ระยะฟักตัวของ HIV เป็นอย่างไร

ระยะฟักตัว ของ HIV เป็นอย่างไร

ระยะฟักตัว เป็นหนึ่งในข้อมูลความรู้เกี่ยวกับไวรัสเอชไอวีที่คุณควรให้ความสำคัญ เพราะเป็นการเตรียมตัวก่อนตัดสินใจไปตรวจเลือด เนื่องจากสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล มีการตอบสนองต่อเชื้อไวรัสเอชไอวีที่แตกต่างกัน หากระบบภูมิคุ้มกันใช้เวลาในการสร้างมาต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ ได้ช้า ผลตรวจเอชไอวีที่ได้ก็ไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่าผู้ตรวจไม่มีเชื้อเอชไอวี ซึ่งควรจะมีการตรวจซ้ำอีกครั้ง

ระยะฟักตัว คืออะไร

Love2test

หรือวินโดว์พีเรียด (Window Period) คือช่วงเวลาที่คุณอาจได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวีมาแล้ว แต่ระบบการทำงานของร่างกาย ยังไม่อาจสร้างภูมิคุ้มกัน (Antibody) มาต่อต้านเชื้อได้ทัน พอตรวจเลือดก็ไม่พบเชื้อ โดยระยะฟักตัวนี้ ส่วนใหญ่จะกินระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ไปจนถึง 3 เดือนที่เราอาจจะไม่พบเชื้อเลย เพราะฉะนั้นการตรวจเลือดโดยไม่ได้คำนึงถึงระยะฟักตัว จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่แม่นยำ

ระยะฟักตัว

ช่วงที่อยู่ในระยะฟักตัว แพร่เชื้อได้หรือไม่

แน่นอนว่าช่วงที่อยู่ในระยะฟักตัวนั้นมีโอกาสที่จะแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ ยิ่งในกลุ่มเสี่ยงที่ชอบมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย กลุ่มผู้ใช้สารเสพติดด้วยการฉีดเข็มฉีดยา หรือกลุ่มที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ซึ่งระยะฟักตัวแรกๆ ที่เพิ่งได้รับเชื้อมาใหม่นี้ หากใช้วิธีการตรวจเอชไอวีแบบปกติ อาจตรวจไม่พบ เนื่องจากว่าเชื้อนี้มีระยะฟักตัวในการเปลี่ยนแปลงของผลเลือดจากลบเป็นบวก เพราะฉะนั้นถ้าในคนที่มีปัจจัยเสี่ยง และตรวจเลือดครั้งแรกเป็นลบ ก็ควรตรวจ HIV ซ้ำในระยะเวลาถัดมา โดยทั่วไปผู้ป่วยเกือบทั้งหมดประมาณ 95% จะมีผลเลือดเป็นบวก หลังจากที่ได้รับเชื้อมา เพราะฉะนั้นบางส่วนที่ตรวจก่อนหน้านั้นก็จะมีผลเลือดเป็นลบอยู่ และถ้าติดตามไปถึง 1 ปีทั้ง 100% ก็คงจะมีผลเลือดเป็นบวกอยู่ในคนที่ติดเชื้อ

ผลลบลวง คืออะไร

การตรวจเอชไอวีในช่วงระยะฟักตัวนั้น อาจทำให้ผลเลือดออกมาคลาดเคลื่อนได้ หรือเรียกว่า “ผลลบลวง” คือ ยังไม่พบเชื้อเอชไอวีที่ซ่อนเอาไว้ มีปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ ความไวของชุดตรวจเอชไอวี ภูมิต้านทานที่ยังขึ้นมาไม่สูงพอ การทานยาต้านไวรัสเอชไอวีแบบฉุกเฉิน (PEP) การใช้ชุดตรวจด้วยตัวเองที่ไม่ได้มาตรฐานหรือทำไม่ถูกต้องตามขั้นตอน เป็นต้น ซึ่งแพทย์จะมีการซักประวัติเพิ่มเติม และพิจารณาให้มีการตรวจเอชไอวีซ้ำอีกครั้ง หลังจากผ่านช่วงระยะฟักตัวที่เหมาะสมไปแล้ว หรือในบางรายอาจต้องเลือกตรวจเอชไอวีด้วยวิธีที่แตกต่างกันอย่างน้อย 3 ครั้ง เพื่อยืนยันผลที่แน่นอนว่าไม่พบเชื้อเอชไอวีจริงๆ

Love2test

โรคเอดส์ ระยะฟักตัว กี่ปีถึงจะมีอาการ

กว่าที่คนๆ หนึ่งที่มีเชื้อเอชไอวี จะเข้าสู่ภาวะโรคเอดส์ได้ ต้องผ่านระยะการติดเชื้อที่กินเวลายาวนานหลายปี โดยที่ระหว่างการติดเชื้ออยู่ไม่เคยได้รับการรักษาเลย โดยจะสามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงระยะด้วยกัน ดังต่อไปนี้

ระยะเฉียบพลัน

เป็นระยะเริ่มแรกของการติดเชื้อเอชไอวี มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาตั้งแต่ 2-4 สัปดาห์หลังจากติดเชื้อ โดยในระยะนี้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากจะเริ่มมีอาการขึ้นจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อเอชไอวี เช่น

“ChatLove2test"
  • ปวดเนื้อเมื่อยตัว อ่อนเพลีย
  • มีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ
  • ต่อมน้ำเหลืองบวมโต
  • มีผื่นขึ้นตามร่างกาย
  • ท้องเสีย

ระยะติดเชื้อเอชไอวีเฉียบพลันนี้ ปริมาณของเชื้อจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากในร่างกาย ทำให้ค่า CD4 ในร่างกายลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน จึงเป็นระยะที่มีความเสี่ยงสูงมากที่สุด ที่จะแพร่กระจายไวรัสเอชไอวีไปยังผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตาม หลังจากช่วงเวลาผ่านไปประมาณ 14-28 วัน ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะค่อยๆ ทำให้ปริมาณของเชื้อเอชไอวีอยู่ในระดับคงที่ ถือว่าเป็นช่วงที่แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยค่อนข้างยาก และควรเลือกวิธีการตรวจหาเชื้อที่เหมาะสมที่สุด จึงจะทำให้ทราบสถานะของผู้ติดเชื้อได้อย่างแน่นอน

โรคเอดส์ ระยะฟักตัว กี่ปีถึงจะมีอาการ

ระยะติดเชื้อเรื้อรัง

เป็นระยะของการติดเชื้อเอชไอวีที่ผู้ป่วยแทบไม่มีอาการใดๆ ที่แสดงออกมาให้เห็นเลย หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเป็นระยะสงบทางคลินิก แต่ในบางคนก็มีโรคเบื้องต้นเกิดขึ้นได้ แต่จะมีอาการไม่ค่อยเยอะมาก ได้แก่

“PrEPLove2test"
  • โรคงูสวัด
  • โรคสะเก็ดเงิน
  • โรคปอดอักเสบ
  • โรคเชื้อราในช่องปาก
  • โรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง
  • โรคปวดกล้ามเนื้อและข้อ
  • โรคผิวหนังอักเสบชนิดเกล็ด
  • โรคเริมที่อวัยวะเพศ หรือริมฝีปาก

ระยะติดเชื้อเอชไอวีเรื้อรัง ปริมาณของไวรัสจะค่อยๆ เพิ่มปริมาณมากขึ้นในระดับต่ำ และกินระยะเวลายาวนานมากกว่า 10 ปี หรือในบางคนอาจใช้เวลาน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมความเสี่ยงที่อาจรับเชื้อมาเพิ่ม และสุขภาพความแข็งแรงของบุคคลนั้นด้วย

ระยะเอดส์

เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ที่ผู้ป่วยจะพัฒนาอาการเข้าสู่ภาวะโรคเอดส์ หากตรวจค่า CD4 จะพบว่ามีระดับต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร (จากเกณฑ์ปกติอยู่ระหว่าง 500-1,600 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร) เมื่อถึงจุดนี้ ระบบภูมิคุ้มกันจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง จนผู้ป่วยเป็นโรคฉวยโอกาสต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับผู้มีที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอเท่านั้น เพราะเมื่อร่างกายขาดภูมิคุ้มกันมากๆ เข้า เชื้อโรคก็เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น ทั้งไวรัสเอชไอวีที่มีอยู่ในตัวแล้ว ไปจนถึงเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา โปรโตซัว ฯลฯ ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนที่มีการรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อนและหายขาดได้ยาก แถมยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกเรื่อยๆ เนื่องจากผู้ป่วยระยะเอดส์มีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง

สิ่งที่ป้องกันไม่ให้ผู้ติดเชื้อเข้าสู่ภาวะโรคเอดส์ได้ คือการตรวจพบเชื้อให้เร็วที่สุด และเข้าสู่กระบวนการรักษาทันที เพื่อที่ตัวยาจะได้เข้าไปช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกาย และลดการแบ่งตัวของไวรัสเอชไอวีลง ทำให้ไม่เจ็บป่วยจากโรคฉวยโอกาสได้ง่ายๆ และยังมีสุขภาพที่ดี

ตรวจ HIV ต้องรอระยะฟักตัวกี่วัน

จริงๆ แล้วการตรวจ HIV สามารถรอระยะฟักตัวหลังจากมีความเสี่ยงมาประมาณ 30 วัน ก็สามารถตรวจพบและเชื่อถือผลตรวจได้แล้ว แต่จะแบ่งออกตามวิธีการตรวจ ดังนี้

ระยะฟักตัว 7 วันขึ้นไป

  • สามารถเลือกการตรวจ HIV ด้วยการหาสารพันธุกรรมของเชื้อ (Nucleic Acid Amplification Testing: NAT) สำหรับการตรวจ HIV RNA หรือ Proviral DNA นี้มีการใช้เพื่อติดตามปริมาณไวรัส (Viral Load) ทั้งก่อนและหลังการรักษาเอชไอวี ซึ่งเป็นวิธีที่มีความรวดเร็วที่สุด โดยไม่ต้องรอถึง 14 วัน แพทย์มักจะเลือกตรวจวิธีนี้กับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการรับเชื้อ

ระยะฟักตัว 14 วันขึ้นไป

  • สามารถเลือกการตรวจ HIV ด้วยการหาแอนติเจนของเชื้อ (HIV p24 Antigen Testing) คือการตรวจโปรตีนที่มีชื่อว่า p24 Antigen วิธีนี้ใช้สำหรับตรวจการติดเชื้อในระยะแรก ซึ่งร่างกายยังไม่สร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านเชื้อเอชไอวี หรือร่างกายมีระดับภูมิคุ้มกันในระดับต่ำมาก จนไม่สามารถตรวจวัดได้ หรือ
  • สามารถเลือกการตรวจ HIV ด้วยการใช้ชุดตรวจแอนติเจนและแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อพร้อมกัน (HIV Ag/Ab Combination Assay) หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า เป็นการตรวจเอชไอวีแบบน้ำยา Fourth Generation สรุปง่ายๆ คือ เป็นการตรวจทั้ง HIV p24 Antigen และ Anti-HIV ในคราวเดียวกัน ที่จะช่วยเพิ่มความแม่นยำของผลตรวจได้

ระยะฟักตัว 21 วันขึ้นไป

  • สามารถเลือกการตรวจ HIV ด้วยการหาแอนติบอดีที่จำเพาะต่อเชื้อ HIV (Anti-HIV Testing) คือตรวจหาภูมิคุ้มกัน (Antibody) ของร่างกายที่สร้างขึ้นมาเมื่อมีเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย และเป็นวิธีเบื้องต้นที่ตามสถานพยาบาลนิยมใช้ในปัจจุบัน หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า เป็นการตรวจเอชไอวีแบบน้ำยา Third Generation สามารถทราบผลได้ใน 1-2 ชั่วโมง

ทั้งนี้ แม้การตรวจเอชไอวีรอบแรกไม่พบเชื้อ ควรรอเวลาผ่านไป 3 เดือนแล้วจึงตรวจซ้ำอีกครั้ง เพื่อยืนยันผลที่แน่นอนที่สุด

การตรวจเอชไอวีด้วยวิธีที่เหมาะสมตาม ระยะฟักตัว

การเรียนรู้ และเข้าใจถึงกลไกของระยะฟักตัวจะช่วยให้คุณเลือกวิธีการตรวจเอชไอวีได้อย่างถูกต้อง และให้ผลที่แม่นยำ ว่ามีหรือไม่มีเชื้อ เพื่อที่จะได้วางแผนขั้นตอนต่อไปได้ แนะนำให้ผู้ตรวจเอชไอวี ทำการปรึกษาแพทย์ และแจ้งข้อมูลความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา เพื่อที่แพทย์จะได้ให้ข้อมูลสำหรับวิธีการตรวจที่เหมาะสม เพราะด้วยความที่ไวรัสเอชไอวีเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการให้เห็นอย่างเด่นชัด และกว่าจะเริ่มมีอาการก็อาจลุกลามไปทั่วร่างกายแล้ว ยากต่อการรักษา เพื่อการตรวจ HIV ที่ได้ผลลัพธ์ที่ดี จะสร้างความมั่นใจและคลายความกังวลของผู้ตรวจที่มีความเสี่ยงได้ครับ

อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

Similar Posts

  • การตรวจ HIV สามารถตรวจได้ด้วยเหตุผลใดบ้าง

    คนไทยอาจคุ้นเคยกับการตรวจ HIV ว่า ต้องเป็นผู้ที่เสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย หรือว่าไม่ได้ป้องกัน หรือบุคคลนั้นต้องทำงานด้านค้าบริการทางเพศ นั่นทำให้ภาพจำในสังคมไทยต่อการตรวจโรค HIV เป็นด้านลบ  ทั้งที่จริงๆ แล้วการตรวจเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้ ตรวจเพื่อวางแผนการมีบุตร สร้างครอบครัว สำหรับชายหญิงที่ต้องการมีบุตรรวมถึงชายรักชาย หรือหญิงรักหญิง ที่ต้องการมั่นคงกับคู่รักเพื่อมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน การแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ว่า ต้องการ ตรวจHIV เพื่อวางแผนการมีบุตร หรือสร้างครอบครัว ก็เป็นเรื่องปกติ  เราสามารถพบเห็นการแนะนำเพื่อตรวจประเภทนี้ได้ทั่วไปในแผนกสูตินรีเวช ตรวจเพื่อเข้าสมัครงาน หลายบริษัทมีการตรวจเช็คความพร้อมของบุคลากรที่จะเข้ามาทำงานโดยการให้ตรวจสุขภาพ หนึ่งในนั้นคือ การตรวจเชื้อ HIV  ตรวจเพื่อเช็คสุขภาพ คนไทยอาจไม่คุ้นเคยและมีความเขินอายต่อการเดินเข้าไปขอตรวจเชื้อ HIV หลายคนจึงชอบใช้วิธีบริจาคเลือดเพื่อจะได้ตรวจเช็คว่า เลือดของตนเองนั้นปลอดภัยต่อการบริจาคหรือไม่ แต่วิธีนี้ที่ไม่ถูกต้องและอาจส่งผลเสียต่อผู้อื่นได้ หากเกิดความผิดพลาด หรือยังไม่พ้นระยะฟักตัวของเชื้อที่ทำให้ตรวจพบได้ ดังนั้น การตรวจเช็คและบอกข้อมูลสำคัญต่อเจ้าหน้าที่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ใครบ้างที่ควรตรวจ HIV  การ มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน กับคู่นอนที่ไม่ทราบผลเลือดการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่นการถูกล่วงละเมิดทางเพศชายรักชายบุคลากรทางการแพทย์ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่นำไปสู่การติดเชื้อ HIV ได้หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ป่วยด้วยวัณโรค บทความที่เกี่ยวข้อง : เราควรตรวจเอชไอวีบ่อยแค่ไหน?ข้อควรรู้และประโยชน์ของการตรวจเอชไอวี จองตรวจเอชไอวี เพร็พ เป๊ป Online ได้ที่…

  • 5 ข้อสำคัญที่ควรรู้ก่อนไปตรวจเอชไอวี

    การเตรียมตัวก่อนตรวจหาเชื้อนั้นไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก ขอให้เพียงพร้อมทั้งทางด้านร่างกาย พร้อมทางใจ ทางความคิด นั่นคือ มีความสุขุมสามารถยอมรับฟังผลการตรวจเลือดได้โดยไม่คิดไปในทางร้ายหรือแย่กับตัวเองและคนรอบข้าง เพียงเท่านี้ท่านก็เป็นคนหนึ่งแล้วที่พร้อมกับการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อ ได้รับความเสี่ยงมาเกิน 2 สัปดาห์แล้ว เพราะถือเป็นระยะเวลาที่มีโอกาสตรวจพบเชื้อได้แล้วถ้าติดเชื้อมา แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อไปตรวจแล้วในครั้งแรกไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ทางสถานพยาบาลที่ตรววท่านจะนัดให้ท่านทำการตรวจอีกครั้งเมื่อครบ 3 เดือน หรือด้วยเทคโนโลยีใหม่ จะมีการตรวจด้วยวิธี NAT ซึ่งจะสามารถเข้าตรวจ HIV ได้หลังรับความเสี่ยงมาเกินแค่ 1-2 สัปดาห์ มีกำลังใจดี พร้อมรับฟังผลเลือด แน่นอนว่าใครได้รับความเสี่ยงมาก็เครียดกันทั้งนั้น แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราพยายามทำความเข้าใจกับมันว่า มันเกิดไปแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ มีสติ มีปัญญา ทำจิตใจให้เป็นปกติ มีความสุขกับเรื่องเล็กๆให้ได้ และศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคนี้ให้มากขึ้น ให้รู้ว่า โรคนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย ถ้ารู้วิธีอยู่กับมัน รู้ตัวและทราบถึงคุณค่าของตัวเอง คนส่วนใหญ่พอเจอเรื่องผิดพลาดในชีวิต ก็จะเอาแต่คอยด่าว่าตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นความคิดที่ผิด คนบางคนทำเรื่องดีดีมามากมายแต่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็โดนคนรอบข้างต่อว่าจนนอยด์ แต่ในความจริงแล้วเราควรรู้ตัวเราเอง ว่าครั้งนี้เราพลาดก็จริง แต่พลาดเพราะอะไรหล่ะ ครั้งหน้าจะทำอย่างไรไม่ให้พลาดแบบนี้อีก แล้วเราก็ต้องฉุกคิดให้ได้ว่าความดีที่ผ่านมาของเรามีประโยชน์ต่อคนรอบข้างแค่ไหน คนทุกคนมีคุณค่าในตัวเองเสมอ รู้ตัวเร็ว รักษาเร็ว ด้วยเทคโนโลยีและวงการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มีการพัฒนาตัวยาต้านเชื้อไวรัสที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นความจริงที่เก่าเกินไปแล้วว่าคนเป็นเอดส์แล้วตายเร็ว ในปัจจุบันคนติดเชื้อ…

  • |

    รู้สถานะเอชไอวี (Know Your Status) เพื่อสุขภาพที่ดี และการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

    เชื้อเอชไอวี (HIV = Human Immunodeficiency Virus) เป็นไวรัสที่โจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อ หากไม่ได้รับการรักษา ไวรัสจะทำลายเซลล์เหล่านี้ไปเรื่อย ๆ ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง และมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส

    หากปล่อยให้เชื้อเอชไอวี พัฒนาต่อโดยไม่มีการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะ โรคเอดส์ (AIDS – Acquired Immunodeficiency Syndrome) ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ที่ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมียาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy – ART) ที่ช่วยควบคุมปริมาณไวรัสในร่างกาย ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อสามารถมีสุขภาพดี และลดโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้

  • ข้อควรรู้และประโยชน์ของการตรวจเอชไอวี

    การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) เริ่มด้วย การรับเชื้อปริมาณที่พอเพียงเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ เชื้อเข้ากระแสเลือดโดยตรง เช่น การฉีดยาเข้าเส้นเลือดโดยใช้เข็มร่วมกัน อุบัติเหตุเข็มตำ การรับเลือดที่ปนเปื้อนเชื้อ เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่มีรอยฉีกขาดหรือแผลเปิดหรือเยื่อบุช่องปาก ช่องทวาร อวัยวะเพศ โดยเชื้อปนเปื้อนกับของเหลวจากร่างกาย เช่น การมีสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ติดเชื้อ บุคลากรสัมผัสกับน้ำคัดหลั่งที่มีเชื้อของผู้ป่วย การถ่ายทอดจากแม่ที่ติดเชื้อไปสู่ทารกระหว่างตั้งครรภ์ ขณะคลอด หรือ การดื่มนมแม่ ช่วงระยะเวลาจากรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายจนเชื้อไวรัสออกสู่กระแสเลือด ใช้ระยะเวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์ การตรวจเลือดมีขั้นตอนอย่างไร ? ปกติเมื่อไปตรวจเอชไอวี เขาก็จะตรวจแบบ “ตรวจขั้นต้น” หรือที่เรียก ” ตรวจคัดกรอง ” ใช้วิธี ELISA โดยตรวจแอนติเจนบอดี ( ภูมิคุ้มกัน ) ถ้าให้ ผลบวก ก็จะตรวจยืนยันโดยวิธี western blot assay จึงจะบอกได้ว่า “เลือดให้ผลบวก” การตรวจคัดกรองใช้เวลาประมาณ 30 นาที – 2…

  • | |

    PEP เป๊ป คืออะไร?

    ยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งหรือต้านการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้สูงสุดถึง 99% หากมีการใช้อย่างถูกวิธี Exposure prophylaxis เป็นยาที่ทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV เท่านั้น ไม่ได้รวมถึงโรคอื่น โดยก่อนการรับยาต้องมีการประเมินความเสี่ยงจากประวัติของคนไข้ว่าตรงตามเงื่อนไขการรับยาหรือไม่ ประกอบกับการตรวจเลือดตามมาตรฐานสากล(คนไข้ที่จะรับยาจะต้องมีผล HIV เป็นลบ) และยาในกลุ่มนี้ต้องพิจารณาจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น รู้จักยา PEP คืออะไร PEP ย่อมาจาก post-exposture prophylaxis หรือยาต้านฉุกเฉิน ทานหลังจากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV  เป็นการรักษาระยะสั้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โดยยาที่ใช้ในกลุ่มนี้เป็นประเภท Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs) Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitor (NNRTIs) Integrase inhibitor strand transfer inhibitor (INSTs) และ Protease inhibitor(PIs) โดยทานยาครบตามที่แพทย์สั่ง การทานยาเป็ป(PEP)  การทานยา เป็ป(PEP)   จำเป็นต้องทานให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ คือ…

  • | |

    เสี่ยง – ไม่เสี่ยงก็ต้องตรวจเอชไอวี

    ไม่มีใครที่ไม่รู้จักเชื้อเอชไอวี (HIV) แม้ปัจจุบันนี้ข่าวคราวเกี่ยวกับโรคเอดส์จะเงียบหายไป แต่จำนวนผู้ติดเชื้อตอนนี้กลับไม่ได้เงียบหายตามข่าว ดังนั้น หน่วยงานต่างๆ จึงร่วมกันส่งเสริมให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับเชื้อตัวนี้ ไม่ว่าคุณจะมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง ยังไงเราก็แนะนำว่าทุกคนควรต้องตรวจเอชไอวีอยู่ดี ตรวจเลือดเป็นประจำ ตรวจเลือดเป็นประจำทุก 6-12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมความเสี่ยงในการมีเพศสัมพันธ์หรือความถี่ในการสัมผัสสารคัดหลั่ง… “ทุกวันนี้ เอชไอวี ตรวจฟรี ตรวจเร็ว โดยให้คนไทยที่มีบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก สามารถ ตรวจเอชไอวีได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง ทุกโรงพยาบาลที่ให้บริการภายใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกอบกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้สามารถตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้รวดเร็วและแม่นยำ และควรตรวจหาเชื้อเอชไอวีหลังจากมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไม่สวมถุงยางอนามัยหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ประมาณ 1 เดือน เมื่อทราบผลว่าไม่ติดเชื้อเอชไอวี จะได้รับการปรึกษาเรื่องการป้องกัน การติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ต่อไป หากพบการติดเชื้อเอชไอวี จะได้เข้ารับการรักษาโดยเร็ว” รู้เร็ว รักษาเร็ว ใช้ชีวิตได้ปกติ เอชไอวี รู้เร็ว ยังมีโอกาสใช้ชีวิตได้ปกติแต่หากเข้ารักษาล่าช้า จะเริ่มป่วยและมีอาการของโรคแทรกซ้อนตามมา ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันต่ำ เกิดโรคเรื้อรังได้ง่าย แล้วเชื้อเอชไอวีในร่างกายจะเพิ่มขึ้น จนถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีไปสู่คู่นอนและผู้อื่นได้ อย่ากังวลและเครียดจนเกินเหตุ สำหรับผู้ที่ทราบถึงภาวะการติดเชื้อแล้ว…