จากยากินสู่ยาฉีด ยุคใหม่ ของการใช้ PrEP เพื่อป้องกันเอชไอวี
|

จากยากินสู่ยาฉีด ยุคใหม่ ของการใช้ PrEP เพื่อป้องกันเอชไอวี

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้ PrEP หรือยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม รูปแบบของ PrEP ที่ใช้อยู่เดิมส่วนใหญ่ยังเป็นแบบรับประทานรายวัน ซึ่งแม้จะได้ผลดี แต่ก็มีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น ความต่อเนื่องในการใช้ยา ความสะดวกในชีวิตประจำวัน และการยอมรับทางสังคม

ในปี 2025 นี้ โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการป้องกันเอชไอวี ด้วยนวัตกรรม PrEP แบบฉีด ที่สามารถให้ผลลัพธ์ในการป้องกันที่สูงขึ้น ใช้งานสะดวกขึ้น และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ และผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงสูง

จากยากินสู่ยาฉีด ยุคใหม่ ของการใช้ PrEP เพื่อป้องกันเอชไอวี
Love2test

Table of Contents

PrEP คืออะไร?

PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) หรือยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ เป็นหนึ่งในนวัตกรรมด้านสาธารณสุขที่เปลี่ยนแปลงวิธีการป้องกันเอชไอวีในระดับบุคคล โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM), คนข้ามเพศ, ผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด, และคู่นอนของผู้ติดเชื้อเอชไอวี

Love2test

ก่อนหน้านี้ PrEP มีให้ใช้ในรูปแบบยาเม็ดรับประทานรายวัน เช่น Tenofovir disoproxil fumarate/emtricitabine (TDF/FTC) ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้มากกว่า 99% หากใช้อย่างสม่ำเสมอ

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการแพทย์ได้พัฒนา PrEP แบบฉีด (Long-Acting PrEP) ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยเพิ่มความสะดวก ลดภาระในการกินยาทุกวัน และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดของเอชไอวีในระดับโลก

“ChatLove2test"

ปัญหาของ PrEP แบบเม็ด

แม้ PrEP แบบเม็ดจะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โดยมีงานวิจัยมากมายยืนยันว่า หากใช้อย่างถูกต้อง และต่อเนื่องสามารถลดความเสี่ยงได้มากกว่า 99% แต่ในทางปฏิบัติ กลับพบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ ไม่สามารถใช้อย่างมีประสิทธิผลได้จริง เนื่องจากปัจจัยทั้งทางสังคม พฤติกรรม และสุขภาพส่วนบุคคล ซึ่งกลายเป็นเหตุผลหลักที่ผลักดันให้นักวิจัยทั่วโลกหาทางออกที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

ต้องกินยาอย่างสม่ำเสมอ หรือใช้สูตร on demand อย่างเคร่งครัด

PrEP แบบเม็ดจำเป็นต้องใช้ต่อเนื่องทุกวัน หรืออย่างน้อยที่สุดต้องใช้ตามสูตร on demand ที่ต้องกินก่อนมีเพศสัมพันธ์ 2 เม็ด จากนั้น 1 เม็ดในวันถัดมา และอีก 1 เม็ดในวันถัดไป รวมเป็น 4 เม็ดต่อหนึ่งครั้งของความเสี่ยง

“PrEPLove2test"

รูปแบบนี้อาจฟังดูไม่ซับซ้อน แต่ในความเป็นจริง ต้องอาศัยวินัยสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ไม่แน่นอน หรือไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ การลืมกินเพียงไม่กี่ครั้งอาจทำให้ระดับยาในกระแสเลือดลดลง และทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันเอชไอวีลดลงทันที

ในบางคน การใช้ยาอย่างไม่สม่ำเสมอไม่เพียงแต่ลดผลของ PrEP แต่ยังอาจส่งผลต่อความไว้วางใจในประสิทธิภาพของยา จนนำไปสู่การหยุดใช้โดยไม่ปรึกษาแพทย์

เสี่ยงลืมกินยา และผลต่อประสิทธิภาพในการป้องกัน

ผู้ที่ใช้ PrEP แบบเม็ดเป็นประจำต้องอาศัยความรับผิดชอบส่วนตัวอย่างสูง การลืมกินยา 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์อาจทำให้ระดับยาในร่างกายต่ำกว่าที่ต้องการในการป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งหมายความว่า ผู้ใช้จะอยู่ในช่วงเสี่ยงแม้จะคิดว่าตนเองกำลังได้รับการป้องกัน

งานวิจัยจำนวนมากพบว่า adherence หรือ การปฏิบัติตามการใช้ยา เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำให้ PrEP ได้ผล หากผู้ใช้ไม่สามารถรักษาการใช้ยาให้สม่ำเสมอ ก็อาจได้รับการปกป้องที่ต่ำกว่าที่ควร ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในชีวิตจริง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน คนที่มีไลฟ์สไตล์ไม่แน่นอน หรือคนที่ใช้สารเสพติด

ผลข้างเคียงที่ส่งผลต่อการใช้ในระยะยาว

ถึงแม้ยา PrEP ส่วนใหญ่จะปลอดภัยในภาพรวม แต่ก็มีผู้ใช้บางคนที่ประสบกับผลข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็น

  • อาการคลื่นไส้ ปวดหัว หรืออ่อนเพลีย โดยเฉพาะในช่วงเริ่มใช้ยา
  • ผลต่อการทำงานของไต โดยเฉพาะหากใช้ยา TDF ต่อเนื่องในระยะยาว
  • ลดความหนาแน่นของกระดูกในบางกรณี แม้จะไม่รุนแรงแต่ก็อาจมีผลในผู้สูงอายุ

ผลข้างเคียงเหล่านี้อาจไม่เกิดในทุกคน แต่สำหรับบางคนก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องหยุดยา PrEP แบบเม็ด หรือลังเลที่จะเริ่มต้นใช้งาน

อุปสรรคทางสังคม และวิถีชีวิต ไม่ใช่ทุกคนที่เข้าถึง PrEP ได้ง่าย

การใช้ PrEP แบบเม็ดต้องอาศัย ความมั่นคงทางสังคม และสภาพแวดล้อมที่เอื้อ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนมี ตัวอย่างของกลุ่มที่เผชิญปัญหาในการเข้าถึง และใช้ PrEP แบบเม็ดอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

  • คนไร้บ้าน หรือคนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยแน่นอน ไม่สามารถเก็บรักษายาได้ หรือไม่มีเวลา และความเป็นส่วนตัวในการกินยา
  • คนทำงานกลางคืน เช่น พนักงานบริการทางเพศ ซึ่งมีเวลานอนพักผ่อนไม่เป็นปกติ จึงอาจลืมกินยาหรือกินไม่ตรงเวลา
  • ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวล อาจมีปัญหาด้านความต่อเนื่องในการดูแลสุขภาพตนเอง

ในกรณีเหล่านี้ PrEP แบบเม็ดอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด และการมีทางเลือกอื่น เช่น PrEP แบบฉีด ที่ไม่ต้องใช้ทุกวัน จะช่วยเติมเต็มช่องว่างในระบบป้องกันโรคเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยาฉีด Cabotegravir LA: จุดเปลี่ยนสำคัญของ PrEP

ในโลกของการป้องกันเอชไอวี การพัฒนายา PrEP แบบฉีดถือเป็นการปฏิวัติแนวทางการดูแลสุขภาพทางเพศอย่างแท้จริง และ Cabotegravir Long-Acting (CAB-LA) คือ “ผู้เปลี่ยนเกม” ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับทั้งวงการแพทย์ และสาธารณสุขทั่วโลก

Cabotegravir LA คืออะไร?

Cabotegravir LA เป็น ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อแบบออกฤทธิ์ยาว ที่พัฒนาโดยบริษัท ViiV Healthcare โดยได้รับการรับรองจากองค์การอาหาร และยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ในเดือนธันวาคม ปี 2021 ให้ใช้เป็นยา PrEP สำหรับการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง โดยฉีดเพียง ทุก 2 เดือน หรือ ทุก 8 สัปดาห์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ PrEP ที่ผู้ใช้งานไม่ต้องพึ่งพายาเม็ดที่ต้องกินทุกวันอีกต่อไป

จุดเด่นของ Cabotegravir LA ที่เปลี่ยนอนาคตของ PrEP

  • ฉีดเพียงทุก 8 สัปดาห์ ไม่ต้องกินยาทุกวัน
    • นี่คือข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของ Cabotegravir LA: การลดภาระของผู้ใช้ในการต้องจดจำหรือกินยาเป็นประจำทุกวัน เมื่อผู้ใช้เข้ารับการฉีดยาทุก 2 เดือนในคลินิก ความเสี่ยงจากการ “ลืมกินยา” แทบจะถูกตัดออกไปโดยสิ้นเชิง
    • ผู้ที่มีตารางชีวิตไม่แน่นอน เช่น คนทำงานกะดึก ผู้ที่ต้องเดินทางบ่อย หรือคนที่ไม่สามารถพกยาติดตัวได้ตลอดเวลา จะได้รับประโยชน์อย่างมากจากทางเลือกใหม่นี้
  • ลดโอกาสลืมใช้ยา เพิ่มความมั่นใจในการป้องกัน
    • ปัญหาสำคัญของ PrEP แบบเม็ดคือ “adherence” หรือความต่อเนื่องในการใช้ยา ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อเอชไอวี Cabotegravir LA ช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด เพราะไม่ต้องใช้ความพยายามส่วนตัวในระดับสูง เพียงแค่รับการฉีดยาทุก 2 เดือนจากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
    • การลดภาระจากการต้องจดจำ จะช่วยสร้างความ มั่นใจต่อเนื่อง ให้กับผู้ใช้ และลดความรู้สึกผิดหากลืมกินยาแบบเดิมอีกต่อไป
  • ไม่มีผลข้างเคียงต่อไต หรือลดความหนาแน่นของกระดูก
    • Cabotegravir มีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาที่แตกต่างจากยา TDF (Tenofovir disoproxil fumarate) ซึ่งเป็นยาหลักใน PrEP แบบเม็ด โดยเฉพาะในแง่ของ ความปลอดภัยในระยะยาว
    • ไม่พบว่ามีผลกระทบต่อการทำงานของไต
    • ไม่มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าลดความหนาแน่นของกระดูก
    • เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาไตหรือความกังวลเรื่องสุขภาพกระดูก เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคเรื้อรัง
    • สิ่งเหล่านี้ทำให้ Cabotegravir LA เป็นทางเลือกที่ “ปลอดภัย” สำหรับกลุ่มผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนด้านสุขภาพ และต้องการลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการใช้ยาในระยะยาว
  • ประสิทธิภาพสูงกว่า PrEP แบบเม็ดจากงานวิจัยระหว่างประเทศ
    • Cabotegravir LA ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกที่สะดวกกว่า แต่ยังแสดงให้เห็นถึง ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า จากงานวิจัยระดับนานาชาติ
      • HPTN 083: ศึกษาในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) และหญิงข้ามเพศ พบว่า Cabotegravir LA ลดอัตราการติดเชื้อได้ดีกว่ากลุ่มที่ใช้ TDF/FTC ถึง 66%
      • HPTN 084: ศึกษาในกลุ่มผู้หญิงในแอฟริกาตอนใต้ พบว่า Cabotegravir LA ลดการติดเชื้อได้มากกว่ายาเม็ดถึง 89%
    • ทั้งสองการศึกษานี้ถูกยกย่องว่าเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวทางการป้องกันเอชไอวี และเป็นแรงผลักดันให้ WHO และองค์การสาธารณสุขทั่วโลกเริ่มพิจารณาการบรรจุ Cabotegravir LA ไว้ในแนวทางการรักษา และป้องกันอย่างเป็นทางการ

ใครเหมาะกับ PrEP แบบฉีด?

กลุ่มที่อาจได้ประโยชน์สูงจาก PrEP แบบฉีด ได้แก่

  • คนที่ลืมกินยาเม็ดบ่อย ๆ
  • คนที่มีไลฟ์สไตล์ยุ่ง เดินทางบ่อย
  • คนที่ไม่สะดวกพกหรือกินยาในที่สาธารณะ
  • กลุ่มเยาวชน LGBTQ+ ที่ไม่สามารถเปิดเผยการใช้ PrEP กับครอบครัว
  • คนไร้บ้าน หรือคนในระบบยุติธรรม

PrEP แบบฉีดอาจช่วยปิดช่องว่าง ของคนที่หลุดออกจากระบบป้องกันในรูปแบบเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสะดวก และผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้ยา

หนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญของ PrEP แบบฉีดคือความ สะดวกในการใช้

  • ไม่ต้องกินยาทุกวัน
  • ไม่ต้องพกยาเม็ดเมื่อเดินทาง
  • ลดความอายหรือความเครียดจากการกินยาในที่สาธารณะ
  • ช่วยผู้ที่มีปัญหาการปฏิบัติตามการกินยา (adherence) ได้ดีกว่า

การเปลี่ยนจาก PrEP แบบกินไปสู่แบบฉีดอาจเพิ่มจำนวนผู้ใช้อย่างสม่ำเสมอ และลดการติดเชื้อในระดับประชากรได้มากขึ้น

ข้อจำกัดของ PrEP แบบฉีด ที่ควรพิจารณา

ข้อจำกัดของ PrEP แบบฉีด ที่ควรพิจารณา

แม้จะดูเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่ PrEP แบบฉีดก็มีข้อควรระวังเช่นกัน

  • ต้องไปคลินิกเพื่อฉีดยาทุก 2 เดือน
  • อาจเกิดอาการเจ็บหรือก้อนแข็งที่ตำแหน่งฉีด
  • ยังไม่มีการวิจัยมากพอในกลุ่มคนบางประเภท เช่น ผู้มีภาวะโรคตับหรือไตเรื้อรัง
  • ยังมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับ PrEP แบบกิน

ประเทศไทยยังไม่มีการขึ้นทะเบียนหรือให้บริการยาฉีด CAB-LA อย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้สนใจต้องรอการนำเข้าในอนาคต หรือซื้อบริการจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีจำหน่าย

PrEP แบบฉีดในประเทศไทย มีโอกาสหรือไม่?

แม้ในปี 2025 ประเทศไทยยังไม่มีการจำหน่าย Cabotegravir LA อย่างแพร่หลาย แต่ความสนใจ และการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการใช้งานก็เริ่มขึ้นแล้ว โดยเฉพาะจากองค์กรภาคประชาสังคม คลินิกเฉพาะทางด้านสุขภาพทางเพศ และโครงการวิจัยที่อาจนำมาทดลองใช้ในกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูง

หากประเทศไทยสามารถทำให้ยาฉีด PrEP เข้าถึงได้ในราคาประหยัด อาจช่วยลดอัตราการติดเชื้อเอชไอวีใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า

แนวโน้มในอนาคต PrEP แบบฉีดจะเป็นมาตรฐานใหม่หรือไม่?

หากแนวโน้มการใช้ Cabotegravir LA ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศที่มีการเข้าถึงยาในระบบสุขภาพภาครัฐ เราอาจเห็น PrEP แบบฉีดกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” สำหรับการป้องกันเอชไอวีในระดับประชากร

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำ Cabotegravir LA เป็นหนึ่งในทางเลือกหลักของ PrEP แล้วในปี 2022 และหลายประเทศในแอฟริกาได้เริ่มโครงการแจกจ่ายฟรีในระดับชุมชน

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การใช้ยาเพร็พ (PrEP)

ผลข้างเคียงของยาเพร็พ (PrEP)

PrEP แบบฉีด คือ การปฏิวัติแนวทางการป้องกันเอชไอวีที่น่าจับตามอง และอาจเป็นคำตอบของคำถามสำคัญที่โลกยังเผชิญอยู่ คือ เราจะยุติการระบาดของเอชไอวีได้เมื่อไร?

แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีให้บริการอย่างแพร่หลาย แต่การเตรียมความพร้อมทั้งด้านข้อมูล นโยบาย และระบบสาธารณสุข จะช่วยให้เราก้าวทันนวัตกรรมนี้ และเพิ่มโอกาสให้กับคนไทยทุกกลุ่มในการเข้าถึง PrEP ที่ตอบโจทย์ชีวิตอย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง

  • U.S. Food and Drug Administration (FDA). Apretude: First Injectable PrEP for HIV Prevention. รายละเอียดเกี่ยวกับการอนุมัติยา Cabotegravir LA สำหรับการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.fda.gov/news-events/press-announcements/fda-approves-first-injectable-treatment-hiv-pre-exposure-prevention
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). PrEP Overview. Comprehensive details on PrEP use, effectiveness, and guidelines. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics/prep.html
  • World Health Organization (WHO). Guidelines on long-acting injectable cabotegravir for HIV prevention. คำแนะนำจากองค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับ PrEP แบบฉีด. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/publications/i/item/9789240054097
  • กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. แนวทางการให้บริการยา PrEP เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.thaiaidssociety.org/images/PDF/PrEP_Service_Guideline.pdf
  • มูลนิธิเข้าถึงเอดส์. คู่มือการใช้ยา PrEP สำหรับประชาชนทั่วไป. ข้อมูลความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้ยา PrEP ในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.thaiaidssociety.org/images/PDF/PrEP_Guidebook.pdf

Similar Posts

  • |

    รู้ให้ชัด! เชื้อเอชไอวีติดต่อทางไหน และไม่ติดต่อทางไหน

    แม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยจะมีความรู้เกี่ยวกับเอชไอวี (HIV) เพิ่มมากขึ้น แต่ความเข้าใจผิดเรื่องการแพร่เชื้อเอชไอวี ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคม หลายคนยังเข้าใจว่าเอชไอวีสามารถติดต่อผ่านการใช้แก้วน้ำร่วมกัน หรือแม้แต่การจับมือ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง การขาดข้อมูลที่ถูกต้องไม่เพียงแต่สร้างความกลัวโดยไม่จำเป็น ยังเป็นการซ้ำเติมการตีตรา และเลือกปฏิบัติกับผู้ติดเชื้อโดยไม่เป็นธรรม

  • | |

    เสี่ยง – ไม่เสี่ยงก็ต้องตรวจเอชไอวี

    ไม่มีใครที่ไม่รู้จักเชื้อเอชไอวี (HIV) แม้ปัจจุบันนี้ข่าวคราวเกี่ยวกับโรคเอดส์จะเงียบหายไป แต่จำนวนผู้ติดเชื้อตอนนี้กลับไม่ได้เงียบหายตามข่าว ดังนั้น หน่วยงานต่างๆ จึงร่วมกันส่งเสริมให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับเชื้อตัวนี้ ไม่ว่าคุณจะมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง ยังไงเราก็แนะนำว่าทุกคนควรต้องตรวจเอชไอวีอยู่ดี ตรวจเลือดเป็นประจำ ตรวจเลือดเป็นประจำทุก 6-12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมความเสี่ยงในการมีเพศสัมพันธ์หรือความถี่ในการสัมผัสสารคัดหลั่ง… “ทุกวันนี้ เอชไอวี ตรวจฟรี ตรวจเร็ว โดยให้คนไทยที่มีบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก สามารถ ตรวจเอชไอวีได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง ทุกโรงพยาบาลที่ให้บริการภายใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกอบกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้สามารถตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้รวดเร็วและแม่นยำ และควรตรวจหาเชื้อเอชไอวีหลังจากมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไม่สวมถุงยางอนามัยหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ประมาณ 1 เดือน เมื่อทราบผลว่าไม่ติดเชื้อเอชไอวี จะได้รับการปรึกษาเรื่องการป้องกัน การติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ต่อไป หากพบการติดเชื้อเอชไอวี จะได้เข้ารับการรักษาโดยเร็ว” รู้เร็ว รักษาเร็ว ใช้ชีวิตได้ปกติ เอชไอวี รู้เร็ว ยังมีโอกาสใช้ชีวิตได้ปกติแต่หากเข้ารักษาล่าช้า จะเริ่มป่วยและมีอาการของโรคแทรกซ้อนตามมา ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันต่ำ เกิดโรคเรื้อรังได้ง่าย แล้วเชื้อเอชไอวีในร่างกายจะเพิ่มขึ้น จนถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีไปสู่คู่นอนและผู้อื่นได้ อย่ากังวลและเครียดจนเกินเหตุ สำหรับผู้ที่ทราบถึงภาวะการติดเชื้อแล้ว…

  • เอดส์ระยะที่ 2 เป็นอย่างไร

    เอดส์ระยะที่ 2 หลายคนอาจเข้าใจว่า การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และโรคเอดส์ (AIDS) เป็นโรคเดียวกัน ดังนั้นบ่อยครั้ง จะใช้คำว่า “เอดส์” แทน “การติดเชื้อเอชไอวี” และเมื่ออ้างถึงระยะของโรค เช่น เอดส์ระยะที่ 1 เอดส์ระยะที่ 2 และเอดส์ระยะสุดท้าย แต่ในความจริงแล้ว การติดเชื้อเอชไอวี ถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน หากผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะที่ 2 มีการรับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง ดูแลตัวเองอย่างดี เชื้อเอชไอวีจะไม่พัฒนาเข้าสู่ระยะที่ 3 หรือระยะเอดส์ กล่าวคือผู้ติดเชื้อเอชไอวีจะไม่กลายเป็นเอดส์ทุกคน และสามารถมีชีวิตอยู่ได้เหมือนกับคนปกติทั่วไปโดยไม่เจ็บป่วยจากโรค

  • คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการตรวจเอชไอวี

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ยังไม่สามารถคิดค้นวิธีการรักษาให้หายขาดได้ นั่นก็คือ เอชไอวี (HIV : Human Immunodeficiency Virus) ที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ติดเชื้อลดลง ทำให้ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ เป็นสาเหตุของการเกิดโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ ได้ง่ายมากกว่าปกติ อีกทั้งหากไม่เข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วแล้ว จะส่งผลต่อร่างกายทำให้เข้าสู่ระยะรุนแรงที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อว่า ระยะเอดส์ นั่นเอง บทความนี้เราได้รวบรวมคำตอบของทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับ “การตรวจเอชไอวี” ที่คัดสรรมาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วว่า พบคำถามเหล่านี้บ่อยครั้งจากหลากหลายแหล่ง รวมไปถึงความเข้าใจผิด ๆ ที่ต้องการให้ผู้คนทั่วไปเข้าใจไปในทิศทางถูกต้อง ทำไมต้องตรวจเอชไอวี ? เอชไอวี หากทราบสถานะได้เร็วมากเท่าไหร่ โอกาสในการรักษาไม่ให้ลุกลามไปสู่ระยะรุนแรงก็มากด้วยเช่นกัน ดังนั้นการตรวจเอชไอวี จึงเป็นทางเลือกในการป้องกันที่สำคัญไม่แพ้การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทั้งยังเป็นการเพิ่มการตระหนักถึงการดูแลตนเองและคู่ของคุณ ดังนั้นจึงทำให้การตรวจเอชไอวี เป็นสิ่งที่จำเป็นและควรทำอย่างยิ่งในทุก ๆ ปีเช่นเดียวกับการตรวจสุขภาพประจำปี เมื่อไหร่ที่ควรเข้ารับการตรวจเอชไอวี? การตรวจเอชไอวี เป็นเรื่องใหญ่สำหรับใครหลายคน ด้วยความที่ว่าไม่มั่นใจว่าตนเองนั้นมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือไม่ ตลอดจนมองว่าการตรวจเอชไอวี ควรเข้ารับการตรวจเมื่อจำเป็นเท่านั้น อย่างไรก็ตามหากคุณคือหนึ่งในผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจพร้อมทั้งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด การตรวจเอชไอวี ใช้เวลานานหรือไม่ ? ระยะเวลาในการตรวจเอชไอวี ขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจที่เลือกใช้ หากเป็นการตรวจโดยสถานพยาบาลทั่วไปด้วยวิธีการตรวจที่นิยมใช้หลัก ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ระยะเวลาทราบผลได้เร็วที่สุดใน…

  • เข้าใจให้ชัด! PrEP On-Demand เหมาะกับใคร ใช้อย่างไรให้ได้ผล

    ในยุคที่เทคโนโลยีการแพทย์ก้าวหน้า การป้องกัน HIV ก็พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง PrEP หรือ Pre-Exposure Prophylaxis คือยาต้านไวรัสที่ใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV ก่อนเกิดความเสี่ยง ซึ่งสามารถลดโอกาสติดเชื้อได้มากกว่า 90% หากใช้ถูกวิธี

    อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจรู้จักเพียง PrEP แบบกินทุกวัน (Daily PrEP) แต่ยังไม่เข้าใจว่า PrEP On-Demand หรือ PrEP แบบเฉพาะกิจ คืออะไร ใช้อย่างไร และเหมาะกับใครบ้าง เราจะอธิบายอย่างละเอียด เพื่อให้คุณเลือกใช้วิธีป้องกันที่เหมาะกับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

  • จะทำอย่างไร ถ้ามีเซ็กส์กับ คนติดเชื้อ HIV

    เรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติที่คนทุกคนจะมีได้ แต่จะทำอย่างไรหากคุณมีเพศสัมพันธ์กับ คนติดเชื้อ HIV เพราะคู่นอนที่เรารู้จักก็อาจจะไม่ได้ซื่อสัตย์กับเรา ไม่ได้บอกความจริงเกี่ยวกับสถานะเอชไอวีของตัวเอง หรือบางคู่เป็นคนที่มีความเสี่ยงบ่อยอยู่แล้ว ทำให้เราไม่แน่ใจว่า ได้พลั้งเผลอมีอะไรกับ คนติดเชื้อ HIV ไปหรือไม่ วันนี้ เรามีคำแนะนำหากคุณมีความเสี่ยงมาฝากกันครับ ทำอย่างไร ถ้าเผลอมีเซ็กส์กับ คนติดเชื้อ HIV หากรู้แน่แล้ว หรือสงสัยว่าคู่นอนเป็นคนที่มีเชื้อเอชไอวี คุณควรพิจารณาว่า ขณะที่มีเพศสัมพันธ์ได้ทำการป้องกันตัวเองด้วยถุงยางอนามัยหรือไม่ หรือก่อนหน้านี้คุณเองได้มีการรับประทานยาเพร็พ (PrEP) ที่เป็นยาต้านไวรัสเอชไอวีก่อนมีความเสี่ยงไว้ก่อนไหม เพราะปัจจัยเหล่านี้ มีผลต่อการวินิจฉัยของแพทย์ และช่วยลดเปอร์เซนต์ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อลงไปได้มาก แต่หากคุณไม่ได้มีการป้องกันตัวเองด้วยวิธีใดเลย คุณควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ รีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อขอรับบริการยาเป๊ป ยาเป๊ป (PEP) เป็นยาต้านฉุกเฉิน สำหรับคนที่มีความเสี่ยงต่อเอชไอวี ในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัยกับคนที่มีเชื้อเอชไอวีหรือถุงยางอนามัยแตกรั่วในระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ รวมไปถึง ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถูกข่มขืน หรือถูกอุบัติเหตุเข็มทิ่มตำในสถานพยาบาล หากเข้าข่ายดังที่กล่าวมานี้ ควรติดต่อสถานพยาบาลที่ให้บริการยาเป๊ป (PEP) โดยเร็ว ซึ่งการรับประทานยาเป๊ปจะใช้เวลาประมาณ 28 วัน หรือตามแพทย์สั่งจ่ายยาให้ โดยการทำงานของยาเป๊ป คือ…