ระยะฟักตัวของ HIV เป็นอย่างไร

ระยะฟักตัว ของ HIV เป็นอย่างไร

ระยะฟักตัว เป็นหนึ่งในข้อมูลความรู้เกี่ยวกับไวรัสเอชไอวีที่คุณควรให้ความสำคัญ เพราะเป็นการเตรียมตัวก่อนตัดสินใจไปตรวจเลือด เนื่องจากสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล มีการตอบสนองต่อเชื้อไวรัสเอชไอวีที่แตกต่างกัน หากระบบภูมิคุ้มกันใช้เวลาในการสร้างมาต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ ได้ช้า ผลตรวจเอชไอวีที่ได้ก็ไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่าผู้ตรวจไม่มีเชื้อเอชไอวี ซึ่งควรจะมีการตรวจซ้ำอีกครั้ง

ระยะฟักตัว คืออะไร

Love2test

หรือวินโดว์พีเรียด (Window Period) คือช่วงเวลาที่คุณอาจได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวีมาแล้ว แต่ระบบการทำงานของร่างกาย ยังไม่อาจสร้างภูมิคุ้มกัน (Antibody) มาต่อต้านเชื้อได้ทัน พอตรวจเลือดก็ไม่พบเชื้อ โดยระยะฟักตัวนี้ ส่วนใหญ่จะกินระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ไปจนถึง 3 เดือนที่เราอาจจะไม่พบเชื้อเลย เพราะฉะนั้นการตรวจเลือดโดยไม่ได้คำนึงถึงระยะฟักตัว จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่แม่นยำ

ระยะฟักตัว

ช่วงที่อยู่ในระยะฟักตัว แพร่เชื้อได้หรือไม่

แน่นอนว่าช่วงที่อยู่ในระยะฟักตัวนั้นมีโอกาสที่จะแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ ยิ่งในกลุ่มเสี่ยงที่ชอบมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย กลุ่มผู้ใช้สารเสพติดด้วยการฉีดเข็มฉีดยา หรือกลุ่มที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ซึ่งระยะฟักตัวแรกๆ ที่เพิ่งได้รับเชื้อมาใหม่นี้ หากใช้วิธีการตรวจเอชไอวีแบบปกติ อาจตรวจไม่พบ เนื่องจากว่าเชื้อนี้มีระยะฟักตัวในการเปลี่ยนแปลงของผลเลือดจากลบเป็นบวก เพราะฉะนั้นถ้าในคนที่มีปัจจัยเสี่ยง และตรวจเลือดครั้งแรกเป็นลบ ก็ควรตรวจ HIV ซ้ำในระยะเวลาถัดมา โดยทั่วไปผู้ป่วยเกือบทั้งหมดประมาณ 95% จะมีผลเลือดเป็นบวก หลังจากที่ได้รับเชื้อมา เพราะฉะนั้นบางส่วนที่ตรวจก่อนหน้านั้นก็จะมีผลเลือดเป็นลบอยู่ และถ้าติดตามไปถึง 1 ปีทั้ง 100% ก็คงจะมีผลเลือดเป็นบวกอยู่ในคนที่ติดเชื้อ

ผลลบลวง คืออะไร

การตรวจเอชไอวีในช่วงระยะฟักตัวนั้น อาจทำให้ผลเลือดออกมาคลาดเคลื่อนได้ หรือเรียกว่า “ผลลบลวง” คือ ยังไม่พบเชื้อเอชไอวีที่ซ่อนเอาไว้ มีปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ ความไวของชุดตรวจเอชไอวี ภูมิต้านทานที่ยังขึ้นมาไม่สูงพอ การทานยาต้านไวรัสเอชไอวีแบบฉุกเฉิน (PEP) การใช้ชุดตรวจด้วยตัวเองที่ไม่ได้มาตรฐานหรือทำไม่ถูกต้องตามขั้นตอน เป็นต้น ซึ่งแพทย์จะมีการซักประวัติเพิ่มเติม และพิจารณาให้มีการตรวจเอชไอวีซ้ำอีกครั้ง หลังจากผ่านช่วงระยะฟักตัวที่เหมาะสมไปแล้ว หรือในบางรายอาจต้องเลือกตรวจเอชไอวีด้วยวิธีที่แตกต่างกันอย่างน้อย 3 ครั้ง เพื่อยืนยันผลที่แน่นอนว่าไม่พบเชื้อเอชไอวีจริงๆ

Love2test

โรคเอดส์ ระยะฟักตัว กี่ปีถึงจะมีอาการ

กว่าที่คนๆ หนึ่งที่มีเชื้อเอชไอวี จะเข้าสู่ภาวะโรคเอดส์ได้ ต้องผ่านระยะการติดเชื้อที่กินเวลายาวนานหลายปี โดยที่ระหว่างการติดเชื้ออยู่ไม่เคยได้รับการรักษาเลย โดยจะสามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงระยะด้วยกัน ดังต่อไปนี้

ระยะเฉียบพลัน

เป็นระยะเริ่มแรกของการติดเชื้อเอชไอวี มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาตั้งแต่ 2-4 สัปดาห์หลังจากติดเชื้อ โดยในระยะนี้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากจะเริ่มมีอาการขึ้นจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อเอชไอวี เช่น

“ChatLove2test"
  • ปวดเนื้อเมื่อยตัว อ่อนเพลีย
  • มีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ
  • ต่อมน้ำเหลืองบวมโต
  • มีผื่นขึ้นตามร่างกาย
  • ท้องเสีย

ระยะติดเชื้อเอชไอวีเฉียบพลันนี้ ปริมาณของเชื้อจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากในร่างกาย ทำให้ค่า CD4 ในร่างกายลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน จึงเป็นระยะที่มีความเสี่ยงสูงมากที่สุด ที่จะแพร่กระจายไวรัสเอชไอวีไปยังผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตาม หลังจากช่วงเวลาผ่านไปประมาณ 14-28 วัน ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะค่อยๆ ทำให้ปริมาณของเชื้อเอชไอวีอยู่ในระดับคงที่ ถือว่าเป็นช่วงที่แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยค่อนข้างยาก และควรเลือกวิธีการตรวจหาเชื้อที่เหมาะสมที่สุด จึงจะทำให้ทราบสถานะของผู้ติดเชื้อได้อย่างแน่นอน

โรคเอดส์ ระยะฟักตัว กี่ปีถึงจะมีอาการ

ระยะติดเชื้อเรื้อรัง

เป็นระยะของการติดเชื้อเอชไอวีที่ผู้ป่วยแทบไม่มีอาการใดๆ ที่แสดงออกมาให้เห็นเลย หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเป็นระยะสงบทางคลินิก แต่ในบางคนก็มีโรคเบื้องต้นเกิดขึ้นได้ แต่จะมีอาการไม่ค่อยเยอะมาก ได้แก่

“PrEPLove2test"
  • โรคงูสวัด
  • โรคสะเก็ดเงิน
  • โรคปอดอักเสบ
  • โรคเชื้อราในช่องปาก
  • โรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง
  • โรคปวดกล้ามเนื้อและข้อ
  • โรคผิวหนังอักเสบชนิดเกล็ด
  • โรคเริมที่อวัยวะเพศ หรือริมฝีปาก

ระยะติดเชื้อเอชไอวีเรื้อรัง ปริมาณของไวรัสจะค่อยๆ เพิ่มปริมาณมากขึ้นในระดับต่ำ และกินระยะเวลายาวนานมากกว่า 10 ปี หรือในบางคนอาจใช้เวลาน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมความเสี่ยงที่อาจรับเชื้อมาเพิ่ม และสุขภาพความแข็งแรงของบุคคลนั้นด้วย

ระยะเอดส์

เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ที่ผู้ป่วยจะพัฒนาอาการเข้าสู่ภาวะโรคเอดส์ หากตรวจค่า CD4 จะพบว่ามีระดับต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร (จากเกณฑ์ปกติอยู่ระหว่าง 500-1,600 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร) เมื่อถึงจุดนี้ ระบบภูมิคุ้มกันจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง จนผู้ป่วยเป็นโรคฉวยโอกาสต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับผู้มีที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอเท่านั้น เพราะเมื่อร่างกายขาดภูมิคุ้มกันมากๆ เข้า เชื้อโรคก็เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น ทั้งไวรัสเอชไอวีที่มีอยู่ในตัวแล้ว ไปจนถึงเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา โปรโตซัว ฯลฯ ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนที่มีการรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อนและหายขาดได้ยาก แถมยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกเรื่อยๆ เนื่องจากผู้ป่วยระยะเอดส์มีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง

สิ่งที่ป้องกันไม่ให้ผู้ติดเชื้อเข้าสู่ภาวะโรคเอดส์ได้ คือการตรวจพบเชื้อให้เร็วที่สุด และเข้าสู่กระบวนการรักษาทันที เพื่อที่ตัวยาจะได้เข้าไปช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกาย และลดการแบ่งตัวของไวรัสเอชไอวีลง ทำให้ไม่เจ็บป่วยจากโรคฉวยโอกาสได้ง่ายๆ และยังมีสุขภาพที่ดี

ตรวจ HIV ต้องรอระยะฟักตัวกี่วัน

จริงๆ แล้วการตรวจ HIV สามารถรอระยะฟักตัวหลังจากมีความเสี่ยงมาประมาณ 30 วัน ก็สามารถตรวจพบและเชื่อถือผลตรวจได้แล้ว แต่จะแบ่งออกตามวิธีการตรวจ ดังนี้

ระยะฟักตัว 7 วันขึ้นไป

  • สามารถเลือกการตรวจ HIV ด้วยการหาสารพันธุกรรมของเชื้อ (Nucleic Acid Amplification Testing: NAT) สำหรับการตรวจ HIV RNA หรือ Proviral DNA นี้มีการใช้เพื่อติดตามปริมาณไวรัส (Viral Load) ทั้งก่อนและหลังการรักษาเอชไอวี ซึ่งเป็นวิธีที่มีความรวดเร็วที่สุด โดยไม่ต้องรอถึง 14 วัน แพทย์มักจะเลือกตรวจวิธีนี้กับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการรับเชื้อ

ระยะฟักตัว 14 วันขึ้นไป

  • สามารถเลือกการตรวจ HIV ด้วยการหาแอนติเจนของเชื้อ (HIV p24 Antigen Testing) คือการตรวจโปรตีนที่มีชื่อว่า p24 Antigen วิธีนี้ใช้สำหรับตรวจการติดเชื้อในระยะแรก ซึ่งร่างกายยังไม่สร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านเชื้อเอชไอวี หรือร่างกายมีระดับภูมิคุ้มกันในระดับต่ำมาก จนไม่สามารถตรวจวัดได้ หรือ
  • สามารถเลือกการตรวจ HIV ด้วยการใช้ชุดตรวจแอนติเจนและแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อพร้อมกัน (HIV Ag/Ab Combination Assay) หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า เป็นการตรวจเอชไอวีแบบน้ำยา Fourth Generation สรุปง่ายๆ คือ เป็นการตรวจทั้ง HIV p24 Antigen และ Anti-HIV ในคราวเดียวกัน ที่จะช่วยเพิ่มความแม่นยำของผลตรวจได้

ระยะฟักตัว 21 วันขึ้นไป

  • สามารถเลือกการตรวจ HIV ด้วยการหาแอนติบอดีที่จำเพาะต่อเชื้อ HIV (Anti-HIV Testing) คือตรวจหาภูมิคุ้มกัน (Antibody) ของร่างกายที่สร้างขึ้นมาเมื่อมีเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย และเป็นวิธีเบื้องต้นที่ตามสถานพยาบาลนิยมใช้ในปัจจุบัน หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า เป็นการตรวจเอชไอวีแบบน้ำยา Third Generation สามารถทราบผลได้ใน 1-2 ชั่วโมง

ทั้งนี้ แม้การตรวจเอชไอวีรอบแรกไม่พบเชื้อ ควรรอเวลาผ่านไป 3 เดือนแล้วจึงตรวจซ้ำอีกครั้ง เพื่อยืนยันผลที่แน่นอนที่สุด

การตรวจเอชไอวีด้วยวิธีที่เหมาะสมตาม ระยะฟักตัว

การเรียนรู้ และเข้าใจถึงกลไกของระยะฟักตัวจะช่วยให้คุณเลือกวิธีการตรวจเอชไอวีได้อย่างถูกต้อง และให้ผลที่แม่นยำ ว่ามีหรือไม่มีเชื้อ เพื่อที่จะได้วางแผนขั้นตอนต่อไปได้ แนะนำให้ผู้ตรวจเอชไอวี ทำการปรึกษาแพทย์ และแจ้งข้อมูลความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา เพื่อที่แพทย์จะได้ให้ข้อมูลสำหรับวิธีการตรวจที่เหมาะสม เพราะด้วยความที่ไวรัสเอชไอวีเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการให้เห็นอย่างเด่นชัด และกว่าจะเริ่มมีอาการก็อาจลุกลามไปทั่วร่างกายแล้ว ยากต่อการรักษา เพื่อการตรวจ HIV ที่ได้ผลลัพธ์ที่ดี จะสร้างความมั่นใจและคลายความกังวลของผู้ตรวจที่มีความเสี่ยงได้ครับ

อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

Similar Posts

  • คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการตรวจเอชไอวี

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ยังไม่สามารถคิดค้นวิธีการรักษาให้หายขาดได้ นั่นก็คือ เอชไอวี (HIV : Human Immunodeficiency Virus) ที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ติดเชื้อลดลง ทำให้ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ เป็นสาเหตุของการเกิดโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ ได้ง่ายมากกว่าปกติ อีกทั้งหากไม่เข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วแล้ว จะส่งผลต่อร่างกายทำให้เข้าสู่ระยะรุนแรงที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อว่า ระยะเอดส์ นั่นเอง บทความนี้เราได้รวบรวมคำตอบของทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับ “การตรวจเอชไอวี” ที่คัดสรรมาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วว่า พบคำถามเหล่านี้บ่อยครั้งจากหลากหลายแหล่ง รวมไปถึงความเข้าใจผิด ๆ ที่ต้องการให้ผู้คนทั่วไปเข้าใจไปในทิศทางถูกต้อง ทำไมต้องตรวจเอชไอวี ? เอชไอวี หากทราบสถานะได้เร็วมากเท่าไหร่ โอกาสในการรักษาไม่ให้ลุกลามไปสู่ระยะรุนแรงก็มากด้วยเช่นกัน ดังนั้นการตรวจเอชไอวี จึงเป็นทางเลือกในการป้องกันที่สำคัญไม่แพ้การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทั้งยังเป็นการเพิ่มการตระหนักถึงการดูแลตนเองและคู่ของคุณ ดังนั้นจึงทำให้การตรวจเอชไอวี เป็นสิ่งที่จำเป็นและควรทำอย่างยิ่งในทุก ๆ ปีเช่นเดียวกับการตรวจสุขภาพประจำปี เมื่อไหร่ที่ควรเข้ารับการตรวจเอชไอวี? การตรวจเอชไอวี เป็นเรื่องใหญ่สำหรับใครหลายคน ด้วยความที่ว่าไม่มั่นใจว่าตนเองนั้นมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือไม่ ตลอดจนมองว่าการตรวจเอชไอวี ควรเข้ารับการตรวจเมื่อจำเป็นเท่านั้น อย่างไรก็ตามหากคุณคือหนึ่งในผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจพร้อมทั้งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด การตรวจเอชไอวี ใช้เวลานานหรือไม่ ? ระยะเวลาในการตรวจเอชไอวี ขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจที่เลือกใช้ หากเป็นการตรวจโดยสถานพยาบาลทั่วไปด้วยวิธีการตรวจที่นิยมใช้หลัก ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ระยะเวลาทราบผลได้เร็วที่สุดใน…

  • กลัวผลตรวจเอชไอวี ปัญหาที่ทำให้คนไม่กล้าเผชิญความจริง

    ความกลัวผลตรวจเอชไอวีเป็นหนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่ทำให้หลายคนลังเลหรือเลื่อนการตรวจออกไป ทั้งที่การตรวจคือกุญแจสำคัญในการป้องกันการแพร่เชื้อ และรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ความกลัวนี้เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่รู้ ความเข้าใจผิด ความอาย และความกังวลต่อสายตาสังคม เมื่อผนวกเข้ากับทัศนคติที่ตีตราผู้ติดเชื้อ ปัญหานี้ยิ่งกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากเอชไอวี

  • Love2Test พื้นที่ปลอดภัยเพื่อสุขภาพทางเพศที่คุณเข้าถึงได้ง่ายและมั่นใจ

    ปัจจุบันสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เนื่องจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) และเชื้อเอชไอวี (HIV) ยังคงส่งผลกระทบในวงกว้าง แม้จะมีความก้าวหน้าในด้านการแพทย์และการรักษา แต่การเข้าถึงบริการตรวจสุขภาพ ความรู้ที่ถูกต้อง และการป้องกันเชิงรุก ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ การจองตรวจที่ love2test การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ การรับยา PrEP หรือ PEP เมื่อมีความเสี่ยง รวมถึงการมีความรู้ที่ถูกต้อง จะช่วยปกป้องทั้งตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • 5 ข้อสำคัญที่ควรรู้ก่อนไปตรวจเอชไอวี

    การเตรียมตัวก่อนตรวจหาเชื้อนั้นไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก ขอให้เพียงพร้อมทั้งทางด้านร่างกาย พร้อมทางใจ ทางความคิด นั่นคือ มีความสุขุมสามารถยอมรับฟังผลการตรวจเลือดได้โดยไม่คิดไปในทางร้ายหรือแย่กับตัวเองและคนรอบข้าง เพียงเท่านี้ท่านก็เป็นคนหนึ่งแล้วที่พร้อมกับการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อ ได้รับความเสี่ยงมาเกิน 2 สัปดาห์แล้ว เพราะถือเป็นระยะเวลาที่มีโอกาสตรวจพบเชื้อได้แล้วถ้าติดเชื้อมา แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อไปตรวจแล้วในครั้งแรกไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ทางสถานพยาบาลที่ตรววท่านจะนัดให้ท่านทำการตรวจอีกครั้งเมื่อครบ 3 เดือน หรือด้วยเทคโนโลยีใหม่ จะมีการตรวจด้วยวิธี NAT ซึ่งจะสามารถเข้าตรวจ HIV ได้หลังรับความเสี่ยงมาเกินแค่ 1-2 สัปดาห์ มีกำลังใจดี พร้อมรับฟังผลเลือด แน่นอนว่าใครได้รับความเสี่ยงมาก็เครียดกันทั้งนั้น แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราพยายามทำความเข้าใจกับมันว่า มันเกิดไปแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ มีสติ มีปัญญา ทำจิตใจให้เป็นปกติ มีความสุขกับเรื่องเล็กๆให้ได้ และศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคนี้ให้มากขึ้น ให้รู้ว่า โรคนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย ถ้ารู้วิธีอยู่กับมัน รู้ตัวและทราบถึงคุณค่าของตัวเอง คนส่วนใหญ่พอเจอเรื่องผิดพลาดในชีวิต ก็จะเอาแต่คอยด่าว่าตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นความคิดที่ผิด คนบางคนทำเรื่องดีดีมามากมายแต่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็โดนคนรอบข้างต่อว่าจนนอยด์ แต่ในความจริงแล้วเราควรรู้ตัวเราเอง ว่าครั้งนี้เราพลาดก็จริง แต่พลาดเพราะอะไรหล่ะ ครั้งหน้าจะทำอย่างไรไม่ให้พลาดแบบนี้อีก แล้วเราก็ต้องฉุกคิดให้ได้ว่าความดีที่ผ่านมาของเรามีประโยชน์ต่อคนรอบข้างแค่ไหน คนทุกคนมีคุณค่าในตัวเองเสมอ รู้ตัวเร็ว รักษาเร็ว ด้วยเทคโนโลยีและวงการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มีการพัฒนาตัวยาต้านเชื้อไวรัสที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นความจริงที่เก่าเกินไปแล้วว่าคนเป็นเอดส์แล้วตายเร็ว ในปัจจุบันคนติดเชื้อ…

  • การตรวจ HIV สามารถตรวจได้ด้วยเหตุผลใดบ้าง

    คนไทยอาจคุ้นเคยกับการตรวจ HIV ว่า ต้องเป็นผู้ที่เสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย หรือว่าไม่ได้ป้องกัน หรือบุคคลนั้นต้องทำงานด้านค้าบริการทางเพศ นั่นทำให้ภาพจำในสังคมไทยต่อการตรวจโรค HIV เป็นด้านลบ  ทั้งที่จริงๆ แล้วการตรวจเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้ ตรวจเพื่อวางแผนการมีบุตร สร้างครอบครัว สำหรับชายหญิงที่ต้องการมีบุตรรวมถึงชายรักชาย หรือหญิงรักหญิง ที่ต้องการมั่นคงกับคู่รักเพื่อมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน การแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ว่า ต้องการ ตรวจHIV เพื่อวางแผนการมีบุตร หรือสร้างครอบครัว ก็เป็นเรื่องปกติ  เราสามารถพบเห็นการแนะนำเพื่อตรวจประเภทนี้ได้ทั่วไปในแผนกสูตินรีเวช ตรวจเพื่อเข้าสมัครงาน หลายบริษัทมีการตรวจเช็คความพร้อมของบุคลากรที่จะเข้ามาทำงานโดยการให้ตรวจสุขภาพ หนึ่งในนั้นคือ การตรวจเชื้อ HIV  ตรวจเพื่อเช็คสุขภาพ คนไทยอาจไม่คุ้นเคยและมีความเขินอายต่อการเดินเข้าไปขอตรวจเชื้อ HIV หลายคนจึงชอบใช้วิธีบริจาคเลือดเพื่อจะได้ตรวจเช็คว่า เลือดของตนเองนั้นปลอดภัยต่อการบริจาคหรือไม่ แต่วิธีนี้ที่ไม่ถูกต้องและอาจส่งผลเสียต่อผู้อื่นได้ หากเกิดความผิดพลาด หรือยังไม่พ้นระยะฟักตัวของเชื้อที่ทำให้ตรวจพบได้ ดังนั้น การตรวจเช็คและบอกข้อมูลสำคัญต่อเจ้าหน้าที่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ใครบ้างที่ควรตรวจ HIV  การ มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน กับคู่นอนที่ไม่ทราบผลเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น การถูกล่วงละเมิดทางเพศ ชายรักชาย บุคลากรทางการแพทย์ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่นำไปสู่การติดเชื้อ HIV ได้ หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ป่วยด้วยวัณโรค บทความที่เกี่ยวข้อง…

  • วิธีป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

    แน่นอนว่า เซ็กส์ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร เพราะมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่มนุษย์ต้องมี แต่ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มักจะเกิดขึ้นกับคนที่ไม่ได้ป้องกันตัวเอง หรือมีการพลั้งเผลอไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เราทุกคนจึงควรเรียนรู้วิธีการที่จะมีเซ็กส์อย่างปลอดภัย และห่างไกลจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย เพราะไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวคุณเองทั้งนั้น วันนี้ ลองมาอ่านบทความนี้กันดีกว่าว่าคุณจะสามารถเซฟตัวเองไม่ให้เข้าใกล้โรคร้ายได้อย่างไรบ้าง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีอะไรบ้าง โดยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ถูกพบมากที่สุด ได้แก่ เอชไอวี เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ Human Immunodeficiency Virus (ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเชียนซีไวรัส) เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง จนไม่อาจต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีระยะฟักตัวตั้งแต่ 2-6 สัปดาห์ขึ้นไปถึงจะตรวจพบเชื้อ หรือขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจที่เลือกด้วย ปัจจุบันสามารถตรวจแบบแนท (NAT) ที่หลังมีความเสี่ยงประมาณ 5-7 วัน โรคหนองในแท้ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria Gonorrhoeae (ไนซ์ซีเรีย โกโนร์เรีย) อาจมีอาการเกิดขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์หลังจากติดเชื้อ ในเพศหญิง จะเกิดอาการตกขาวผิดปกติ มีเลือดออกบริเวณช่องคลอด รู้สึกแสบเวลาปัสสาวะ ส่วนในเพศชาย จะมีหนองสีเขียวหรือเหลืองไหลออกมาจากปลายอวัยวะเพศ ลูกอัณฑะบวม และเจ็บเวลาปัสสาวะ เป็นต้น โรคหนองในเทียม เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ…