเป็นการรับผิดชอบต่อคู่ของคุณและป้องกันการแพร่เชื้อในอนาคต
  • หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น รวมถึงการสัก ฝังเข็ม หรือเจาะร่างกาย ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์สะอาดและปลอดเชื้อ หากคุณอยู่ในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด ควรเข้าร่วมโปรแกรมลดอันตราย เช่น การแจกเข็มสะอาด (Harm Reduction)
  • ปรึกษาแพทย์หากเกิดเหตุการณ์เสี่ยง เช่น ถุงยางแตก, มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันกับคนที่มีสถานะไม่แน่ชัด, หรือกรณีที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ PEP (ยาต้านฉุกเฉิน) ซึ่งต้องเริ่มกินภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากเหตุการณ์

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์

เสี่ยง – ไม่เสี่ยงก็ต้องตรวจเอชไอวี

การติดเชื้อเอชไอวีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการถ่ายเทของของเหลวในร่างกายที่มีเชื้อผ่านช่องทางเสี่ยง เช่น เพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ใช้เข็มร่วมกัน หรือการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ส่วนการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับผู้ติดเชื้อ เช่น การกอด การจับมือ การกินข้าวร่วมกัน ไม่สามารถทำให้ติดเชื้อเอชไอวีได้

การรู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่เพียงช่วยปกป้องตัวคุณเองจากการติดเชื้อ แต่ยังช่วยขจัดความกลัว ความรังเกียจ และการตีตราที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ติดเชื้ออีกด้วย

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HIV Transmission. Information on how HIV is spread through blood, semen, vaginal fluids, and breast milk. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics/transmission.html
  • World Health Organization (WHO). HIV/AIDS Fact Sheet. Global overview of HIV transmission, prevention, and treatment. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hiv-aids
  • HIV.gov. How Is HIV Transmitted? Overview of bodily fluids and activities that can spread HIV. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.hiv.gov/hiv-basics/overview/about-hiv-and-aids/how-is-hiv-transmitted
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลเกี่ยวกับเอชไอวีและเอดส์ การติดเชื้อ การป้องกัน และแนวทางการดูแล. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=23
  • มูลนิธิเข้าถึงเอดส์. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวี ช่องทางการติดต่อ และการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.aidsaccess.com

Similar Posts

  • |

    เมื่อเด็กติดเชื้อเอชไอวี ความท้าทาย และการดูแลที่ครอบครัวควรรู้

    เอชไอวี (HIV) ไม่ได้เป็นโรคที่พบเฉพาะในผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเด็กทั่วโลก โดยเฉพาะการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกในระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด หรือการให้นมบุตร เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีตั้งแต่วัยเยาว์ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม การดูแลเด็กเหล่านี้จึงต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือจากครอบครัว แพทย์ และชุมชน เราจะมาทำความเข้าใจว่าเอชไอวีในเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร ความท้าทายที่ต้องเผชิญมีอะไรบ้าง และครอบครัวควรดูแล และสนับสนุนเด็กอย่างไรเพื่อให้พวกเขาเติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี

  • ความเครียดทางอารมณ์ ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี

    เอชไอวีและ ความเครียดทางอารมณ์ มีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง โดยผู้ที่มีเชื้อจะมีความเสี่ยงสูงต่ออาการที่จะนำความเครียดทางอารมณ์มาสู่สภาพจิตใจ บทความนี้ จะอธิบายถึงความเสียหายในการมีความเครียดทางอารมณ์ที่มาพร้อมกับเชื้อไวรัสเอชไอวี และกล่าวถึงความสำคัญ ของการขจัดสิ่งนี้ออกไป เพื่อปรับปรุงสุขภาพจิตของผู้ที่มีเชื้อให้ดีขึ้น

  • การตีตรา โรคติดต่อทางเพศ

    การตีตรา เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นปัญหาสังคมที่แพร่หลายและมีผลกระทบสําคัญ มุมมองเชิงลบและการตัดสินที่เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศ ส่งเสริมความหวาดกลัว ความอับอาย และไม่กล้าเปิดเผยกับแพทย์เพื่อเข้าสู่การตรวจวินิจฉัย การตีตรา อาจทําให้หลายคนหลีกเลี่ยงที่จะเข้าสู่กระบวนการรักษา ซึ่งนําไปสู่การแพร่กระจายของการติดเชื้อ และภาวะแทรกซ้อนด้านสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้ การเลือกปฏิบัติสร้างปัญหาทางอารมณ์ และความโดดเดี่ยวให้กับผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศ และกระทบต่อผลลัพธ์ด้านสาธารณสุขในการดูแลสุขภาพ การเอาชนะการตีตราเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต้องได้รับการศึกษา ความเข้าใจ และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่สนับสนุน และไม่ตัดสิน ส่งเสริมการให้ความรู้สาธารณะ การเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง และการดูแลสุขภาพทางเพศที่ครอบคลุม

  • |

    วิธีกิน ยาเพร็พป้องกันเอชไอวี แบบรายวันและแบบ On-Demand

    วิธีกินยาเพร็พป้องกันเอชไอวี แบบรายวันและแบบ On-Demand (2-1-1) ต่างกันอย่างไร เหมาะกับใคร ประสิทธิภาพสูงแค่ไหน ขั้นตอนก่อนเริ่มยา ผลข้างเคียง อัปเดตครบในบทความเดียว

  • การรักษา HIV ด้วยยาต้านไวรัส

    การรักษาด้วยยาต้านไวรัส (ART) เป็นการรักษาโรคเอดส์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาร่วมกันเพื่อชะลอการลุกลามของไวรัส บทความนี้อธิบายว่า ART คืออะไร ทำงานอย่างไร และประโยชน์ของมัน

  • โรคฝีดาษลิง รู้ก่อนป้องกันก่อน

    โรคฝีดาษลิง โรคฝีดาษวานร  หรือไข้ทรพิษลิง  (Monkeypox)  เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งเกิดจากไวรัสในตระกูลเดียวกันกับไวรัสโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ พบในสัตว์ ตระกูลลิง และสัตว์ฟันแทะ ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการรักษาหรือมีวัคซีนป้องกันโดยเฉพาะ แต่สามารถควบคุมการระบาดได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ ที่สามารถช่วยป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ประมาณ 85% ซึ่งการแพร่ระบาดของโลกฝีดาษ พบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ ร้อยละ 99 % เป็นผู้ชาย โดยติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้หลายคนให้ความสนใจและวิตกกังวลเป็นอย่างมาก