โรคติดต่อทางเพศพุ่งสูง แต่คนใช้ถุงยางอนามัยลดลง? สัญญาณอันตรายที่ต้องจับตา
| |

โรคติดต่อทางเพศพุ่งสูง แต่คนใช้ถุงยางอนามัยลดลง? สัญญาณอันตรายที่ต้องจับตา

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กลับมาเป็นปัญหาสาธารณสุขที่น่ากังวลอีกครั้ง ทั้งในประเทศไทย และทั่วโลก หลายหน่วยงานด้านสุขภาพรายงานตรงกันว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ในขณะที่อัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้น กลับพบว่า การใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งเป็นวิธีป้องกันพื้นฐาน และมีประสิทธิภาพสูง กลับมีแนวโน้มลดลงในหลายกลุ่มประชากร

Love2test

คำถามสำคัญคือ ทำไมคนยุคใหม่จึงใช้ถุงยางอนามัยน้อยลง ทั้งที่ข้อมูลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เข้าถึงง่ายกว่าสมัยก่อน? และสถานการณ์นี้กำลังส่งสัญญาณอะไรต่อสังคมไทย?

โรคติดต่อทางเพศพุ่งสูง แต่คนใช้ถุงยางอนามัยลดลง? สัญญาณอันตรายที่ต้องจับตา

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กำลังเพิ่มขึ้นจริงหรือ?

คำตอบคือ จริง และเพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ทุกวันมีผู้ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รายใหม่มากกว่าหนึ่งล้าน คนทั่วโลก ขณะที่หลายประเทศพบการกลับมาระบาดของโรคที่เคยควบคุมได้ดี เช่น ซิฟิลิส หนองใน และหนองในเทียม

ประเทศไทยเองก็พบแนวโน้มที่คล้ายกัน โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่า อัตราผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 15–24 ปี

“ChatLove2test"

โรคที่พบเพิ่มขึ้นบ่อย ได้แก่

  • ซิฟิลิส
  • หนองในแท้
  • หนองในเทียม
  • เริมอวัยวะเพศ
  • หูดหงอนไก่
  • เอชไอวี (HIV)
  • ฝีมะม่วง
  • แผลริมอ่อน

หลายโรคอาจไม่มีอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ตัว และแพร่เชื้อต่อโดยไม่ตั้งใจ

“PrEPLove2test"

ทำไมคนใช้ถุงยางอนามัยน้อยลง?

แม้ถุงยางอนามัยจะเป็นอุปกรณ์ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เข้าถึงง่าย ราคาถูก และมีประสิทธิภาพสูง แต่ข้อมูลหลายแห่งกลับพบว่าอัตราการใช้งานลดลง โดยมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

  • คนรุ่นใหม่มองว่า HIV รักษาได้ ในอดีต HIV ถูกมองว่าเป็นโรคร้ายแรงที่น่ากลัวมาก แต่ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนทั่วไป หากได้รับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นข่าวดีทางการแพทย์ แต่ก็อาจทำให้บางคน ลดความระมัดระวัง และมองว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่อันตรายเหมือนเดิม หลายคนลืมไปว่า นอกจาก HIV ยังมีโรคอื่นอีกมากที่ยังสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพ เช่น ซิฟิลิสที่อาจทำลายระบบประสาท หรือ HPV ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งทวารหนัก
  • ความเชื่อผิด ๆ ว่า ดูสะอาดก็ปลอดภัย หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือ การตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอก หลายคนเชื่อว่า หากคู่ของตน ดูสะอาด สุภาพ หรือสุขภาพดี ก็ไม่น่ามีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งความจริงแล้วโรคจำนวนมากไม่มีอาการชัดเจน ผู้ติดเชื้ออาจไม่มีแผล ไม่มีผื่น ไม่มีตกขาวผิดปกติ และยังสามารถแพร่เชื้อได้
  • การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่วางแผน พฤติกรรมทางเพศที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน เช่น จากการดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด หรือการพบกันผ่านแอปหาคู่ อาจทำให้หลายคนไม่ได้เตรียมถุงยางอนามัยไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงสถานการณ์จริง จึงเลือก ไม่ใช้ มากกว่า หยุด
  • ความรู้สึกว่าถุงยางอนามัยลดความสุขบางคนรู้สึกว่าการใช้ถุงยางอนามัยทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลง หรือไม่เป็นธรรมชาติ จึงเลือกหลีกเลี่ยง ปัจจุบันแม้จะมีถุงยางอนามัยหลายรูปแบบ ทั้งบางพิเศษ ขนาดต่าง ๆ หรือแบบเพิ่มสัมผัส แต่ทัศนคตินี้ยังคงพบได้มาก
  • ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ PrEP PrEP คือยาป้องกันการติดเชื้อ HIV สำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงหากใช้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม บางคนเข้าใจผิดว่า เมื่อกิน PrEP แล้วไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยอีก ทั้งที่ PrEP ป้องกันได้เฉพาะ HIV แต่ไม่สามารถป้องกันโรคอื่น เช่น ซิฟิลิส หนองใน หรือ HPV

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่กำลังน่ากังวล

  • โรคซิฟิลิส โรคที่เคยลดลงในอดีตกำลังกลับมาระบาดอีกครั้ง โดยเฉพาะในวัยรุ่น และวัยทำงานระยะแรกอาจมีเพียงแผลเล็ก ๆ ที่ไม่เจ็บ ทำให้หลายคนมองข้าม หากไม่รักษา เชื้ออาจลุกลามไปยังสมอง หัวใจ และระบบประสาทได้
  • โรคหนองในแท้ และโรคหนองในเทียม มักมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีหนอง หรือปวดอุ้งเชิงกราน แต่บางรายไม่มีอาการ ปัญหาสำคัญคือ เชื้อบางชนิดเริ่มดื้อยาปฏิชีวนะ ทำให้รักษายากขึ้น
  • การติดเชื้อHPV และโรคหูดหงอนไก่ เชื้อ HPV เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยมาก หลายสายพันธุ์ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ ขณะที่บางสายพันธุ์เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง ทั้งผู้หญิง และผู้ชายสามารถติดเชื้อได้
  • การติดเชื้อเอชไอวี แม้การรักษาจะพัฒนาขึ้นมาก แต่ HIV ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด และยังส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาต่อเนื่อง

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

แม้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถเกิดได้กับทุกคน แต่บางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงกว่า เช่น

  • วัยรุ่น และนักศึกษา
  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
  • ผู้ที่ใช้แอปหาคู่บ่อย
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติดก่อนมีเพศสัมพันธ์
  • ผู้ที่ไม่เคยตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่ป้องกัน

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจแสดงอาการได้หลากหลาย เช่น

  • มีตุ่ม แผล หรือผื่นบริเวณอวัยวะเพศ
  • คัน แสบ หรือเจ็บ
  • มีตกขาวผิดปกติ
  • มีหนองจากอวัยวะเพศ
  • ปัสสาวะแสบขัด
  • เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
  • มีเลือดออกผิดปกติ
  • ต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณขาหนีบ

อย่างไรก็ตาม หลายโรค ไม่มีอาการ ดังนั้นแม้ไม่มีความผิดปกติ ก็ควรตรวจเมื่อมีความเสี่ยง

การไม่ใช้ถุงยางอนามัย ส่งผลกระทบมากกว่าที่คิด

การไม่ใช้ถุงยางอนามัย ส่งผลกระทบมากกว่าที่คิด

  • เสี่ยงติดเชื้อหลายโรคพร้อมกัน ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันอาจติดเชื้อได้มากกว่าหนึ่งชนิดในเวลาเดียวกัน เช่น HIV ร่วมกับซิฟิลิสหรือหนองใน
  • เพิ่มภาวะมีบุตรยาก หนองใน และหนองในเทียมสามารถทำให้เกิดการอักเสบในระบบสืบพันธุ์ จนนำไปสู่ภาวะมีบุตรยากได้ทั้งชาย และหญิง
  • ส่งผลต่อทารกในครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ที่ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด อาจส่งผลต่อทารก เช่น แท้ง คลอดก่อนกำหนด หรือทารกติดเชื้อแต่กำเนิด
  • กระทบสุขภาพจิต และความสัมพันธ์ ความเครียด ความวิตกกังวล ความรู้สึกผิด หรือปัญหาความสัมพันธ์ เป็นผลกระทบที่พบได้บ่อยหลังตรวจพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

วิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ได้ผลจริง

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอ ยังเป็นวิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด ควรใช้ตั้งแต่เริ่มจนจบกิจกรรมทางเพศ และเปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง
  • ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ ผู้ที่มีความเสี่ยงควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ แม้ไม่มีอาการ การตรวจเร็วช่วยให้รักษาได้เร็ว ลดการแพร่เชื้อ และลดภาวะแทรกซ้อน
  • ฉีดวัคซีน HPV และไวรัสตับอักเสบบี วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงโรคบางชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ HPV ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งหลายประเภท
  • สื่อสารกับคู่นอนอย่างตรงไปตรงมา การพูดคุยเรื่องการป้องกัน การตรวจสุขภาพ และประวัติความเสี่ยง เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรอาย
  • หลีกเลี่ยงเพศสัมพันธ์ขณะมึนเมา แอลกอฮอล์ และสารเสพติดลดการตัดสินใจ ทำให้มีโอกาสเกิดพฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น

ทำไมเรื่องนี้จึงเป็น สัญญาณอันตรายของสังคม?

การที่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้น แต่การใช้ถุงยางอนามัยกลับลดลง สะท้อนหลายปัญหาในสังคม เช่น

  • การขาดความรู้เรื่องเพศศึกษา
  • การเข้าถึงข้อมูลที่ผิด
  • ความอายในการซื้อถุงยางอนามัย
  • ทัศนคติว่าโรคไม่ร้ายแรง
  • การสื่อสารเรื่องเพศที่ยังเป็นเรื่องต้องห้าม

หากไม่เร่งแก้ไข ปัญหาอาจส่งผลระยะยาวทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชากร

เพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องน่าอาย

การใช้ถุงยางอนามัยไม่ใช่เรื่องของความไม่ไว้ใจ แต่คือความรับผิดชอบต่อสุขภาพของทั้งตนเอง และคู่นอน

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่เลือกอายุ เพศ หรือสถานะทางสังคม และหลายครั้งผู้ติดเชื้อก็ไม่รู้ตัวดังนั้น การ ป้องกันตั้งแต่ต้น การตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ และการมีความรู้ที่ถูกต้อง คือวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพทางเพศในระยะยาว

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วัยรุ่นไทยยุคใหม่ต้องรู้ ความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และวิธีดูแลตนเอง

ประโยชน์ของถุงยางอนามัย

สถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับอัตราการใช้ถุงยางอนามัยที่ลดลง เป็นสัญญาณสำคัญที่สังคมไม่ควรมองข้าม

แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะช่วยรักษาโรคได้ดีขึ้น แต่การป้องกันยังคงสำคัญที่สุด เพราะโรคบางชนิดอาจสร้างผลกระทบระยะยาวต่อร่างกาย ระบบสืบพันธุ์ สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิต

การใช้ถุงยางอนามัย ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ และมีความรู้เรื่องเพศอย่างถูกต้อง คือกุญแจสำคัญในการลดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในปัจจุบัน

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Sexually transmitted infections (STIs). ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั่วโลก การป้องกัน และแนวทางควบคุมโรค. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก World Health Organization (WHO)
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Sexually Transmitted Infections Surveillance. รายงานสถิติ และแนวโน้มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในสหรัฐอเมริกา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก Centers for Disease Control and Prevention (CDC)
  • Joint United Nations Programme on HIV/AIDS (UNAIDS). Global HIV & AIDS statistics — Fact sheet. ข้อมูลสถานการณ์ HIV และพฤติกรรมป้องกันทั่วโลก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก UNAIDS
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และแนวโน้มการระบาดในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลการป้องกัน HIV และการส่งเสริมสุขภาพทางเพศในวัยรุ่นไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

Similar Posts

  • ตรวจ HIV ในหญิงตั้งครรภ์ เรื่องสำคัญที่แม่ทุกคนควรรู้

    ตรวจ HIV ในหญิงตั้งครรภ์ เรื่องสำคัญที่แม่ท้องทุกคนต้องรู้ เพื่อลดความเสี่ยงลูกติดเชื้อเหลือต่ำกว่า 1% พร้อมสิทธิตรวจฟรีในไทย

  • | |

    เสี่ยง – ไม่เสี่ยงก็ต้องตรวจเอชไอวี

    ไม่มีใครที่ไม่รู้จักเชื้อเอชไอวี (HIV) แม้ปัจจุบันนี้ข่าวคราวเกี่ยวกับโรคเอดส์จะเงียบหายไป แต่จำนวนผู้ติดเชื้อตอนนี้กลับไม่ได้เงียบหายตามข่าว ดังนั้น หน่วยงานต่างๆ จึงร่วมกันส่งเสริมให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับเชื้อตัวนี้ ไม่ว่าคุณจะมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง ยังไงเราก็แนะนำว่าทุกคนควรต้องตรวจเอชไอวีอยู่ดี ตรวจเลือดเป็นประจำ ตรวจเลือดเป็นประจำทุก 6-12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมความเสี่ยงในการมีเพศสัมพันธ์หรือความถี่ในการสัมผัสสารคัดหลั่ง… “ทุกวันนี้ เอชไอวี ตรวจฟรี ตรวจเร็ว โดยให้คนไทยที่มีบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก สามารถ ตรวจเอชไอวีได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง ทุกโรงพยาบาลที่ให้บริการภายใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกอบกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้สามารถตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้รวดเร็วและแม่นยำ และควรตรวจหาเชื้อเอชไอวีหลังจากมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไม่สวมถุงยางอนามัยหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ประมาณ 1 เดือน เมื่อทราบผลว่าไม่ติดเชื้อเอชไอวี จะได้รับการปรึกษาเรื่องการป้องกัน การติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ต่อไป หากพบการติดเชื้อเอชไอวี จะได้เข้ารับการรักษาโดยเร็ว” รู้เร็ว รักษาเร็ว ใช้ชีวิตได้ปกติ เอชไอวี รู้เร็ว ยังมีโอกาสใช้ชีวิตได้ปกติแต่หากเข้ารักษาล่าช้า จะเริ่มป่วยและมีอาการของโรคแทรกซ้อนตามมา ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันต่ำ เกิดโรคเรื้อรังได้ง่าย แล้วเชื้อเอชไอวีในร่างกายจะเพิ่มขึ้น จนถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีไปสู่คู่นอนและผู้อื่นได้ อย่ากังวลและเครียดจนเกินเหตุ สำหรับผู้ที่ทราบถึงภาวะการติดเชื้อแล้ว…

  • | | |

    ตรวจ HIV พร้อม STI ที่เดียวจบ: คู่มือครบสำหรับการดูแลสุขภาพทางเพศในปี 2026

    ตรวจ HIV พร้อม STI ที่เดียวจบคืออะไร? คู่มือครบ 2026 อธิบายว่าตรวจอะไรบ้าง ใครควรตรวจ บ่อยแค่ไหน ราคาเท่าไหร่ ขั้นตอนอย่างไร และทำอย่างไรถ้าผลบวก พร้อมตารางเปรียบเทียบ STI ทั้ง 7 ชนิด

  • ไวรัสตับอักเสบซี มียารักษาหายขาดแล้วนะ

    ปัจจุบัน ไวรัสตับอักเสบซี สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยา ซึ่งสร้างความหวังให้กับผู้คนนับล้านทั่วโลก ความก้าวหน้าล่าสุดของการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ได้ปฏิวัติรูปแบบการรักษาด้วยการใช้โปรแกรมที่มีประสิทธิภาพและยอมรับได้ดี ยาต้านไวรัส (DAA) ที่ออกฤทธิ์โดยตรงเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่ ไวรัสตับอักเสบซี ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อและกำจัดการติดเชื้อในร่างกาย ระยะเวลาในการรักษามักจะอยู่ระหว่าง 8-12 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับจีโนไทป์เฉพาะของไวรัสและสุขภาพส่วนบุคคลของผู้ป่วย อัตราในการรักษาหายขาดสูงมากถึง 95% และมีผลข้างเคียงน้อยมาก ความก้าวหน้าในการรักษาด้วยยาไวรัสตับอักเสบซีนี้เป็นก้าวสำคัญในด้านสาธารณสุข ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถกำจัดไวรัสและลดภาระของภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับตับ เช่น โรคตับแข็ง และโรคมะเร็งตับได้

  • โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด ภัยเงียบที่เริ่มตั้งแต่ในครรภ์

    โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis) คือ ภาวะที่ทารกในครรภ์ได้รับเชื้อซิฟิลิสจากมารดาที่ติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ โดยเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum สามารถแพร่ผ่านรกเข้าสู่ร่างกายทารก ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงทั้งในช่วงตั้งครรภ์ ช่วงคลอด และหลังคลอด ซึ่งอาจนำไปสู่การแท้ง ทารกเสียชีวิต หรือมีความพิการแต่กำเนิดอย่างถาวร หากไม่มีการตรวจ และรักษาอย่างทันท่วงที

    ปัจจุบัน ซิฟิลิสแต่กำเนิดยังคงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ด้วยเหตุที่ผู้หญิงตั้งครรภ์จำนวนหนึ่งไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ และไม่ได้รับการตรวจเลือดหรือรักษาอย่างเหมาะสม การป้องกันโรคนี้สามารถทำได้ง่าย และมีประสิทธิภาพ หากมีการคัดกรอง และรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

  • โรคฝีดาษลิง รู้ก่อนป้องกันก่อน

    โรคฝีดาษลิง โรคฝีดาษวานร  หรือไข้ทรพิษลิง  (Monkeypox)  เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งเกิดจากไวรัสในตระกูลเดียวกันกับไวรัสโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ พบในสัตว์ ตระกูลลิง และสัตว์ฟันแทะ ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการรักษาหรือมีวัคซีนป้องกันโดยเฉพาะ แต่สามารถควบคุมการระบาดได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ ที่สามารถช่วยป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ประมาณ 85% ซึ่งการแพร่ระบาดของโลกฝีดาษ พบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ ร้อยละ 99 % เป็นผู้ชาย โดยติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้หลายคนให้ความสนใจและวิตกกังวลเป็นอย่างมาก