โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด ภัยเงียบที่เริ่มตั้งแต่ในครรภ์

โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด ภัยเงียบที่เริ่มตั้งแต่ในครรภ์

โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis) คือ ภาวะที่ทารกในครรภ์ได้รับเชื้อซิฟิลิสจากมารดาที่ติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ โดยเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum สามารถแพร่ผ่านรกเข้าสู่ร่างกายทารก ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงทั้งในช่วงตั้งครรภ์ ช่วงคลอด และหลังคลอด ซึ่งอาจนำไปสู่การแท้ง ทารกเสียชีวิต หรือมีความพิการแต่กำเนิดอย่างถาวร หากไม่มีการตรวจ และรักษาอย่างทันท่วงที

ปัจจุบัน โรคซิฟิลิสแต่กำเนิดยังคงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ด้วยเหตุที่ผู้หญิงตั้งครรภ์จำนวนหนึ่งไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ และไม่ได้รับการตรวจเลือดหรือรักษาอย่างเหมาะสม การป้องกันโรคนี้สามารถทำได้ง่าย และมีประสิทธิภาพ หากมีการคัดกรอง และรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด ภัยเงียบที่เริ่มตั้งแต่ในครรภ์

โรคซิฟิลิส คืออะไร?

โรคซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum มีลักษณะของการดำเนินโรคเป็นระยะ โดยเริ่มจากระยะแรก (Primary), ระยะที่สอง (Secondary), ระยะพักเชื้อ (Latent), และระยะที่สาม (Tertiary) หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อในระยะแรก ๆ และไม่ได้รับการรักษา เชื้อสามารถแพร่ผ่านรกไปสู่ทารกในครรภ์ได้

สาเหตุของโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด

โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis) คือภาวะที่ทารกติดเชื้อซิฟิลิสจากมารดาที่มีเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ เชื้อที่เป็นสาเหตุคือ Treponema pallidum ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดเกลียว สามารถทะลุผ่านเนื้อเยื่อของรกเข้าสู่กระแสเลือดของทารกได้โดยตรง แม้ในครรภ์ที่ยังมีพัฒนาการไม่สมบูรณ์ เชื้อจึงก่อโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ หากไม่ได้รับการตรวจคัดกรอง และรักษาอย่างถูกต้อง

Love2test

โรคซิฟิลิสจากแม่สู่ลูกเกิดขึ้นได้อย่างไร?

โรคซิฟิลิสแต่กำเนิดเกิดจากการที่ มารดามีเชื้อซิฟิลิสขณะตั้งครรภ์ และเชื้อสามารถถ่ายทอดไปยังทารกได้หลากหลายวิธี ดังนี้

  • การแพร่เชื้อผ่านทางรก (Transplacental Transmission)
    • ถือเป็นเส้นทางหลักของการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก
    • เชื้อจะทะลุผ่านรกในช่วงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ไตรมาสที่ 2 และ 3
    • หากมารดาติดเชื้อในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ ความเสี่ยงที่ทารกจะได้รับผลกระทบก็จะยิ่งสูง
    • การติดเชื้อผ่านรกสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีอาการใด ๆ ของโรคในแม่
  • การสัมผัสกับเชื้อในระหว่างคลอด
    • หากมารดามีแผลซิฟิลิสบริเวณช่องคลอดหรืออวัยวะสืบพันธุ์ เชื้อสามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสกับเยื่อเมือกของทารก
    • การติดต่อแบบนี้พบได้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการผ่านรก แต่ก็เป็นอีกช่องทางที่ควรระวัง
  • การสัมผัสหลังคลอด (Postnatal Exposure)
    • พบได้น้อยมาก โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ดูแลหรือแม่มีแผลเปิดที่มีเชื้อ และทารกมีผิวหนังถลอกหรือบาดแผล
    • การดูแลความสะอาด และป้องกันการสัมผัสกับของเหลวจากแผลจึงมีความสำคัญ

ปัจจัยที่ทำให้เชื้อแพร่สู่ทารกได้ง่าย

  • มารดาไม่ได้รับการตรวจคัดกรองโรคซิฟิลิส ในช่วงแรกของการฝากครรภ์ (แนะนำควรตรวจในไตรมาสแรก และอีกครั้งในไตรมาสที่สาม)
  • ได้รับการวินิจฉัยช้า หรือเริ่มรักษาเมื่อเข้าสู่ไตรมาสสุดท้าย ซึ่งอาจไม่ทันป้องกันการติดเชื้อ
  • ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม เช่น ใช้ยาผิดชนิด หรือไม่ครบตามกำหนด
  • ติดเชื้อซ้ำระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในหญิงที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือคู่นอนยังไม่ได้รับการรักษา

อาการของโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด

อาการสามารถแบ่งเป็น 2 ระยะหลักคือ

“ChatLove2test"
  • ระยะแรก (Early Congenital Syphilis) เกิดภายใน 2 ปีแรกหลังคลอด โดยมีอาการ ได้แก่:
    • มีผื่นขึ้นตามตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า
    • น้ำมูกเป็นเลือด
    • ตับ และม้ามโต
    • ตัวเหลือง
    • ต่อมน้ำเหลืองโต
    • น้ำหนักแรกเกิดต่ำ
    • กระดูกผิดปกติ
  • ระยะเรื้อรัง (Late Congenital Syphilis) เกิดหลังอายุ 2 ปีขึ้นไป และมักเกี่ยวข้องกับผลกระทบระยะยาว ได้แก่
    • ความผิดปกติของกระดูกใบหน้า และจมูก (จมูกยุบหรือ “จมูกแซดเดิล”)
    • หูหนวกถาวร
    • ฟันผิดปกติ (Hutchinson teeth)
    • การมองเห็นลดลงหรือตาบอด
    • ปัญหาทางระบบประสาท เช่น ความล่าช้าในการพัฒนา สติปัญญาบกพร่อง

การวินิจฉัยโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด

การวินิจฉัยโรคซิฟิลิสแต่กำเนิดจำเป็นต้องอาศัยการประเมินร่วมกันทั้งจากข้อมูลทางคลินิกของมารดา และทารก การตรวจที่ครอบคลุมจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อยืนยันการติดเชื้อ และแยกแยะจากโรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกัน โดยมีแนวทางหลัก ดังนี้:

  • การตรวจเลือดของมารดา
    • RPR (Rapid Plasma Reagin) หรือ VDRL (Venereal Disease Research Laboratory): เป็นการตรวจเบื้องต้นเพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อเชื้อ
    • TPHA (Treponema pallidum Hemagglutination Assay) หรือ FTA-ABS (Fluorescent Treponemal Antibody Absorption): ใช้เพื่อยืนยันผลการตรวจซิฟิลิสว่ามีการติดเชื้อจริงหรือไม่
  • การตรวจเลือดของทารกแรกเกิด ทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาแอนติบอดีซิฟิลิส (IgG, IgM) เพื่อเปรียบเทียบระดับแอนติบอดีในทารกกับของมารดา หากพบว่าในทารกมีระดับสูงกว่ามารดา อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
  • การตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture) เพื่อหาสัญญาณของ Neurosyphilis เป็นการตรวจหาเซลล์เม็ดเลือดขาว ปริมาณโปรตีน และตรวจหาเชื้อโดยตรงในน้ำไขสันหลัง
  • การตรวจภาพถ่ายรังสีของกระดูกโดยเฉพาะบริเวณกระดูกแขน ขา และข้อมือ เพื่อดูความผิดปกติ เช่น กระดูกพรุน การอักเสบของกระดูก หรือรอยแตกของกระดูกโดยไม่ทราบสาเหตุ
การรักษาโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด

การรักษาโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด

การรักษาโรคซิฟิลิสแต่กำเนิดสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้หากเริ่มรักษาทันเวลา โดยยาที่ใช้มีประสิทธิภาพสูง และเป็นแนวทางมาตรฐานที่ใช้ทั่วโลก

“PrEPLove2test"
  • ยาหลัก: Penicillin G เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ Treponema pallidum และใช้ได้ทั้งในหญิงตั้งครรภ์ และทารก
  • กรณีของมารดาที่ตรวจพบระหว่างตั้งครรภ์ ให้ยาฉีด Benzathine Penicillin G เข้ากล้ามเนื้อ โดยให้ตามระยะของการติดเชื้อ (ระยะต้นหรือเรื้อรัง) ควรรักษา ให้ครบ และเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ทารก
  • กรณีของทารกที่มีความเสี่ยง หรือติดเชื้อ ให้ยาฉีด Aqueous Penicillin G เข้าหลอดเลือดดำ หรือเข้ากล้ามเนื้อ ปรับขนาดยา และระยะเวลาตามน้ำหนักตัว และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ หากแพ้เพนิซิลลิน อาจพิจารณาใช้ยาอื่น เช่น Ceftriaxone ภายใต้การดูแลของแพทย์
  • การติดตามอาการ ตรวจเลือดซ้ำทุก 3 เดือนในช่วงปีแรก เพื่อติดตามการลดลงของแอนติบอดี และตรวจพัฒนาการทารกอย่างใกล้ชิด เพราะบางอาการอาจแสดงในระยะยาว

การป้องกันโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด

การป้องกันที่ได้ผลดีที่สุดคือการตรวจคัดกรองและรักษาหญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ควบคู่กับการดูแลระบบสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับหญิงตั้งครรภ์

  • ฝากครรภ์ทันทีเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ และตรวจเลือดหาซิฟิลิสตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปพบแพทย์
  • หากผลเป็นบวก ต้อง รักษาทันที และ ให้ครบตามแนวทางการรักษา
  • ควรตรวจซ้ำใน ไตรมาสที่ 3 หรือก่อนคลอด โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง
  • คู่นอนต้องได้รับการตรวจ และรักษา พร้อมกันเพื่อลดโอกาสกลับมาติดเชื้อซ้ำ

สำหรับระบบสาธารณสุข

  • จัดให้มีการตรวจเลือดหาซิฟิลิสเป็นส่วนหนึ่งของการฝากครรภ์
  • ให้ความรู้กับหญิงตั้งครรภ์เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • พัฒนาระบบเฝ้าระวัง และติดตามการรักษาผู้ป่วย รวมถึงการรายงานต่อเนื่อง
  • เพิ่มการเข้าถึงยา Penicillin ในโรงพยาบาลทุกระดับ และไม่ขาดแคลน

คำถามที่พบบ่อย

Q: แม่ที่เคยเป็นโรคซิฟิลิสแล้วรักษาหาย ยังสามารถแพร่เชื้อให้ลูกได้ไหม?
A: หากรักษาหายขาด และผลเลือดเป็นลบ ก็ไม่สามารถแพร่เชื้อให้ลูกได้ แต่ควรตรวจเลือดซ้ำตามกำหนด

Q: ทารกที่เกิดมาปกติ ต้องตรวจเลือดไหม?
A: หากแม่มีประวัติการติดเชื้อ แนะนำให้ตรวจเลือดทารกแม้จะไม่มีอาการ

Q: โรคซิฟิลิสแต่กำเนิดรักษาหายขาดได้ไหม?
A: หากรักษาเร็วในช่วงแรกของชีวิต โอกาสหายมีสูง แต่หากปล่อยไว้อาจเกิดความเสียหายถาวรได้

Q: การฉีดวัคซีนสามารถป้องกันโรคซิฟิลิสได้หรือไม่?
A: ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับซิฟิลิส การป้องกันที่ดีที่สุดคือการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย และตรวจเลือด

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

โรคซิฟิลิส ติดง่าย แต่ป้องกันได้

การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (Safe Sex)

โรคซิฟิลิสแต่กำเนิดแม้จะสามารถป้องกันได้ 100% แต่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในระบบสุขภาพ การตรวจคัดกรองที่ครอบคลุม รวดเร็ว และการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์ เป็นหัวใจสำคัญในการลดอุบัติการณ์โรคนี้ลงอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ยังคงมีหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับการตรวจ และรักษาอยู่จำนวนมาก

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Congenital Syphilis – CDC Fact Sheet. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/std/syphilis/stdfact-congenital-syphilis.htm
  • World Health Organization (WHO). Global guidance on criteria and processes for validation: elimination of mother-to-child transmission of HIV and syphilis. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/publications/i/item/9789241505888
  • กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. ข้อมูลโรคติดต่อที่ป้องกันได้ – โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด. กรมควบคุมโรค. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย (UNICEF Thailand). ความสำคัญของการตรวจเลือดในหญิงตั้งครรภ์เพื่อป้องกันโรคซิฟิลิสในทารก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unicef.org/thailand/th/stories
  • UNAIDS. Elimination of mother-to-child transmission of HIV and syphilis. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org/en/topics/emtct

Similar Posts

  • เริม..โรคที่ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด

    เริม เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Herpes simplex virus (ไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ หรือ HSV) พบได้บ่อยบริเวณริมฝีปากและอวัยวะเพศ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ อาการของ เริม อาการของเริม จะเริ่มจากมีตุ่มน้ำใสขึ้นในบริเวณที่ติดเชื้อ หลังจากนั้นจะแตกออก แล้วเกิดเป็นแผล มีอาการปวดแสบปวดร้อนร่วมด้วย แผลจะค่อยๆ แห้ง ตกสะเก็ดและหายในระยะเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ในบางรายอาจจะมีอาการไข้  ปวดศีรษะ ปวดตามตัว หรือมีต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย ผู้ป่วยที่ติดเชื้อครั้งแรกจะค่อนข้างอาการหนักและรุนแรง ทำให้ต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าผู้ป่วยที่เคยเป็น และมีเชื้ออยู่แล้ว ซึ่งจะมีอาการที่เบาและรักษาได้เร็วกว่า เริม ติดต่อกันได้อย่างไร ? เริม สามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสเชื้อโดยตรง จากบริเวณบาดแผล จากน้ำในตุ่มพอง และน้ำลาย การมีเพศสัมพันธ์หรือกิจกรรมทางเพศ นอกจากนั้นการใช้ของอื่นๆ เช่น แก้วน้ำ ผ้าขนหนู ช้อนส้อม ร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นเริม ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน สาเหตุหลักที่ทำให้เริมกลับมาเป็นซ้ำ หากเคยติดเชื้อเริมมาแล้ว สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก สาเหตุหลักๆมาจากร่างกายอ่อนแอ…

  • | |

    ป๊อปเปอร์กับสุขภาพทางเพศ ความสุขชั่วคราวกับความเสี่ยงถาวร

    ในยุคที่เสรีภาพทางเพศได้รับการยอมรับมากขึ้น ป๊อปเปอร์ (Poppers) หรือสารระเหยกลุ่ม alkyl nitrites กลายเป็นที่รู้จักในหมู่คนที่ต้องการเพิ่มความรู้สึกขณะมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) และในงานปาร์ตี้บางรูปแบบ ป๊อปเปอร์มักถูกมองว่าเป็นสารที่ให้ความสุขชั่วคราว เช่น ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย กล้ามเนื้อคลายตัว เพิ่มความเร้าใจ และลดความเจ็บปวดระหว่างเพศสัมพันธ์

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง ป๊อปเปอร์เต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งผลข้างเคียงเฉียบพลัน ผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพ การเพิ่มโอกาสติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และเอชไอวี รวมถึงอันตรายถึงชีวิตหากใช้ร่วมกับยาอื่นอย่าง Sildenafil (ไวอากร้า)

    เราจะเจาะลึกทุกมิติของ ป๊อปเปอร์กับสุขภาพทางเพศ ตั้งแต่ประวัติ กลไกการออกฤทธิ์ ผลกระทบต่อร่างกาย ความเชื่อมโยงกับเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไปจนถึงวิธีลดความเสี่ยง เพื่อให้ผู้อ่านมีข้อมูลที่ถูกต้องในการตัดสินใจ

  • การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (Safe Sex)

    เรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องใหญ่ และสำคัญของทุกคน การป้องกันก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน การมีเซ็กส์ยังไงให้ปลอดภัย เพื่อการป้องกัน และลดความเสี่ยงการติดต่อของโรคทางเพศสัมพันธ์ Safe Sex คืออะไร  คือ การมีเซ็กซ์ หรือเพศสัมพันธ์กันอย่างปลอดภัย ซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่ามีเพียงแค่การใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ แต่ความจริงแล้วการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยมีมากกว่านั้น อย่างเช่น การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่าการช่วยตัวเอง ซึ่งวิธีอย่างหนึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ร้ายแรง หรือน่ารังเกียจ ทำไมต้อง Safe Sex?  การ Safe Sex หรือการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยนั้น เพื่อเป็นการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่าง ๆ เช่น การติดเชื้อเอชไอวี, โรคเอดส์, ซิฟิลิส, หนองใน ฯลฯ หรือช่วยในการคุมกำเนิด ตั้งท้องในขณะที่ยังไม่พร้อม  การมีเซ็กส์อย่างปลอดภัยเป็นไปได้หรือไม่  เป็นไปได้ หากเรามีความรู้ และการเข้าใจในการมีเซ็กซ์ หรือเพศสัมพันธ์ อย่างถูกต้อง ทำให้เรามีเซ็กส์อย่างปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ Safe Sex มีแบบไหนบ้าง? แบบที่ 1 ก่อนที่จะมี Sex กับใครได้โปรดตรวจเลือดเพื่อความชัวร์!  แม้ว่าเราจะมั่นใจในตัวเอง…

  • โรคหูดข้าวสุก : ภัยทางเพศสัมพันธ์ที่ต้องระวัง ป้องกันอย่างไร?

    โรคหูดข้าวสุก (Molluscum Contagiosum) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Poxvirus ซึ่งสามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสผิวหนังโดยตรง รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ในผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ โรคหูดข้าวสุกมีผลกระทบต่อสุขภาพผิวหนังโดยเฉพาะบริเวณที่เกิดการสัมผัสเชื้อ และอาจนำไปสู่การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไปยังผู้อื่นหากไม่ได้รับการดูแลและรักษาอย่างถูกต้อง

  • |

    ทำไมถึงคันในที่ลับ? ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม และวิธีการรักษา

    อาการคันในที่ลับเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน

  • วัยรุ่นไทยยุคใหม่ต้องรู้ ความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และวิธีดูแลตนเอง

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) เป็นโรคที่สามารถแพร่กระจายได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือปาก รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่ง และผิวหนังที่มีเชื้อ โดยในวัยรุ่นซึ่งอยู่ในช่วงเรียนรู้ และสำรวจความสัมพันธ์ ความเสี่ยงในการติดโรคเหล่านี้สูงขึ้น เนื่องจากขาดความรู้ และการป้องกันที่ถูกต้อง