มีเซ็กซ์ครั้งเดียวไม่ป้องกัน โอกาสติดเชื้อเอชไอวีกี่เปอร์เซ็นต์?
หลายคนเชื่อว่าการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันหลายครั้ง หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงเป็นเวลานาน แต่ในความเป็นจริง การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อ HIV ได้ หากอีกฝ่ายมีเชื้อ และมีปัจจัยที่เอื้อต่อการแพร่เชื้อ
อย่างไรก็ตาม คำตอบไม่ได้ง่ายว่า มีเซ็กซ์ครั้งเดียวจะติดแน่นอน เพราะ โอกาสการติดเชื้อเอชไอวี ไม่ได้เท่ากันในทุกสถานการณ์ แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภทของเพศสัมพันธ์ สถานะการรักษาของผู้ติดเชื้อ การใช้ถุงยางอนามัย การมีแผลหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วม รวมถึงปริมาณไวรัสในร่างกายของผู้ที่มีเชื้อ

HIV ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างไร?
HIV เป็นไวรัสที่ติดต่อผ่านสารคัดหลั่งบางชนิด ได้แก่
- เลือด
- น้ำอสุจิ
- น้ำหล่อลื่นก่อนหลั่ง
- สารคัดหลั่งในช่องคลอด
- สารคัดหลั่งทางทวารหนัก
- น้ำนมแม่
เมื่อสารคัดหลั่งเหล่านี้สัมผัสกับเยื่อบุหรือเข้าสู่กระแสเลือดของอีกฝ่ายผ่านแผลขนาดเล็กที่มองไม่เห็น ก็อาจเกิดการติดเชื้อได้
แม้ว่าจะมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียว แต่หากมีองค์ประกอบที่เหมาะสมต่อการแพร่เชื้อ ก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน
มีเซ็กซ์ครั้งเดียวไม่ป้องกัน ติดเชื้อเอชไอวีได้จริงหรือ?
คำตอบคือ ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะติดเชื้อทุกครั้ง
หลายคนเข้าใจผิดว่าการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ต้องเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันหลายครั้งเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้ติดเชื้อ HIV ได้ หากอีกฝ่ายมีเชื้อ และมีปัจจัยที่เอื้อต่อการแพร่เชื้อ
อย่างไรก็ตาม HIV ไม่ได้ติดต่อได้ง่ายเท่ากับโรคทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดหรือโควิด-19 การติดเชื้อขึ้นอยู่กับ ความน่าจะเป็น (Probability) และปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลต่อโอกาสการแพร่เชื้อในแต่ละครั้ง
ปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยงในการติดเชื้อเพิ่มขึ้น ได้แก่
- คู่มีเชื้อ HIV และยังไม่ได้รับการรักษา ทำให้มีปริมาณไวรัสในร่างกายสูง และสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายกว่า
- ผู้ติดเชื้อมีปริมาณไวรัส (Viral Load) สูง โดยเฉพาะในช่วงติดเชื้อระยะแรกหรือผู้ที่ยังไม่ได้รับยาต้านไวรัส
- ไม่มีการใช้ถุงยางอนามัย ทำให้สารคัดหลั่งที่อาจมีเชื้อสัมผัสกับเยื่อบุของอีกฝ่ายโดยตรง
- มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วม เช่น ซิฟิลิส หนองใน เริม หรือแผลริมอ่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลหรือการอักเสบ เพิ่มโอกาสที่เชื้อ HIV จะเข้าสู่ร่างกาย
- มีแผล เลือดออก หรือเยื่อบุอักเสบ บริเวณอวัยวะเพศ ช่องคลอด หรือทวารหนัก แม้เป็นแผลขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงได้
- ประเภทของเพศสัมพันธ์ โดยการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักมีความเสี่ยงสูงกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด เนื่องจากเยื่อบุทวารหนักมีความบอบบาง และเกิดการฉีกขาดได้ง่ายกว่า
แม้ว่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นจากปัจจัยเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะติดเชื้อทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เพราะโอกาสในการติดเชื้อเป็นผลจากหลายปัจจัยประกอบกัน
หากคู่มีเชื้อแต่รักษาจนตรวจไม่พบเชื้อ ยังเสี่ยงหรือไม่?
ในทางกลับกัน หากคู่ของคุณเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี แต่ รับประทานยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy: ART) อย่างสม่ำเสมอ จนสามารถควบคุมปริมาณไวรัสให้อยู่ในระดับที่ตรวจไม่พบ (Undetectable Viral Load) และคงระดับดังกล่าวอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน ความเสี่ยงในการแพร่เชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์จะ เท่ากับศูนย์
หลักการนี้เรียกว่า U=U (Undetectable = Untransmittable) หรือ ตรวจไม่พบเชื้อ เท่ากับ ไม่แพร่เชื้ ซึ่งได้รับการยืนยันจากงานวิจัยระดับนานาชาติหลายการศึกษาที่ติดตามคู่รักหลายพันคู่เป็นเวลาหลายปี โดยไม่พบการถ่ายทอดเชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์เมื่อผู้ติดเชื้อสามารถควบคุม Viral Load ให้อยู่ในระดับตรวจไม่พบได้อย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้ การตรวจหาเชื้อ HIV อย่างสม่ำเสมอ การเข้าถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัส และการรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นทั้งการดูแลสุขภาพของผู้ติดเชื้อเอง และเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันการแพร่เชื้อสู่คู่นอนอีกด้วย
โอกาสติดเชื้อเอชไอวี กี่เปอร์เซ็นต์จากการมีเพศสัมพันธ์ 1 ครั้ง
ข้อมูลจาก CDC และ WHO ระบุว่าความเสี่ยงต่อครั้ง (Per-act Risk) มีความแตกต่างกันตามลักษณะของเพศสัมพันธ์
| ประเภทการมีเพศสัมพันธ์ | ความเสี่ยงโดยประมาณต่อการมีเพศสัมพันธ์ 1 ครั้ง |
| รับทางทวารหนัก (Bottom) | ประมาณ 1.38% |
| สอดใส่ทางทวารหนัก (Top) | ประมาณ 0.11% |
| รับทางช่องคลอด (ผู้หญิง) | ประมาณ 0.08% |
| สอดใส่ทางช่องคลอด (ผู้ชาย) | ประมาณ 0.04% |
| ออรัลเซ็กซ์ | ต่ำมาก จนแทบไม่มีรายงานในหลายสถานการณ์ |
หมายเหตุ ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยจากการศึกษาทางระบาดวิทยา ไม่ใช่โอกาสที่แน่นอนของแต่ละบุคคล

ทำไมความเสี่ยงของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน?
แม้ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันเหมือนกัน แต่ โอกาสในการติดเชื้อ HIV ของแต่ละคนไม่ได้เท่ากัน เพราะการแพร่เชื้อขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ใช่เพียงจำนวนครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เท่านั้น การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง และสามารถวางแผนป้องกันหรือเข้ารับการดูแลได้อย่างเหมาะสม
ผู้ที่มีเชื้อได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสหรือไม่
ปัจจัยที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ สถานะการรักษาของผู้ที่มีเชื้อ HIV
หากผู้ติดเชื้อรับประทานยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy: ART) อย่างสม่ำเสมอ และสามารถควบคุมปริมาณไวรัสในเลือดจน ตรวจไม่พบเชื้อ (Undetectable Viral Load) อย่างต่อเนื่องตามเกณฑ์ทางการแพทย์ ความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์จะ เท่ากับศูนย์
หลักการนี้เป็นที่รู้จักทั่วโลกในชื่อ U=U (Undetectable = Untransmittable) หมายความว่า ตรวจไม่พบเชื้อ เท่ากับ ไม่แพร่เชื้อ โดยได้รับการยืนยันจากงานวิจัยขนาดใหญ่หลายการศึกษาที่ติดตามคู่รักหลายพันคู่เป็นเวลาหลายปี และไม่พบการถ่ายทอดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เมื่อผู้ติดเชื้อมี Viral Load ที่ตรวจไม่พบอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม หากผู้ติดเชื้อ
- ยังไม่ได้เริ่มรักษา
- รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ
- หยุดยาเอง
- หรือยังมีปริมาณไวรัสสูง
โอกาสในการแพร่เชื้อจะเพิ่มขึ้นตามระดับของไวรัสในร่างกาย
มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วม
การติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงในการติด HIV ทั้งในผู้ที่มีเชื้อ และผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ
โรคที่พบบ่อย ได้แก่
- ซิฟิลิส
- หนองใน
- หนองในเทียม
- เริมที่อวัยวะเพศ
- แผลริมอ่อน
- เชื้อ HPV ที่ทำให้เกิดแผลหรือหูดบริเวณอวัยวะเพศในบางกรณี
โรคเหล่านี้อาจทำให้เกิด
- แผลบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก
- การอักเสบของเยื่อบุ
- มีหนองหรือสารคัดหลั่งเพิ่มขึ้น
- เลือดออกจากแผลขนาดเล็ก
เมื่อเยื่อบุเกิดการอักเสบ ร่างกายจะส่งเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น CD4 T cells ซึ่งเป็นเซลล์เป้าหมายของ HIV เข้ามายังบริเวณนั้นมากขึ้น ทำให้ไวรัสสามารถเข้าสู่ร่างกาย และเริ่มการติดเชื้อได้ง่ายกว่าเดิม
ดังนั้น ผู้ที่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วมจึงมีความเสี่ยงในการติด HIV สูงกว่าผู้ที่ไม่มีโรคเหล่านี้
มีเลือดออกหรือบาดแผลบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก
หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องเป็นแผลขนาดใหญ่จึงจะมีความเสี่ยง แต่ในความเป็นจริง แผลขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็เพียงพอให้เชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายได้
ตัวอย่างของภาวะที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่
- แผลถลอกจากการเสียดสีระหว่างมีเพศสัมพันธ์
- รอยฉีกขาดเล็ก ๆ ของเยื่อบุช่องคลอดหรือทวารหนัก
- เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
- แผลจากการโกนขนบริเวณอวัยวะเพศ
- แผลจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก เยื่อบุมีความบาง และเกิดการฉีกขาดได้ง่ายกว่าช่องคลอด จึงเป็นเหตุผลที่ความเสี่ยงในการติด HIV จากการรับทางทวารหนักสูงกว่ารูปแบบอื่น
ปริมาณไวรัส (Viral Load) ของผู้ติดเชื้อ
Viral Load คือ ปริมาณเชื้อ HIV ที่อยู่ในเลือด และสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ ยิ่งมีปริมาณไวรัสมาก โอกาสในการแพร่เชื้อก็ยิ่งสูง
ช่วงที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดคือ ระยะการติดเชื้อเฉียบพลัน (Acute HIV Infection) ซึ่งมักเกิดในช่วงประมาณ 2–4 สัปดาห์แรกหลังได้รับเชื้อ
ในระยะนี้
- ปริมาณไวรัสในเลือดสูงมาก
- ผู้ติดเชื้อจำนวนมากยังไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ
- ยังไม่ได้เริ่มการรักษา
- จึงสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายกว่าระยะเรื้อรังหลายเท่า
หลังจากเริ่มรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง Viral Load จะลดลงเรื่อย ๆ จนถึงระดับที่ตรวจไม่พบ ซึ่งช่วยลดการแพร่เชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง
การใช้ถุงยางอนามัยเป็นวิธีป้องกัน HIV ที่มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงได้ง่ายที่สุดวิธีหนึ่ง
เมื่อใช้ อย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ถุงยางอนามัยจะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกัน ไม่ให้สารคัดหลั่งที่อาจมีเชื้อ HIV สัมผัสกับเยื่อบุของอีกฝ่าย
นอกจากช่วยลดความเสี่ยงในการติด HIV แล้ว ยังช่วยลดการแพร่กระจายของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น
- ซิฟิลิส
- หนองใน
- หนองในเทียม
- เริม (ลดความเสี่ยงได้ แม้ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด)
- ไวรัสตับอักเสบบี
อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของถุงยางอนามัยขึ้นอยู่กับการใช้งานที่ถูกต้อง เช่น
- เลือกขนาดที่เหมาะสม
- ตรวจวันหมดอายุ
- ใส่ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์
- ใช้สารหล่อลื่นที่เหมาะสม โดยเฉพาะในการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
- เปลี่ยนถุงยางใหม่ทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์หรือเปลี่ยนช่องทางการมีเพศสัมพันธ์
หากถุงยางแตก หลุด หรือรั่วระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ควรรีบประเมินความเสี่ยงกับบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อพิจารณาความจำเป็นในการใช้ PEP (Post-Exposure Prophylaxis) ซึ่งควรเริ่มภายใน 72 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุการณ์เสี่ยง
มีเซ็กซ์ไม่ป้องกันครั้งเดียว ต้องกิน PEP หรือไม่?
หากเกิดเหตุการณ์เสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจประเมินว่าควรใช้ PEP (Post-Exposure Prophylaxis) หรือไม่
PEP คือ ยาต้านไวรัสสำหรับป้องกันการติดเชื้อหลังได้รับความเสี่ยง โดยต้องเริ่ม ภายใน 72 ชั่วโมง และยิ่งเริ่มเร็วเท่าไร ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจาก 72 ชั่วโมง ประสิทธิภาพจะลดลงอย่างมาก และโดยทั่วไปไม่แนะนำให้เริ่มยา
หลังมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน ควรตรวจเอชไอวี เมื่อไร?
การตรวจขึ้นกับชนิดของชุดตรวจ โดยทั่วไป
- ตรวจทันที เพื่อเป็นค่าเริ่มต้น
- ตรวจซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์
- ชุดตรวจรุ่นที่ 4 สามารถตรวจได้ตั้งแต่ประมาณ 2–6 สัปดาห์หลังความเสี่ยง และผลที่ 6 สัปดาห์มีความแม่นยำสูง
- อาจตรวจยืนยันอีกครั้งที่ 3 เดือนในบางกรณีตามแนวทางหรือการประเมินของแพทย์
อาการหลังมีเพศสัมพันธ์ครั้งเดียว บอกได้หรือไม่ว่าติดเชื้อเอชไอวี
หลายคนเริ่มมีอาการ
- ไข้
- เจ็บคอ
- ต่อมน้ำเหลืองโต
- ผื่น
ภายในไม่กี่วัน แล้วกังวลว่าติด HIV ความจริงคือ อาการเหล่านี้ไม่สามารถใช้วินิจฉัย HIV ได้ เพราะเกิดได้จากโรคอื่นจำนวนมาก ผู้ติดเชื้อ HIV หลายคน ไม่มีอาการเลย ดังนั้น การตรวจ HIV เท่านั้น ที่สามารถยืนยันการติดเชื้อได้
หากคู่ของเราตรวจไม่พบเชื้อ ยังต้องกังวลหรือไม่?
หากคู่ของคุณ
- เป็นผู้ติดเชื้อ HIV
- รับประทานยาต้านไวรัสสม่ำเสมอ
- ตรวจ Viral Load ไม่พบอย่างต่อเนื่อง
โอกาสแพร่เชื้อผ่านเพศสัมพันธ์ เท่ากับศูนย์ หลักฐานนี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยขนาดใหญ่หลายการศึกษา และเป็นแนวทางที่องค์กรด้านสาธารณสุขทั่วโลกให้การยอมรับ

วิธีลดความเสี่ยงในอนาคต
แม้ว่าการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันเพียงครั้งเดียวอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV แต่ข่าวดีคือ ปัจจุบันมีวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพหลายรูปแบบ ซึ่งสามารถลดโอกาสการติดเชื้อได้อย่างมาก หากนำมาใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสม
ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอ ถือเป็นวิธีป้องกันการติดเชื้อ HIV ที่มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงได้ง่ายที่สุดวิธีหนึ่ง โดยถุงยางอนามัยจะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกัน ไม่ให้เลือด น้ำอสุจิ สารคัดหลั่งจากช่องคลอด หรือสารคัดหลั่งจากทวารหนัก สัมผัสกับเยื่อบุของอีกฝ่ายโดยตรง
นอกจากช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV แล้ว ถุงยางอนามัยยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น
- ซิฟิลิส
- หนองใน
- หนองในเทียม
- ไวรัสตับอักเสบบี
- เริม (ช่วยลดความเสี่ยง แม้ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด)
- เชื้อ HPV ในบางกรณี
เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ควรเลือกถุงยางอนามัยที่ได้มาตรฐาน ตรวจสอบวันหมดอายุ ใช้ทุกครั้งตั้งแต่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ และเปลี่ยนถุงยางใหม่ทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์หรือเปลี่ยนช่องทางการมีเพศสัมพันธ์
ใช้ PrEP หากมีความเสี่ยงต่อเนื่อง
PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) คือ ยาต้านไวรัสสำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ HIV แต่มีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ เช่น ผู้ที่มีคู่นอนติดเชื้อ HIV ที่ยังควบคุมไวรัสไม่ได้ ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน หรือผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยเป็นประจำ
เมื่อรับประทาน PrEP อย่างถูกต้อง และต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV จากการมีเพศสัมพันธ์ได้ มากกว่า 99%
อย่างไรก็ตาม PrEP ป้องกันเฉพาะการติดเชื้อ HIV เท่านั้น ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น เช่น ซิฟิลิส หนองใน หรือเริม ดังนั้น การใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยยังคงเป็นวิธีที่แนะนำ
ก่อนเริ่มใช้ PrEP ผู้รับบริการควรได้รับการตรวจ HIV การทำงานของไต และคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตามแนวทางมาตรฐาน รวมถึงติดตามผลเป็นระยะระหว่างการใช้ยา
ตรวจ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ
การตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอเป็นส่วนสำคัญของการป้องกัน และดูแลสุขภาพ เพราะผู้ติดเชื้อ HIV หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จำนวนมาก อาจไม่มีอาการในระยะแรก
ผู้ที่มีความเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะหาก
- มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
- มีคู่นอนหลายคน
- เปลี่ยนคู่นอนบ่อย
- มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- ใช้ PrEP หรือเพิ่งได้รับ PEP
การตรวจเป็นประจำช่วยให้ทราบผลได้เร็ว หากพบการติดเชื้อก็สามารถเริ่มการรักษาได้ทันที ซึ่งช่วยลดภาวะแทรกซ้อน ลดโอกาสแพร่เชื้อ และเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว
พูดคุยกับคู่นอน และตรวจสุขภาพร่วมกัน
การสื่อสารอย่างเปิดเผยกับคู่นอนเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพูดคุยเกี่ยวกับประวัติสุขภาพทางเพศ การตรวจ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงแนวทางการป้องกันก่อนมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถตัดสินใจร่วมกันบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง
หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ติดเชื้อ HIV การเข้ารับการรักษา และรับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องจนมี Viral Load ตรวจไม่พบ (Undetectable) จะช่วยป้องกันการแพร่เชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ตามหลัก U=U (Undetectable = Untransmittable)
การตรวจสุขภาพร่วมกันเป็นประจำยังช่วยสร้างความมั่นใจ ลดความวิตกกังวล และส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสุขภาพของทั้งสองฝ่าย
อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เข้าใจให้ชัด! PrEP On-Demand เหมาะกับใคร ใช้อย่างไรให้ได้ผล
PEP ยาป้องกันเอชไอวี “หลัง” สัมผัสเชื้อ ทานภายใน 72 ชั่วโมง
การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันเพียงครั้งเดียว สามารถทำให้ติด HIV ได้ แต่โอกาสการติดเชื้อขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นประเภทของเพศสัมพันธ์ ปริมาณไวรัสของคู่นอน การได้รับการรักษา การมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วม และการใช้มาตรการป้องกัน เช่น ถุงยางอนามัยหรือ PrEP
หากเพิ่งมีเหตุการณ์เสี่ยง ไม่ควรรอให้เกิดอาการ เพราะอาการไม่สามารถบอกได้ว่าติดเชื้อหรือไม่ การพบแพทย์โดยเร็วเพื่อประเมินการใช้ PEP ภายใน 72 ชั่วโมง และการตรวจ HIV ตามระยะเวลาที่เหมาะสม เป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยง และทำให้ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที
เอกสารอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HIV Risk Behaviors. ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีจากพฤติกรรมต่าง ๆ และการประมาณความเสี่ยงต่อครั้ง (Per-act Risk). [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/risk/index.html
- World Health Organization (WHO). HIV Fact Sheets. ข้อมูลเกี่ยวกับการแพร่เชื้อ การป้องกัน การตรวจ และการรักษาเอชไอวี. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hiv
- Joint United Nations Programme on HIV/AIDS (UNAIDS). Undetectable = Untransmittable (U=U). ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาจนตรวจไม่พบเชื้อและการไม่แพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และการใช้ยา PEP/PrEP ในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
- กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ความรู้เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://hp.anamai.moph.go.th



