จากยากินสู่ยาฉีด ยุคใหม่ ของการใช้ PrEP เพื่อป้องกันเอชไอวี
|

จากยากินสู่ยาฉีด ยุคใหม่ ของการใช้ PrEP เพื่อป้องกันเอชไอวี

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้ PrEP หรือยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม รูปแบบของ PrEP ที่ใช้อยู่เดิมส่วนใหญ่ยังเป็นแบบรับประทานรายวัน ซึ่งแม้จะได้ผลดี แต่ก็มีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น ความต่อเนื่องในการใช้ยา ความสะดวกในชีวิตประจำวัน และการยอมรับทางสังคม

ในปี 2025 นี้ โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการป้องกันเอชไอวี ด้วยนวัตกรรม PrEP แบบฉีด ที่สามารถให้ผลลัพธ์ในการป้องกันที่สูงขึ้น ใช้งานสะดวกขึ้น และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ และผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงสูง

จากยากินสู่ยาฉีด ยุคใหม่ ของการใช้ PrEP เพื่อป้องกันเอชไอวี
Love2test

Table of Contents

PrEP คืออะไร?

PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) หรือยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ เป็นหนึ่งในนวัตกรรมด้านสาธารณสุขที่เปลี่ยนแปลงวิธีการป้องกันเอชไอวีในระดับบุคคล โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM), คนข้ามเพศ, ผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด, และคู่นอนของผู้ติดเชื้อเอชไอวี

Love2test

ก่อนหน้านี้ PrEP มีให้ใช้ในรูปแบบยาเม็ดรับประทานรายวัน เช่น Tenofovir disoproxil fumarate/emtricitabine (TDF/FTC) ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้มากกว่า 99% หากใช้อย่างสม่ำเสมอ

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการแพทย์ได้พัฒนา PrEP แบบฉีด (Long-Acting PrEP) ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยเพิ่มความสะดวก ลดภาระในการกินยาทุกวัน และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดของเอชไอวีในระดับโลก

“ChatLove2test"

ปัญหาของ PrEP แบบเม็ด

แม้ PrEP แบบเม็ดจะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โดยมีงานวิจัยมากมายยืนยันว่า หากใช้อย่างถูกต้อง และต่อเนื่องสามารถลดความเสี่ยงได้มากกว่า 99% แต่ในทางปฏิบัติ กลับพบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ ไม่สามารถใช้อย่างมีประสิทธิผลได้จริง เนื่องจากปัจจัยทั้งทางสังคม พฤติกรรม และสุขภาพส่วนบุคคล ซึ่งกลายเป็นเหตุผลหลักที่ผลักดันให้นักวิจัยทั่วโลกหาทางออกที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

ต้องกินยาอย่างสม่ำเสมอ หรือใช้สูตร on demand อย่างเคร่งครัด

PrEP แบบเม็ดจำเป็นต้องใช้ต่อเนื่องทุกวัน หรืออย่างน้อยที่สุดต้องใช้ตามสูตร on demand ที่ต้องกินก่อนมีเพศสัมพันธ์ 2 เม็ด จากนั้น 1 เม็ดในวันถัดมา และอีก 1 เม็ดในวันถัดไป รวมเป็น 4 เม็ดต่อหนึ่งครั้งของความเสี่ยง

“PrEPLove2test"

รูปแบบนี้อาจฟังดูไม่ซับซ้อน แต่ในความเป็นจริง ต้องอาศัยวินัยสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ไม่แน่นอน หรือไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ การลืมกินเพียงไม่กี่ครั้งอาจทำให้ระดับยาในกระแสเลือดลดลง และทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันเอชไอวีลดลงทันที

ในบางคน การใช้ยาอย่างไม่สม่ำเสมอไม่เพียงแต่ลดผลของ PrEP แต่ยังอาจส่งผลต่อความไว้วางใจในประสิทธิภาพของยา จนนำไปสู่การหยุดใช้โดยไม่ปรึกษาแพทย์

เสี่ยงลืมกินยา และผลต่อประสิทธิภาพในการป้องกัน

ผู้ที่ใช้ PrEP แบบเม็ดเป็นประจำต้องอาศัยความรับผิดชอบส่วนตัวอย่างสูง การลืมกินยา 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์อาจทำให้ระดับยาในร่างกายต่ำกว่าที่ต้องการในการป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งหมายความว่า ผู้ใช้จะอยู่ในช่วงเสี่ยงแม้จะคิดว่าตนเองกำลังได้รับการป้องกัน

งานวิจัยจำนวนมากพบว่า adherence หรือ การปฏิบัติตามการใช้ยา เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำให้ PrEP ได้ผล หากผู้ใช้ไม่สามารถรักษาการใช้ยาให้สม่ำเสมอ ก็อาจได้รับการปกป้องที่ต่ำกว่าที่ควร ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในชีวิตจริง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน คนที่มีไลฟ์สไตล์ไม่แน่นอน หรือคนที่ใช้สารเสพติด

ผลข้างเคียงที่ส่งผลต่อการใช้ในระยะยาว

ถึงแม้ยา PrEP ส่วนใหญ่จะปลอดภัยในภาพรวม แต่ก็มีผู้ใช้บางคนที่ประสบกับผลข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็น

  • อาการคลื่นไส้ ปวดหัว หรืออ่อนเพลีย โดยเฉพาะในช่วงเริ่มใช้ยา
  • ผลต่อการทำงานของไต โดยเฉพาะหากใช้ยา TDF ต่อเนื่องในระยะยาว
  • ลดความหนาแน่นของกระดูกในบางกรณี แม้จะไม่รุนแรงแต่ก็อาจมีผลในผู้สูงอายุ

ผลข้างเคียงเหล่านี้อาจไม่เกิดในทุกคน แต่สำหรับบางคนก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องหยุดยา PrEP แบบเม็ด หรือลังเลที่จะเริ่มต้นใช้งาน

อุปสรรคทางสังคม และวิถีชีวิต ไม่ใช่ทุกคนที่เข้าถึง PrEP ได้ง่าย

การใช้ PrEP แบบเม็ดต้องอาศัย ความมั่นคงทางสังคม และสภาพแวดล้อมที่เอื้อ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนมี ตัวอย่างของกลุ่มที่เผชิญปัญหาในการเข้าถึง และใช้ PrEP แบบเม็ดอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

  • คนไร้บ้าน หรือคนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยแน่นอน ไม่สามารถเก็บรักษายาได้ หรือไม่มีเวลา และความเป็นส่วนตัวในการกินยา
  • คนทำงานกลางคืน เช่น พนักงานบริการทางเพศ ซึ่งมีเวลานอนพักผ่อนไม่เป็นปกติ จึงอาจลืมกินยาหรือกินไม่ตรงเวลา
  • ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวล อาจมีปัญหาด้านความต่อเนื่องในการดูแลสุขภาพตนเอง

ในกรณีเหล่านี้ PrEP แบบเม็ดอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด และการมีทางเลือกอื่น เช่น PrEP แบบฉีด ที่ไม่ต้องใช้ทุกวัน จะช่วยเติมเต็มช่องว่างในระบบป้องกันโรคเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยาฉีด Cabotegravir LA: จุดเปลี่ยนสำคัญของ PrEP

ในโลกของการป้องกันเอชไอวี การพัฒนายา PrEP แบบฉีดถือเป็นการปฏิวัติแนวทางการดูแลสุขภาพทางเพศอย่างแท้จริง และ Cabotegravir Long-Acting (CAB-LA) คือ “ผู้เปลี่ยนเกม” ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับทั้งวงการแพทย์ และสาธารณสุขทั่วโลก

Cabotegravir LA คืออะไร?

Cabotegravir LA เป็น ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อแบบออกฤทธิ์ยาว ที่พัฒนาโดยบริษัท ViiV Healthcare โดยได้รับการรับรองจากองค์การอาหาร และยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ในเดือนธันวาคม ปี 2021 ให้ใช้เป็นยา PrEP สำหรับการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง โดยฉีดเพียง ทุก 2 เดือน หรือ ทุก 8 สัปดาห์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ PrEP ที่ผู้ใช้งานไม่ต้องพึ่งพายาเม็ดที่ต้องกินทุกวันอีกต่อไป

จุดเด่นของ Cabotegravir LA ที่เปลี่ยนอนาคตของ PrEP

  • ฉีดเพียงทุก 8 สัปดาห์ ไม่ต้องกินยาทุกวัน
    • นี่คือข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของ Cabotegravir LA: การลดภาระของผู้ใช้ในการต้องจดจำหรือกินยาเป็นประจำทุกวัน เมื่อผู้ใช้เข้ารับการฉีดยาทุก 2 เดือนในคลินิก ความเสี่ยงจากการ “ลืมกินยา” แทบจะถูกตัดออกไปโดยสิ้นเชิง
    • ผู้ที่มีตารางชีวิตไม่แน่นอน เช่น คนทำงานกะดึก ผู้ที่ต้องเดินทางบ่อย หรือคนที่ไม่สามารถพกยาติดตัวได้ตลอดเวลา จะได้รับประโยชน์อย่างมากจากทางเลือกใหม่นี้
  • ลดโอกาสลืมใช้ยา เพิ่มความมั่นใจในการป้องกัน
    • ปัญหาสำคัญของ PrEP แบบเม็ดคือ “adherence” หรือความต่อเนื่องในการใช้ยา ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อเอชไอวี Cabotegravir LA ช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด เพราะไม่ต้องใช้ความพยายามส่วนตัวในระดับสูง เพียงแค่รับการฉีดยาทุก 2 เดือนจากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
    • การลดภาระจากการต้องจดจำ จะช่วยสร้างความ มั่นใจต่อเนื่อง ให้กับผู้ใช้ และลดความรู้สึกผิดหากลืมกินยาแบบเดิมอีกต่อไป
  • ไม่มีผลข้างเคียงต่อไต หรือลดความหนาแน่นของกระดูก
    • Cabotegravir มีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาที่แตกต่างจากยา TDF (Tenofovir disoproxil fumarate) ซึ่งเป็นยาหลักใน PrEP แบบเม็ด โดยเฉพาะในแง่ของ ความปลอดภัยในระยะยาว
    • ไม่พบว่ามีผลกระทบต่อการทำงานของไต
    • ไม่มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าลดความหนาแน่นของกระดูก
    • เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาไตหรือความกังวลเรื่องสุขภาพกระดูก เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคเรื้อรัง
    • สิ่งเหล่านี้ทำให้ Cabotegravir LA เป็นทางเลือกที่ “ปลอดภัย” สำหรับกลุ่มผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนด้านสุขภาพ และต้องการลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการใช้ยาในระยะยาว
  • ประสิทธิภาพสูงกว่า PrEP แบบเม็ดจากงานวิจัยระหว่างประเทศ
    • Cabotegravir LA ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกที่สะดวกกว่า แต่ยังแสดงให้เห็นถึง ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า จากงานวิจัยระดับนานาชาติ
      • HPTN 083: ศึกษาในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) และหญิงข้ามเพศ พบว่า Cabotegravir LA ลดอัตราการติดเชื้อได้ดีกว่ากลุ่มที่ใช้ TDF/FTC ถึง 66%
      • HPTN 084: ศึกษาในกลุ่มผู้หญิงในแอฟริกาตอนใต้ พบว่า Cabotegravir LA ลดการติดเชื้อได้มากกว่ายาเม็ดถึง 89%
    • ทั้งสองการศึกษานี้ถูกยกย่องว่าเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวทางการป้องกันเอชไอวี และเป็นแรงผลักดันให้ WHO และองค์การสาธารณสุขทั่วโลกเริ่มพิจารณาการบรรจุ Cabotegravir LA ไว้ในแนวทางการรักษา และป้องกันอย่างเป็นทางการ

ใครเหมาะกับ PrEP แบบฉีด?

กลุ่มที่อาจได้ประโยชน์สูงจาก PrEP แบบฉีด ได้แก่

  • คนที่ลืมกินยาเม็ดบ่อย ๆ
  • คนที่มีไลฟ์สไตล์ยุ่ง เดินทางบ่อย
  • คนที่ไม่สะดวกพกหรือกินยาในที่สาธารณะ
  • กลุ่มเยาวชน LGBTQ+ ที่ไม่สามารถเปิดเผยการใช้ PrEP กับครอบครัว
  • คนไร้บ้าน หรือคนในระบบยุติธรรม

PrEP แบบฉีดอาจช่วยปิดช่องว่าง ของคนที่หลุดออกจากระบบป้องกันในรูปแบบเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสะดวก และผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้ยา

หนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญของ PrEP แบบฉีดคือความ สะดวกในการใช้

  • ไม่ต้องกินยาทุกวัน
  • ไม่ต้องพกยาเม็ดเมื่อเดินทาง
  • ลดความอายหรือความเครียดจากการกินยาในที่สาธารณะ
  • ช่วยผู้ที่มีปัญหาการปฏิบัติตามการกินยา (adherence) ได้ดีกว่า

การเปลี่ยนจาก PrEP แบบกินไปสู่แบบฉีดอาจเพิ่มจำนวนผู้ใช้อย่างสม่ำเสมอ และลดการติดเชื้อในระดับประชากรได้มากขึ้น

ข้อจำกัดของ PrEP แบบฉีด ที่ควรพิจารณา

ข้อจำกัดของ PrEP แบบฉีด ที่ควรพิจารณา

แม้จะดูเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่ PrEP แบบฉีดก็มีข้อควรระวังเช่นกัน

  • ต้องไปคลินิกเพื่อฉีดยาทุก 2 เดือน
  • อาจเกิดอาการเจ็บหรือก้อนแข็งที่ตำแหน่งฉีด
  • ยังไม่มีการวิจัยมากพอในกลุ่มคนบางประเภท เช่น ผู้มีภาวะโรคตับหรือไตเรื้อรัง
  • ยังมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับ PrEP แบบกิน

ประเทศไทยยังไม่มีการขึ้นทะเบียนหรือให้บริการยาฉีด CAB-LA อย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้สนใจต้องรอการนำเข้าในอนาคต หรือซื้อบริการจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีจำหน่าย

PrEP แบบฉีดในประเทศไทย มีโอกาสหรือไม่?

แม้ในปี 2025 ประเทศไทยยังไม่มีการจำหน่าย Cabotegravir LA อย่างแพร่หลาย แต่ความสนใจ และการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการใช้งานก็เริ่มขึ้นแล้ว โดยเฉพาะจากองค์กรภาคประชาสังคม คลินิกเฉพาะทางด้านสุขภาพทางเพศ และโครงการวิจัยที่อาจนำมาทดลองใช้ในกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูง

หากประเทศไทยสามารถทำให้ยาฉีด PrEP เข้าถึงได้ในราคาประหยัด อาจช่วยลดอัตราการติดเชื้อเอชไอวีใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า

แนวโน้มในอนาคต PrEP แบบฉีดจะเป็นมาตรฐานใหม่หรือไม่?

หากแนวโน้มการใช้ Cabotegravir LA ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศที่มีการเข้าถึงยาในระบบสุขภาพภาครัฐ เราอาจเห็น PrEP แบบฉีดกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” สำหรับการป้องกันเอชไอวีในระดับประชากร

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำ Cabotegravir LA เป็นหนึ่งในทางเลือกหลักของ PrEP แล้วในปี 2022 และหลายประเทศในแอฟริกาได้เริ่มโครงการแจกจ่ายฟรีในระดับชุมชน

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การใช้ยาเพร็พ (PrEP)

ผลข้างเคียงของยาเพร็พ (PrEP)

PrEP แบบฉีด คือ การปฏิวัติแนวทางการป้องกันเอชไอวีที่น่าจับตามอง และอาจเป็นคำตอบของคำถามสำคัญที่โลกยังเผชิญอยู่ คือ เราจะยุติการระบาดของเอชไอวีได้เมื่อไร?

แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีให้บริการอย่างแพร่หลาย แต่การเตรียมความพร้อมทั้งด้านข้อมูล นโยบาย และระบบสาธารณสุข จะช่วยให้เราก้าวทันนวัตกรรมนี้ และเพิ่มโอกาสให้กับคนไทยทุกกลุ่มในการเข้าถึง PrEP ที่ตอบโจทย์ชีวิตอย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง

  • U.S. Food and Drug Administration (FDA). Apretude: First Injectable PrEP for HIV Prevention. รายละเอียดเกี่ยวกับการอนุมัติยา Cabotegravir LA สำหรับการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.fda.gov/news-events/press-announcements/fda-approves-first-injectable-treatment-hiv-pre-exposure-prevention
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). PrEP Overview. Comprehensive details on PrEP use, effectiveness, and guidelines. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics/prep.html
  • World Health Organization (WHO). Guidelines on long-acting injectable cabotegravir for HIV prevention. คำแนะนำจากองค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับ PrEP แบบฉีด. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/publications/i/item/9789240054097
  • กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. แนวทางการให้บริการยา PrEP เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.thaiaidssociety.org/images/PDF/PrEP_Service_Guideline.pdf
  • มูลนิธิเข้าถึงเอดส์. คู่มือการใช้ยา PrEP สำหรับประชาชนทั่วไป. ข้อมูลความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้ยา PrEP ในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.thaiaidssociety.org/images/PDF/PrEP_Guidebook.pdf

Similar Posts

  • Love2Test พื้นที่ปลอดภัยเพื่อสุขภาพทางเพศที่คุณเข้าถึงได้ง่ายและมั่นใจ

    ปัจจุบันสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เนื่องจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) และเชื้อเอชไอวี (HIV) ยังคงส่งผลกระทบในวงกว้าง แม้จะมีความก้าวหน้าในด้านการแพทย์และการรักษา แต่การเข้าถึงบริการตรวจสุขภาพ ความรู้ที่ถูกต้อง และการป้องกันเชิงรุก ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ การจองตรวจที่ love2test การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ การรับยา PrEP หรือ PEP เมื่อมีความเสี่ยง รวมถึงการมีความรู้ที่ถูกต้อง จะช่วยปกป้องทั้งตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • เอดส์ระยะที่ 2 เป็นอย่างไร

    เอดส์ระยะที่ 2 หลายคนอาจเข้าใจว่า การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และโรคเอดส์ (AIDS) เป็นโรคเดียวกัน ดังนั้นบ่อยครั้ง จะใช้คำว่า “เอดส์” แทน “การติดเชื้อเอชไอวี” และเมื่ออ้างถึงระยะของโรค เช่น เอดส์ระยะที่ 1 เอดส์ระยะที่ 2 และเอดส์ระยะสุดท้าย แต่ในความจริงแล้ว การติดเชื้อเอชไอวี ถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน หากผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะที่ 2 มีการรับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง ดูแลตัวเองอย่างดี เชื้อเอชไอวีจะไม่พัฒนาเข้าสู่ระยะที่ 3 หรือระยะเอดส์ กล่าวคือผู้ติดเชื้อเอชไอวีจะไม่กลายเป็นเอดส์ทุกคน และสามารถมีชีวิตอยู่ได้เหมือนกับคนปกติทั่วไปโดยไม่เจ็บป่วยจากโรค

  • | |

    รวมสิทธิจำเป็น! เข้าถึงการรักษาเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างทั่วถึง

    การเข้าถึงการรักษาเอชไอวี (HIV) และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) อย่างทั่วถึงเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียม เพราะโรคเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพของสังคมโดยรวมด้วย การได้รับการวินิจฉัยเร็ว และเริ่มต้นการรักษาอย่างทันท่วงที คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยหยุดการแพร่กระจาย และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

  • | |

    เสี่ยง – ไม่เสี่ยงก็ต้องตรวจเอชไอวี

    ไม่มีใครที่ไม่รู้จักเชื้อเอชไอวี (HIV) แม้ปัจจุบันนี้ข่าวคราวเกี่ยวกับโรคเอดส์จะเงียบหายไป แต่จำนวนผู้ติดเชื้อตอนนี้กลับไม่ได้เงียบหายตามข่าว ดังนั้น หน่วยงานต่างๆ จึงร่วมกันส่งเสริมให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับเชื้อตัวนี้ ไม่ว่าคุณจะมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง ยังไงเราก็แนะนำว่าทุกคนควรต้องตรวจเอชไอวีอยู่ดี ตรวจเลือดเป็นประจำ ตรวจเลือดเป็นประจำทุก 6-12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมความเสี่ยงในการมีเพศสัมพันธ์หรือความถี่ในการสัมผัสสารคัดหลั่ง… “ทุกวันนี้ เอชไอวี ตรวจฟรี ตรวจเร็ว โดยให้คนไทยที่มีบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก สามารถ ตรวจเอชไอวีได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง ทุกโรงพยาบาลที่ให้บริการภายใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกอบกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้สามารถตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้รวดเร็วและแม่นยำ และควรตรวจหาเชื้อเอชไอวีหลังจากมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไม่สวมถุงยางอนามัยหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ประมาณ 1 เดือน เมื่อทราบผลว่าไม่ติดเชื้อเอชไอวี จะได้รับการปรึกษาเรื่องการป้องกัน การติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ต่อไป หากพบการติดเชื้อเอชไอวี จะได้เข้ารับการรักษาโดยเร็ว” รู้เร็ว รักษาเร็ว ใช้ชีวิตได้ปกติ เอชไอวี รู้เร็ว ยังมีโอกาสใช้ชีวิตได้ปกติแต่หากเข้ารักษาล่าช้า จะเริ่มป่วยและมีอาการของโรคแทรกซ้อนตามมา ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันต่ำ เกิดโรคเรื้อรังได้ง่าย แล้วเชื้อเอชไอวีในร่างกายจะเพิ่มขึ้น จนถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีไปสู่คู่นอนและผู้อื่นได้ อย่ากังวลและเครียดจนเกินเหตุ สำหรับผู้ที่ทราบถึงภาวะการติดเชื้อแล้ว…

  • |

    เมื่อเด็กติดเชื้อเอชไอวี ความท้าทาย และการดูแลที่ครอบครัวควรรู้

    เอชไอวี (HIV) ไม่ได้เป็นโรคที่พบเฉพาะในผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเด็กทั่วโลก โดยเฉพาะการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกในระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด หรือการให้นมบุตร เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีตั้งแต่วัยเยาว์ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม การดูแลเด็กเหล่านี้จึงต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือจากครอบครัว แพทย์ และชุมชน เราจะมาทำความเข้าใจว่าเอชไอวีในเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร ความท้าทายที่ต้องเผชิญมีอะไรบ้าง และครอบครัวควรดูแล และสนับสนุนเด็กอย่างไรเพื่อให้พวกเขาเติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี

  • | |

    STI คืออะไร?

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted infections; STI)  คือ การติดเชื้อจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ โดยผ่านการจูบ, การสัมผัสหรือถูอวัยวะเพศ, การมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก (การใช้ปากกับอวัยวะเพศ), การร่วมเพศ (องคชาตในช่องคลอด องคชาตในทวารหนัก), การใช้เซ็กซ์ทอย รวมถึง การติดเชื้อจากแม่ไปสู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด และหลังคลอด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุด เชื้อ HIV โรคหนองใน โรคหนองในเทียม โรคหูดหงอนไก่และเชื้อ HPV โรคเริม โรคซิฟิลิส โรคไวรัสตับอักเสบเอ โรคไวรัสตับอักเสบบี และโรคไวรัสตับอักเสบซี ใครเสี่ยงที่จะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ? การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย กับบุคคลเหล่านี้จะทำให้คุณมีแนวโน้มการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ได้มากขึ้น เช่น คู่นอนชั่วครั้งชั่วคราว, มีคู่นอนหลายคน หรือมีกิจกรรมทางเพศบ่อย ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยกับผู้ชายคนอื่น อายุน้อย ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศสัมพันธ์ เคยมีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในอดีต ดื่มสุรา  ใช้สารเสพติด เมื่อไหร่ที่ควรมาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์? มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย (ทั้งผ่านทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางหวารหนัก) มีอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่บริเวณอวัยวะเพศของคุณ ได้แก่ องคชาต, ลูกอัณฑะ,…