โรคติดต่อทางเพศพุ่งสูง แต่คนใช้ถุงยางอนามัยลดลง? สัญญาณอันตรายที่ต้องจับตา
| |

โรคติดต่อทางเพศพุ่งสูง แต่คนใช้ถุงยางอนามัยลดลง? สัญญาณอันตรายที่ต้องจับตา

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กลับมาเป็นปัญหาสาธารณสุขที่น่ากังวลอีกครั้ง ทั้งในประเทศไทย และทั่วโลก หลายหน่วยงานด้านสุขภาพรายงานตรงกันว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ในขณะที่อัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้น กลับพบว่า การใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งเป็นวิธีป้องกันพื้นฐาน และมีประสิทธิภาพสูง กลับมีแนวโน้มลดลงในหลายกลุ่มประชากร

Love2test

คำถามสำคัญคือ ทำไมคนยุคใหม่จึงใช้ถุงยางอนามัยน้อยลง ทั้งที่ข้อมูลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เข้าถึงง่ายกว่าสมัยก่อน? และสถานการณ์นี้กำลังส่งสัญญาณอะไรต่อสังคมไทย?

โรคติดต่อทางเพศพุ่งสูง แต่คนใช้ถุงยางอนามัยลดลง? สัญญาณอันตรายที่ต้องจับตา

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กำลังเพิ่มขึ้นจริงหรือ?

คำตอบคือ จริง และเพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ทุกวันมีผู้ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รายใหม่มากกว่าหนึ่งล้าน คนทั่วโลก ขณะที่หลายประเทศพบการกลับมาระบาดของโรคที่เคยควบคุมได้ดี เช่น ซิฟิลิส หนองใน และหนองในเทียม

ประเทศไทยเองก็พบแนวโน้มที่คล้ายกัน โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่า อัตราผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 15–24 ปี

“ChatLove2test"

โรคที่พบเพิ่มขึ้นบ่อย ได้แก่

  • ซิฟิลิส
  • หนองในแท้
  • หนองในเทียม
  • เริมอวัยวะเพศ
  • หูดหงอนไก่
  • เอชไอวี (HIV)
  • ฝีมะม่วง
  • แผลริมอ่อน

หลายโรคอาจไม่มีอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ตัว และแพร่เชื้อต่อโดยไม่ตั้งใจ

“PrEPLove2test"

ทำไมคนใช้ถุงยางอนามัยน้อยลง?

แม้ถุงยางอนามัยจะเป็นอุปกรณ์ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เข้าถึงง่าย ราคาถูก และมีประสิทธิภาพสูง แต่ข้อมูลหลายแห่งกลับพบว่าอัตราการใช้งานลดลง โดยมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

  • คนรุ่นใหม่มองว่า HIV รักษาได้ ในอดีต HIV ถูกมองว่าเป็นโรคร้ายแรงที่น่ากลัวมาก แต่ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนทั่วไป หากได้รับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นข่าวดีทางการแพทย์ แต่ก็อาจทำให้บางคน ลดความระมัดระวัง และมองว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่อันตรายเหมือนเดิม หลายคนลืมไปว่า นอกจาก HIV ยังมีโรคอื่นอีกมากที่ยังสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพ เช่น ซิฟิลิสที่อาจทำลายระบบประสาท หรือ HPV ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งทวารหนัก
  • ความเชื่อผิด ๆ ว่า ดูสะอาดก็ปลอดภัย หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือ การตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอก หลายคนเชื่อว่า หากคู่ของตน ดูสะอาด สุภาพ หรือสุขภาพดี ก็ไม่น่ามีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งความจริงแล้วโรคจำนวนมากไม่มีอาการชัดเจน ผู้ติดเชื้ออาจไม่มีแผล ไม่มีผื่น ไม่มีตกขาวผิดปกติ และยังสามารถแพร่เชื้อได้
  • การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่วางแผน พฤติกรรมทางเพศที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน เช่น จากการดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด หรือการพบกันผ่านแอปหาคู่ อาจทำให้หลายคนไม่ได้เตรียมถุงยางอนามัยไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงสถานการณ์จริง จึงเลือก ไม่ใช้ มากกว่า หยุด
  • ความรู้สึกว่าถุงยางอนามัยลดความสุขบางคนรู้สึกว่าการใช้ถุงยางอนามัยทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลง หรือไม่เป็นธรรมชาติ จึงเลือกหลีกเลี่ยง ปัจจุบันแม้จะมีถุงยางอนามัยหลายรูปแบบ ทั้งบางพิเศษ ขนาดต่าง ๆ หรือแบบเพิ่มสัมผัส แต่ทัศนคตินี้ยังคงพบได้มาก
  • ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ PrEP PrEP คือยาป้องกันการติดเชื้อ HIV สำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงหากใช้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม บางคนเข้าใจผิดว่า เมื่อกิน PrEP แล้วไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยอีก ทั้งที่ PrEP ป้องกันได้เฉพาะ HIV แต่ไม่สามารถป้องกันโรคอื่น เช่น ซิฟิลิส หนองใน หรือ HPV

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่กำลังน่ากังวล

  • โรคซิฟิลิส โรคที่เคยลดลงในอดีตกำลังกลับมาระบาดอีกครั้ง โดยเฉพาะในวัยรุ่น และวัยทำงานระยะแรกอาจมีเพียงแผลเล็ก ๆ ที่ไม่เจ็บ ทำให้หลายคนมองข้าม หากไม่รักษา เชื้ออาจลุกลามไปยังสมอง หัวใจ และระบบประสาทได้
  • โรคหนองในแท้ และโรคหนองในเทียม มักมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีหนอง หรือปวดอุ้งเชิงกราน แต่บางรายไม่มีอาการ ปัญหาสำคัญคือ เชื้อบางชนิดเริ่มดื้อยาปฏิชีวนะ ทำให้รักษายากขึ้น
  • การติดเชื้อHPV และโรคหูดหงอนไก่ เชื้อ HPV เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยมาก หลายสายพันธุ์ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ ขณะที่บางสายพันธุ์เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง ทั้งผู้หญิง และผู้ชายสามารถติดเชื้อได้
  • การติดเชื้อเอชไอวี แม้การรักษาจะพัฒนาขึ้นมาก แต่ HIV ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด และยังส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาต่อเนื่อง

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

แม้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถเกิดได้กับทุกคน แต่บางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงกว่า เช่น

  • วัยรุ่น และนักศึกษา
  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
  • ผู้ที่ใช้แอปหาคู่บ่อย
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติดก่อนมีเพศสัมพันธ์
  • ผู้ที่ไม่เคยตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่ป้องกัน

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจแสดงอาการได้หลากหลาย เช่น

  • มีตุ่ม แผล หรือผื่นบริเวณอวัยวะเพศ
  • คัน แสบ หรือเจ็บ
  • มีตกขาวผิดปกติ
  • มีหนองจากอวัยวะเพศ
  • ปัสสาวะแสบขัด
  • เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
  • มีเลือดออกผิดปกติ
  • ต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณขาหนีบ

อย่างไรก็ตาม หลายโรค ไม่มีอาการ ดังนั้นแม้ไม่มีความผิดปกติ ก็ควรตรวจเมื่อมีความเสี่ยง

การไม่ใช้ถุงยางอนามัย ส่งผลกระทบมากกว่าที่คิด

การไม่ใช้ถุงยางอนามัย ส่งผลกระทบมากกว่าที่คิด

  • เสี่ยงติดเชื้อหลายโรคพร้อมกัน ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันอาจติดเชื้อได้มากกว่าหนึ่งชนิดในเวลาเดียวกัน เช่น HIV ร่วมกับซิฟิลิสหรือหนองใน
  • เพิ่มภาวะมีบุตรยาก หนองใน และหนองในเทียมสามารถทำให้เกิดการอักเสบในระบบสืบพันธุ์ จนนำไปสู่ภาวะมีบุตรยากได้ทั้งชาย และหญิง
  • ส่งผลต่อทารกในครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ที่ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด อาจส่งผลต่อทารก เช่น แท้ง คลอดก่อนกำหนด หรือทารกติดเชื้อแต่กำเนิด
  • กระทบสุขภาพจิต และความสัมพันธ์ ความเครียด ความวิตกกังวล ความรู้สึกผิด หรือปัญหาความสัมพันธ์ เป็นผลกระทบที่พบได้บ่อยหลังตรวจพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

วิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ได้ผลจริง

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอ ยังเป็นวิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด ควรใช้ตั้งแต่เริ่มจนจบกิจกรรมทางเพศ และเปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง
  • ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ ผู้ที่มีความเสี่ยงควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ แม้ไม่มีอาการ การตรวจเร็วช่วยให้รักษาได้เร็ว ลดการแพร่เชื้อ และลดภาวะแทรกซ้อน
  • ฉีดวัคซีน HPV และไวรัสตับอักเสบบี วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงโรคบางชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ HPV ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งหลายประเภท
  • สื่อสารกับคู่นอนอย่างตรงไปตรงมา การพูดคุยเรื่องการป้องกัน การตรวจสุขภาพ และประวัติความเสี่ยง เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรอาย
  • หลีกเลี่ยงเพศสัมพันธ์ขณะมึนเมา แอลกอฮอล์ และสารเสพติดลดการตัดสินใจ ทำให้มีโอกาสเกิดพฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น

ทำไมเรื่องนี้จึงเป็น สัญญาณอันตรายของสังคม?

การที่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้น แต่การใช้ถุงยางอนามัยกลับลดลง สะท้อนหลายปัญหาในสังคม เช่น

  • การขาดความรู้เรื่องเพศศึกษา
  • การเข้าถึงข้อมูลที่ผิด
  • ความอายในการซื้อถุงยางอนามัย
  • ทัศนคติว่าโรคไม่ร้ายแรง
  • การสื่อสารเรื่องเพศที่ยังเป็นเรื่องต้องห้าม

หากไม่เร่งแก้ไข ปัญหาอาจส่งผลระยะยาวทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชากร

เพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องน่าอาย

การใช้ถุงยางอนามัยไม่ใช่เรื่องของความไม่ไว้ใจ แต่คือความรับผิดชอบต่อสุขภาพของทั้งตนเอง และคู่นอน

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่เลือกอายุ เพศ หรือสถานะทางสังคม และหลายครั้งผู้ติดเชื้อก็ไม่รู้ตัวดังนั้น การ ป้องกันตั้งแต่ต้น การตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ และการมีความรู้ที่ถูกต้อง คือวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพทางเพศในระยะยาว

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วัยรุ่นไทยยุคใหม่ต้องรู้ ความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และวิธีดูแลตนเอง

ประโยชน์ของถุงยางอนามัย

สถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับอัตราการใช้ถุงยางอนามัยที่ลดลง เป็นสัญญาณสำคัญที่สังคมไม่ควรมองข้าม

แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะช่วยรักษาโรคได้ดีขึ้น แต่การป้องกันยังคงสำคัญที่สุด เพราะโรคบางชนิดอาจสร้างผลกระทบระยะยาวต่อร่างกาย ระบบสืบพันธุ์ สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิต

การใช้ถุงยางอนามัย ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ และมีความรู้เรื่องเพศอย่างถูกต้อง คือกุญแจสำคัญในการลดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในปัจจุบัน

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Sexually transmitted infections (STIs). ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั่วโลก การป้องกัน และแนวทางควบคุมโรค. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก World Health Organization (WHO)
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Sexually Transmitted Infections Surveillance. รายงานสถิติ และแนวโน้มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในสหรัฐอเมริกา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก Centers for Disease Control and Prevention (CDC)
  • Joint United Nations Programme on HIV/AIDS (UNAIDS). Global HIV & AIDS statistics — Fact sheet. ข้อมูลสถานการณ์ HIV และพฤติกรรมป้องกันทั่วโลก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก UNAIDS
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และแนวโน้มการระบาดในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลการป้องกัน HIV และการส่งเสริมสุขภาพทางเพศในวัยรุ่นไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

Similar Posts

  • วิธีป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

    แน่นอนว่า เซ็กส์ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร เพราะมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่มนุษย์ต้องมี แต่ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มักจะเกิดขึ้นกับคนที่ไม่ได้ป้องกันตัวเอง หรือมีการพลั้งเผลอไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เราทุกคนจึงควรเรียนรู้วิธีการที่จะมีเซ็กส์อย่างปลอดภัย และห่างไกลจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย เพราะไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวคุณเองทั้งนั้น วันนี้ ลองมาอ่านบทความนี้กันดีกว่าว่าคุณจะสามารถเซฟตัวเองไม่ให้เข้าใกล้โรคร้ายได้อย่างไรบ้าง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีอะไรบ้าง โดยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ถูกพบมากที่สุด ได้แก่ เอชไอวี เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ Human Immunodeficiency Virus (ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเชียนซีไวรัส) เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง จนไม่อาจต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีระยะฟักตัวตั้งแต่ 2-6 สัปดาห์ขึ้นไปถึงจะตรวจพบเชื้อ หรือขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจที่เลือกด้วย ปัจจุบันสามารถตรวจแบบแนท (NAT) ที่หลังมีความเสี่ยงประมาณ 5-7 วัน โรคหนองในแท้ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria Gonorrhoeae (ไนซ์ซีเรีย โกโนร์เรีย) อาจมีอาการเกิดขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์หลังจากติดเชื้อ ในเพศหญิง จะเกิดอาการตกขาวผิดปกติ มีเลือดออกบริเวณช่องคลอด รู้สึกแสบเวลาปัสสาวะ ส่วนในเพศชาย จะมีหนองสีเขียวหรือเหลืองไหลออกมาจากปลายอวัยวะเพศ ลูกอัณฑะบวม และเจ็บเวลาปัสสาวะ เป็นต้น โรคหนองในเทียม เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ…

  • เปิดตัวเว็บไซต์ “LOVE2TEST”

    มูลนิธิเพื่อรัก (love foundation) ได้เปิดตัวหนึ่งในโปรเจ็คใหม่ล่าสุด เป็น เว็บไซต์ที่มีชื่อว่า “LOVE2TEST” จุดประสงค์หลักของเว็บไซต์เป็นการ สนับสนุนโดยการเพิ่มช่องทางให้ผู้ที่อยู่ในภาวะกลุ่มเสี่ยง หรือต้องการเข้ารับการตรวจเอชไอวีสามารถหาสถานที่เปิดให้บริการ ตรวจ เอชไอวีได้ง่ายมากยิ่งขึ้น Love2TEST เว็บไซต์ที่ ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการตรวจ และให้คำแนะนำ ในเรื่องเอชไอวีรวมไปถึงเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการใช้ยาเพร็พ (PrEP) กับ ยาเป๊ป (PEP) ทางเว็บไซต์ “LOVE2TEST” ต้องการเป็นหนึ่ง อีกหนึ่งสื่อในการสร้างความสะดวกในการเข้ารับการตรวจ เนื่องจากทางเว็บไซต์มี ช่องทางให้ผู้ที่อยากตรวจสามารถจองเข้าตรวจ ในสถานที่ใกล้และสะดวกที่สุดต่อ การเดินทาง ซึ่งเปิดให้บริการในการจองตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อทำการจองแล้ว สามาถเข้าไปรับการตรวจได้เลยทันที ตามสถานที่ให้บริการ โดยสามารถเข้าไป ทำการจองได้ที่เว็บไซต์ www.love2test.org หรือสามารถดาวโหลด Application ได้ทั้ง Applestore และ google Play : https://apps.apple.com/us/app/love2test/id1542144609 สถานบริการที่เข้าร่วมกับทางเว็บไซต์โดยมีให้บริการในทุกภาค สถานบริการที่เข้าร่วมกับทางเว็บไซต์โดยมีให้บริการในทุกภาค เช่น ในส่วนภาคเหนือได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ในภาคกลาง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร…

  • วัยรุ่นไทยยุคใหม่ต้องรู้ ความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และวิธีดูแลตนเอง

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) เป็นโรคที่สามารถแพร่กระจายได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือปาก รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่ง และผิวหนังที่มีเชื้อ โดยในวัยรุ่นซึ่งอยู่ในช่วงเรียนรู้ และสำรวจความสัมพันธ์ ความเสี่ยงในการติดโรคเหล่านี้สูงขึ้น เนื่องจากขาดความรู้ และการป้องกันที่ถูกต้อง

  • Chemsex อย่างไรให้ปลอดภัย? เทคนิคลดความเสี่ยงจากยา และเซ็กซ์

    ในยุคที่การพูดคุยเรื่องเซ็กซ์เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น Chemsex หรือการใช้สารเสพติดร่วมกับกิจกรรมทางเพศ กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในหมู่ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) และกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่ง Chemsex ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ด้วยผลกระทบทั้งทางกาย จิตใจ และสังคม การรู้เท่าทัน และป้องกันตนเอง คือ กุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยง

  • | |

    STI คืออะไร?

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted infections; STI)  คือ การติดเชื้อจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ โดยผ่านการจูบ, การสัมผัสหรือถูอวัยวะเพศ, การมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก (การใช้ปากกับอวัยวะเพศ), การร่วมเพศ (องคชาตในช่องคลอด องคชาตในทวารหนัก), การใช้เซ็กซ์ทอย รวมถึง การติดเชื้อจากแม่ไปสู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด และหลังคลอด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุด เชื้อ HIV โรคหนองใน โรคหนองในเทียม โรคหูดหงอนไก่และเชื้อ HPV โรคเริม โรคซิฟิลิส โรคไวรัสตับอักเสบเอ โรคไวรัสตับอักเสบบี และโรคไวรัสตับอักเสบซี ใครเสี่ยงที่จะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ? การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย กับบุคคลเหล่านี้จะทำให้คุณมีแนวโน้มการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ได้มากขึ้น เช่น คู่นอนชั่วครั้งชั่วคราว, มีคู่นอนหลายคน หรือมีกิจกรรมทางเพศบ่อย ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยกับผู้ชายคนอื่น อายุน้อย ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศสัมพันธ์ เคยมีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในอดีต ดื่มสุรา  ใช้สารเสพติด เมื่อไหร่ที่ควรมาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์? มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย (ทั้งผ่านทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางหวารหนัก) มีอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่บริเวณอวัยวะเพศของคุณ ได้แก่ องคชาต, ลูกอัณฑะ,…

  • ออรัล เซ็กส์ปลอดภัยไหม? ข้อควรรู้เพื่อป้องกันความเสี่ยง

    ออรัล เซ็กส์ (Oral sex) เป็นหนึ่งในกิจกรรมทางเพศที่ได้รับความนิยมในหมู่คู่รัก เนื่องจากเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความใกล้ชิด และสร้างความสุขในความสัมพันธ์ หลายคนมองว่าออรัล เซ็กส์ ปลอดภัยกว่าการมีเพศสัมพันธ์ในรูปแบบอื่น แต่ในความเป็นจริง กิจกรรมนี้ยังมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการแพร่เชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพได้หากไม่ได้รับการป้องกันที่เหมาะสม