เป็นวัณโรคแล้วติดเชื้อเอชไอวีง่ายขึ้นจริงไหม?
| | |

เป็นวัณโรคแล้วติดเชื้อเอชไอวีง่ายขึ้นจริงไหม?

วัณโรค (Tuberculosis: TB) และเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus: HIV) เป็นโรคติดเชื้อที่ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทย

คำถามที่พบบ่อย คือ

Love2test

ถ้าเป็นวัณโรคแล้ว จะติดเชื้อเอชไอวีได้ง่ายขึ้นจริงหรือไม่?

คำตอบ คือ ไม่ใช่โดยตรง แต่มีความสัมพันธ์กันในเชิงระบบภูมิคุ้มกัน และพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งอาจทำให้ดูเหมือน ว่าการติดเชื้อเกิดขึ้นง่ายขึ้น

เราจะอธิบายอย่างละเอียด ครอบคลุมทั้งกลไกทางการแพทย์ ความเข้าใจผิด และแนวทางป้องกัน

Love2test
เป็นวัณโรคแล้วติดเชื้อเอชไอวีง่ายขึ้นจริงไหม?

วัณโรค คืออะไร?

วัณโรค (Tuberculosis : TB) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียชื่อ Mycobacterium tuberculosis ซึ่งมักจะทำให้เกิดโรคที่ปอด มากที่สุด แต่จริง ๆ แล้วเชื้อนี้สามารถกระจายไปยังอวัยวะอื่นของร่างกายได้ เช่น

“ChatLove2test"
  • ต่อมน้ำเหลือง
  • กระดูกและข้อ
  • สมอง (เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากวัณโรค)
  • ไต หรืออวัยวะอื่น ๆ

วัณโรคยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา และสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย

สาเหตุของวัณโรค

วัณโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีลักษณะพิเศษคือ

“PrEPLove2test"
  • เจริญเติบโตช้า
  • ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี
  • สามารถแฝงตัว อยู่ในร่างกายได้นาน (เรียกว่า Latent TB) โดยไม่แสดงอาการ

เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เชื้อที่แฝงอยู่อาจตื่นตัว และทำให้เกิดโรคได้

การติดต่อของวัณโรค

วัณโรคเป็นโรคที่ติดต่อผ่านระบบทางเดินหายใจ โดย

วิธีการแพร่เชื้อ

  • การไอ จาม
  • การพูด หรือร้องเพลงในระยะใกล้
  • การอยู่ในที่อากาศปิดร่วมกับผู้ป่วยเป็นเวลานาน

เชื้อจะอยู่ในละอองฝอยขนาดเล็ก (droplet nuclei) ที่ลอยอยู่ในอากาศ

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจ

  •  ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  •  ไม่ติดต่อผ่านการจับมือ หรือใช้ของร่วมกันทั่วไป
  • ต้องมีการสูดหายใจเอาเชื้อเข้าไป

อาการของวัณโรค

อาการของวัณโรคมักค่อย ๆ เป็น และอาจถูกมองข้ามในระยะแรก

อาการที่พบบ่อย

  • ไอเรื้อรังมากกว่า 2 สัปดาห์
  • ไอมีเสมหะ หรือมีเลือดปน
  • เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก

อาการทั่วไปของร่างกาย

  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เหงื่อออกตอนกลางคืน
  • มีไข้ต่ำ ๆ เรื้อรัง
  • อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร

วัณโรคนอกปอด (Extrapulmonary TB)

นอกจากปอดแล้ว วัณโรคยังสามารถเกิดในอวัยวะอื่น ซึ่งอาการจะแตกต่างกัน เช่น

  • ต่อมน้ำเหลือง: ก้อนบวมที่คอ ไม่เจ็บ
  • กระดูก: ปวดหลังเรื้อรัง
  • สมอง: ปวดศีรษะ ซึม ชัก (อันตรายมาก)

เอชไอวี (HIV) คืออะไร?

เอชไอวีเป็นไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเซลล์ CD4 ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อ

การติดต่อหลัก

  • เพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
  • ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • จากแม่สู่ลูก
  • การรับเลือดที่ปนเปื้อน (ปัจจุบันพบได้น้อยมาก)

ความสัมพันธ์ระหว่างวัณโรค และการติดเชื้อเอชไอวี

วัณโรคทำให้ติดเชื้อเอชไอสัง่ายขึ้นจริงไหม?

คำตอบสั้น ไม่ใช่โดยตรง แต่มีความสัมพันธ์ทางอ้อม

  • วัณโรคไม่ได้ ทำให้ติด HIV โดยตรง วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรีย ในขณะที่ HIV เป็นไวรัสที่ต้องเข้าสู่ร่างกายผ่านช่องทางเฉพาะ เช่น เลือด หรือเพศสัมพันธ์ ดังนั้น การเป็นวัณโรคไม่ทำให้ ร่างกายรับเชื้อ HIV ได้ง่ายขึ้นโดยตรง
  • แต่ TB อาจบ่งชี้ความเสี่ยง ทางอ้อม ผู้ป่วยวัณโรคบางกลุ่มอาจมีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น
    • ภูมิคุ้มกันต่ำ
    • อยู่ในพื้นที่ที่มีอัตรา HIV สูง
    • มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น เพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน
    • ทำให้พบการติดเชื้อร่วม (coinfection) ได้บ่อย
  • HIV ต่างหากที่ทำให้เป็น TB ได้ง่ายขึ้น
    • นี่คือจุดสำคัญที่สุด
    • ผู้ติดเชื้อ HIV มีภูมิคุ้มกันต่ำ
    • ทำให้เชื้อวัณโรคที่แฝงอยู่ (latent TB) กลับมาแสดงอาการได้
    • หรือมีโอกาสติดเชื้อ TB ใหม่ได้ง่ายขึ้น
  • การติดเชื้อร่วม (TB/HIV coinfection) องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า
    • วัณโรคเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ในผู้ติดเชื้อ HIV
    • ผู้ป่วย HIV มีโอกาสเป็น TB มากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า
  • กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (เบาหวาน ไต)
  • ผู้ที่อยู่ในที่แออัด เช่น เรือนจำ หอพัก
  • ผู้ที่ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค 
การตรวจ และการคัดกรองวัณโรค

การตรวจ และการคัดกรองวัณโรค

ผู้ป่วยวัณโรคควรได้รับการตรวจเอชไอวี และในทางกลับกัน การตรวจวัณโรคมีเป้าหมายเพื่อ ค้นหาโรคให้เร็วที่สุด ลดการแพร่เชื้อ และเริ่มการรักษาได้ทันเวลา โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การคัดกรอง และการวินิจฉัยยืนยัน

  • การคัดกรองวัณโรค (Screening) ใช้ในกลุ่มเสี่ยง หรือผู้ที่ยังไม่มีอาการชัดเจน ซึ่งวิธีคัดกรองเบื้องต้น
    • ซักประวัติอาการ เช่น ไอเกิน 2 สัปดาห์ น้ำหนักลด เหงื่อออกกลางคืน
    • เอกซเรย์ปอด (Chest X-ray)
    • แบบประเมินความเสี่ยง
    • ในบางกรณีอาจใช้
      • Tuberculin Skin Test (TST) – ทดสอบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ
      • IGRA (Interferon-Gamma Release Assay) – ตรวจเลือดหาการตอบสนองของภูมิ
      • เหมาะสำหรับการค้นหา วัณโรคระยะแฝง (Latent TB)
  • การวินิจฉัยวัณโรค (Diagnosis) ใช้ยืนยันว่ามีการติดเชื้อจริง ซึ่งวิธีหลัก ได้แก่
    • ตรวจเสมหะ (Sputum smear)
    • เพาะเชื้อวัณโรค (TB culture)
    • GeneXpert MTB/RIF – ตรวจเชื้อ และดื้อยาได้รวดเร็ว
    • เอกซเรย์ปอด
    • การตรวจเสมหะยังคงเป็นมาตรฐานสำคัญ ในการวินิจฉัย
  • ผู้ป่วยวัณโรคควรได้รับการตรวจเอชไอวี และผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็ควรตรวจ TB เช่นกัน โดยเหตุผลสำคัญ
    • เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
      • ผู้ป่วยติดเชื้อร่วมต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน
      • ต้องจัดลำดับการเริ่มยาอย่างเหมาะสม
    • ลดอัตราการเสียชีวิต
      • TB เป็นสาเหตุการเสียชีวิตหลักในผู้ติดเชื้อ HIV
      • การรู้สถานะเร็วช่วยให้เริ่ม ART ได้ทันเวลา
    • ป้องกันการแพร่กระจายของโรค
      • ลดการแพร่ TB ในชุมชน
      • ลดการแพร่ HIV ผ่านพฤติกรรมเสี่ยง 

การรักษาเมื่อมีการติดเชื้อร่วมระว่างวัณโรค และการติดเชื้อเอชไอวี

การติดเชื้อร่วม TB + HIV (TB/HIV coinfection) ถือ เป็นภาวะที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะทั้งสองโรค ส่งผลต่อกันโดยตรง โดยเฉพาะ HIV ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง และทำให้วัณโรครุนแรงขึ้น หลักสำคัญของการรักษา

  • ต้องรักษาทั้ง TB และ HIV พร้อมกัน ไม่สามารถรักษาแค่โรคใดโรคหนึ่งได้
    • หากรักษา TB อย่างเดียว → HIV จะยังทำลายภูมิคุ้มกัน
    • หากรักษา HIV อย่างเดียว → TB อาจลุกลามรุนแรง
    • ดังนั้น ต้องรักษาควบคู่กัน แต่ มีลำดับ และจังหวะ ที่แพทย์จะวางแผนให้เหมาะสม
  • การรักษาวัณโรค (TB Treatment)
    • แนวทางมาตรฐาน ใช้ ยาหลายชนิดร่วมกัน เพื่อฆ่าเชื้อ และป้องกันดื้อยา ระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ยาหลักที่ใช้ เช่น
      • Isoniazid (INH)
      • Rifampicin (RIF)
      • Pyrazinamide (PZA)
      • Ethambutol (EMB)
    • แบ่งเป็น 2 ระยะ
      • ระยะเข้มข้น (2 เดือนแรก) – ฆ่าเชื้อให้เร็วที่สุด
      • ระยะต่อเนื่อง (4 เดือนขึ้นไป) – ป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
  • การรักษา HIV ด้วยยาต้านไวรัส (ART) เนื่องจาก ยาต้านไวรัส ART (Antiretroviral Therapy) คือการใช้ยาควบคุมไวรัส HIV ให้ลดลงจนตรวจไม่พบ โดยมีเป้าหมาย
    • เพิ่มจำนวน CD4 (ภูมิคุ้มกัน)
    • ลดปริมาณไวรัสในเลือด
    • ลดโอกาสเสียชีวิต
    • ผู้ป่วย TB ที่ติด HIV ควร เริ่ม ART ทุกราย
    • ควรเริ่มยาต้านไวรัส ART เมื่อไหร่? นี่เป็นจุดสำคัญที่ต้องอาศัยแพทย์วางแผน ซึ่งแนวทางทั่วไป
      • เริ่มยาวัณโรคก่อน
      • แล้วเริ่ม ART ภายใน 2–8 สัปดาห์ กรณีภูมิคุ้มกันต่ำมาก (CD4 ต่ำมาก)ท อาจเริ่ม ART เร็วขึ้น (ภายใน 2 สัปดาห์) เพื่อป้องกันการเสียชีวิตจากภูมิคุ้มกันล้มเหลว
  • ปัญหาที่ต้องระวังในการรักษาร่วม
    • ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug Interaction) Rifampicin (ยาวัณโรค) อาจลดประสิทธิภาพของยาต้าน HIV ต้อง ปรับสูตรยา โดยแพทย์
    • ผลข้างเคียงของยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ตับอักเสบ ผื่นแพ้ยา ต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
    • ภาวะ IRIS (Immune Reconstitution Inflammatory Syndrome) เกิดเมื่อเริ่มยาต้านไวรัส ART แล้วภูมิคุ้มกันฟื้นตัวเร็ว ทำให้ร่างกาย ตอบสนองต่อเชื้อ TB มากเกินไป อาจมีอาการ เช่น
      • ไข้สูงขึ้น
      • ต่อมน้ำเหลืองโต
      • อาการ TB แย่ลงชั่วคราว
      • ไม่ใช่การรักษาล้มเหลว แต่ต้องให้แพทย์ประเมิน
  • การติดตามการรักษา ผู้ป่วยต้องได้รับการติดตามอย่างสม่ำเสมอ เช่น
    • ตรวจเลือด (CD4 / Viral load)
    • ตรวจเสมหะ TB
    • ตรวจการทำงานของตับ
    • ประเมินการกินยาอย่างต่อเนื่อง
  • ความสำคัญของ การกินยาสม่ำเสมอ เพราะ การรักษาจะได้ผลก็ต่อเมื่อ
    • กินยาตรงเวลา ทุกวัน
    • ไม่หยุดยาเอง
    • ไม่ขาดยา
    • หากหยุดยาเอง อาจเกิด วัณโรคดื้อยา (รักษายากขึ้นมาก) และทำให้ HIV ดื้อยา (ควบคุมไม่ได้)
  • แนวทางเสริมในการดูแล
    • รับประทานอาหารครบถ้วน
    • พักผ่อนให้เพียงพอ
    • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ (ลดภาระตับ)
    • แจ้งแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ 

แนวทางป้องกันวัณโรค

การป้องกันวัณโรค และเอชไอวีมีความสำคัญอย่างมาก เพราะทั้งสองโรค เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน และสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง หากป้องกันได้ดี จะช่วยลดทั้งการติดเชื้อ และการแพร่กระจายในสังคม

  • ใส่หน้ากากในพื้นที่เสี่ยง
    • ใส่หน้ากากเมื่ออยู่ในที่แออัด เช่น รถสาธารณะ ตลาด โรงพยาบาล
    • โดยเฉพาะพื้นที่อากาศปิด หรือมีผู้คนจำนวนมาก
    • หากต้องใกล้ชิดผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง ควรใส่หน้ากากเสมอ
    • ช่วยลดโอกาสสูดหายใจเอาเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
  • อยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี
    • เปิดหน้าต่าง หรือใช้พัดลมช่วยระบายอากาศ
    • หลีกเลี่ยงการอยู่ในห้องปิดนาน ๆ กับคนจำนวนมาก
    • แสงแดดสามารถช่วยลดเชื้อในอากาศได้
  • ป้องกันการแพร่เชื้อจากผู้ป่วย
    • ปิดปาก-จมูกเวลาไอหรือจาม
    • ใช้กระดาษทิชชูหรือข้อพับแขน
    • ทิ้งขยะอย่างถูกวิธี และล้างมือหลังไอ/จาม
  • ตรวจสุขภาพเมื่อมีอาการเสี่ยง หากมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบตรวจ
    • ไอเกิน 2 สัปดาห์
    • ไอมีเลือดปน
    • น้ำหนักลด เหงื่อออกกลางคืน
    • การตรวจเร็ว = ลดการแพร่เชื้อ + รักษาได้เร็ว
  • รับการรักษาให้ครบถ้วน หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น TB ต้องกินยา ครบตามแพทย์สั่ง ห้ามหยุดยาเอง แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว เพราะหากหยุดยา เสี่ยงวัณโรคดื้อยา แพร่เชื้อให้ผู้อื่นต่อได้
  • การฉีดวัคซีน BCG แนะนำในเด็กแรกเกิด ช่วยป้องกันวัณโรครุนแรง เช่น วัณโรคในสมอง

 แนวทางการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีความเสี่ยงเป็นวัณโรค (TB) สูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ดังนั้นการป้องกันจึงต้อง เข้มข้นและต่อเนื่อง มากกว่าคนทั่วไป

  • หลักการสำคัญในการป้องกัน TB ในผู้ติดเชื้อ HIV
    • ลดโอกาส รับเชื้อใหม่
    • ป้องกัน วัณโรคแฝง (Latent TB) ไม่ให้กลายเป็นระยะป่วย
    • เสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
  • รับยาต้านไวรัส (ART) อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนี่คือวิธีที่สำคัญที่สุด
    • ยา ART (Antiretroviral Therapy) ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน (CD4)
    • ลดโอกาสที่เชื้อวัณโรคจะ กำเริบ
    • ลดความรุนแรงหากติดเชื้อ TB
    • ➡️ ผู้ติดเชื้อ HIV ที่กินยา ART ต่อเนื่อง จะมีความเสี่ยง TB ลดลงอย่างชัดเจน
  • คัดกรองวัณโรคอย่างสม่ำเสมอ
    • ควรตรวจ TB เป็นระยะ แม้ไม่มีอาการ ซึ่งวิธีที่ใช้ เช่น
      • ซักประวัติอาการ (ไอ ไข้ น้ำหนักลด)
      • เอกซเรย์ปอด
      • ตรวจเสมหะ (หากสงสัย)
      • การตรวจเร็วช่วยให้รักษาได้ทัน และลดการแพร่เชื้อ
  • การให้ยาป้องกันวัณโรค (TB Preventive Therapy: TPT) ในผู้ติดเชื้อ HIV ที่ ยังไม่ป่วยเป็น TB แพทย์อาจพิจารณาให้ยาป้องกัน เช่น
    • Isoniazid (INH) ระยะเวลา 6–9 เดือน หรือ
    • สูตรยาระยะสั้น (เช่น INH + Rifapentine)
    • ประโยชน์
      • ลดโอกาสเกิด TB ได้อย่างมีนัยสำคัญ
      • โดยเฉพาะในผู้ที่มี TB แฝง
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อ
    • ใส่หน้ากากในพื้นที่เสี่ยง เช่น โรงพยาบาล หรือที่แออัด
    • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง
    • หากมีคนในบ้านเป็น TB ควรแยกพื้นที่ และระบายอากาศให้ดี
  • อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศถ่ายเทดี
    • เปิดหน้าต่างให้มีการไหลเวียนของอากาศ
    • หลีกเลี่ยงห้องปิดหรือแออัด
    • แสงแดดช่วยลดการอยู่รอดของเชื้อวัณโรค
  • ดูแลสุขภาพให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง
    • กินอาหารครบ 5 หมู่
    • พักผ่อนให้เพียงพอ
    • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ และบุหรี่
    • ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน
  • พบแพทย์ และติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง
    • ตรวจ CD4 และ Viral load ตามนัด
    • แจ้งแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอเรื้อรัง ไข้ น้ำหนักลด
    • ไม่หยุดยาต้านไวรัส ART เอง
  • สัญญาณเตือนที่ต้องรีบตรวจ TB ผู้ติดเชื้อ HIV ควรระวังอาการเหล่านี้เป็นพิเศษ
    • ไอเกิน 2 สัปดาห์
    • มีไข้เรื้อรัง
    • เหงื่อออกตอนกลางคืน
    • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
    • หากมีอาการ ควรรีบพบแพทย์ทันที

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การดื้อยาต้านไวรัสเอชไอวี ความท้าทายของการรักษาในระยะยาว

รู้สถานะเอชไอวี (Know Your Status) เพื่อสุขภาพที่ดี และการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

วัณโรคไม่ได้ทำให้ติดเชื้อเอชไอวีได้ง่ายขึ้นโดยตรง แต่ทั้งสองโรคมีความเกี่ยวข้องกันในแง่ของระบบภูมิคุ้มกัน และพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจเกิดร่วมกันได้ โดยเฉพาะการติดเชื้อเอชไอวีซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วัณโรครุนแรงขึ้น และแสดงอาการได้ง่ายกว่าเดิม ดังนั้นการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ การป้องกันที่เหมาะสม และการเข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงที จึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยง และควบคุมการแพร่กระจายของทั้งสองโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Tuberculosis (TB) and HIV Coinfection. Comprehensive overview of TB and HIV interaction. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/tb/topic/basics/tbhivcoinfection.htm
  • World Health Organization (WHO). TB/HIV Factsheet. Global data and guidelines on TB and HIV co-infection. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/tuberculosis
  • UNAIDS. Global HIV & TB Co-infection Report. Insights on epidemiology and prevention strategies. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยวัณโรคและเอชไอวีในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.). สิทธิการตรวจและรักษาเอชไอวีและวัณโรคในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.nhso.go.th

Similar Posts

  • | |

    เสี่ยง – ไม่เสี่ยงก็ต้องตรวจเอชไอวี

    ไม่มีใครที่ไม่รู้จักเชื้อเอชไอวี (HIV) แม้ปัจจุบันนี้ข่าวคราวเกี่ยวกับโรคเอดส์จะเงียบหายไป แต่จำนวนผู้ติดเชื้อตอนนี้กลับไม่ได้เงียบหายตามข่าว ดังนั้น หน่วยงานต่างๆ จึงร่วมกันส่งเสริมให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับเชื้อตัวนี้ ไม่ว่าคุณจะมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง ยังไงเราก็แนะนำว่าทุกคนควรต้องตรวจเอชไอวีอยู่ดี ตรวจเลือดเป็นประจำ ตรวจเลือดเป็นประจำทุก 6-12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมความเสี่ยงในการมีเพศสัมพันธ์หรือความถี่ในการสัมผัสสารคัดหลั่ง… “ทุกวันนี้ เอชไอวี ตรวจฟรี ตรวจเร็ว โดยให้คนไทยที่มีบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก สามารถ ตรวจเอชไอวีได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง ทุกโรงพยาบาลที่ให้บริการภายใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกอบกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้สามารถตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้รวดเร็วและแม่นยำ และควรตรวจหาเชื้อเอชไอวีหลังจากมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไม่สวมถุงยางอนามัยหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ประมาณ 1 เดือน เมื่อทราบผลว่าไม่ติดเชื้อเอชไอวี จะได้รับการปรึกษาเรื่องการป้องกัน การติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ต่อไป หากพบการติดเชื้อเอชไอวี จะได้เข้ารับการรักษาโดยเร็ว” รู้เร็ว รักษาเร็ว ใช้ชีวิตได้ปกติ เอชไอวี รู้เร็ว ยังมีโอกาสใช้ชีวิตได้ปกติแต่หากเข้ารักษาล่าช้า จะเริ่มป่วยและมีอาการของโรคแทรกซ้อนตามมา ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันต่ำ เกิดโรคเรื้อรังได้ง่าย แล้วเชื้อเอชไอวีในร่างกายจะเพิ่มขึ้น จนถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีไปสู่คู่นอนและผู้อื่นได้ อย่ากังวลและเครียดจนเกินเหตุ สำหรับผู้ที่ทราบถึงภาวะการติดเชื้อแล้ว…

  • |

    ป้องกันเอชไอวีอย่างไร ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ?

    เอชไอวี ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสนใจในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าทางการแพทย์ และการป้องกัน แต่การเลือกรูปแบบการป้องกันที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้นการรู้จักวิธีป้องกันเอชไอวีที่เหมาะสมกับแต่ละรูปแบบการใช้ชีวิต
    และทำให้คุณสามารถเลือกวิธีที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง

  • |

    CD4 สัมพันธ์ยังไง ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี?

    CD4 (Cluster of differentiation 4) คือ เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ควบคุม และต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น Glycoprotein อยู่บนผิวเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกาย หรือ T-helper หรือ T-Cell โดยมีหน้าที่ ที่สำคัญมาก คือ ช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน ต้านทาน และกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะพวกเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส หรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ออกจากร่างกาย

  • วิธีป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

    แน่นอนว่า เซ็กส์ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร เพราะมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่มนุษย์ต้องมี แต่ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มักจะเกิดขึ้นกับคนที่ไม่ได้ป้องกันตัวเอง หรือมีการพลั้งเผลอไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เราทุกคนจึงควรเรียนรู้วิธีการที่จะมีเซ็กส์อย่างปลอดภัย และห่างไกลจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย เพราะไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวคุณเองทั้งนั้น วันนี้ ลองมาอ่านบทความนี้กันดีกว่าว่าคุณจะสามารถเซฟตัวเองไม่ให้เข้าใกล้โรคร้ายได้อย่างไรบ้าง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีอะไรบ้าง โดยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ถูกพบมากที่สุด ได้แก่ เอชไอวี เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ Human Immunodeficiency Virus (ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเชียนซีไวรัส) เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง จนไม่อาจต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีระยะฟักตัวตั้งแต่ 2-6 สัปดาห์ขึ้นไปถึงจะตรวจพบเชื้อ หรือขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจที่เลือกด้วย ปัจจุบันสามารถตรวจแบบแนท (NAT) ที่หลังมีความเสี่ยงประมาณ 5-7 วัน โรคหนองในแท้ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria Gonorrhoeae (ไนซ์ซีเรีย โกโนร์เรีย) อาจมีอาการเกิดขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์หลังจากติดเชื้อ ในเพศหญิง จะเกิดอาการตกขาวผิดปกติ มีเลือดออกบริเวณช่องคลอด รู้สึกแสบเวลาปัสสาวะ ส่วนในเพศชาย จะมีหนองสีเขียวหรือเหลืองไหลออกมาจากปลายอวัยวะเพศ ลูกอัณฑะบวม และเจ็บเวลาปัสสาวะ เป็นต้น โรคหนองในเทียม เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ…

  • ทำความรู้จักยา ARV ยาที่เปลี่ยนชีวิตผู้ติดเชื้อ HIV

    ยา ARV (Antiretroviral) เป็นกลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาผู้ติดเชื้อ HIV (Human Immunodeficiency Virus) โดยมีเป้าหมายหลักในการลดจำนวนเชื้อไวรัสในร่างกายให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด ยา ARV ทำงานโดยการยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัส HIV และป้องกันไม่ให้เชื้อทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งส่งผลให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

  • | |

    STI คืออะไร?

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted infections; STI)  คือ การติดเชื้อจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ โดยผ่านการจูบ, การสัมผัสหรือถูอวัยวะเพศ, การมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก (การใช้ปากกับอวัยวะเพศ), การร่วมเพศ (องคชาตในช่องคลอด องคชาตในทวารหนัก), การใช้เซ็กซ์ทอย รวมถึง การติดเชื้อจากแม่ไปสู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด และหลังคลอด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุด เชื้อ HIV โรคหนองใน โรคหนองในเทียม โรคหูดหงอนไก่และเชื้อ HPV โรคเริม โรคซิฟิลิส โรคไวรัสตับอักเสบเอ โรคไวรัสตับอักเสบบี และโรคไวรัสตับอักเสบซี ใครเสี่ยงที่จะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ? การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย กับบุคคลเหล่านี้จะทำให้คุณมีแนวโน้มการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ได้มากขึ้น เช่น คู่นอนชั่วครั้งชั่วคราว, มีคู่นอนหลายคน หรือมีกิจกรรมทางเพศบ่อย ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยกับผู้ชายคนอื่น อายุน้อย ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศสัมพันธ์ เคยมีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในอดีต ดื่มสุรา  ใช้สารเสพติด เมื่อไหร่ที่ควรมาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์? มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย (ทั้งผ่านทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางหวารหนัก) มีอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่บริเวณอวัยวะเพศของคุณ ได้แก่ องคชาต, ลูกอัณฑะ,…