โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด ภัยเงียบที่เริ่มตั้งแต่ในครรภ์
โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis) คือ ภาวะที่ทารกในครรภ์ได้รับเชื้อซิฟิลิสจากมารดาที่ติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ โดยเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum สามารถแพร่ผ่านรกเข้าสู่ร่างกายทารก ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงทั้งในช่วงตั้งครรภ์ ช่วงคลอด และหลังคลอด ซึ่งอาจนำไปสู่การแท้ง ทารกเสียชีวิต หรือมีความพิการแต่กำเนิดอย่างถาวร หากไม่มีการตรวจ และรักษาอย่างทันท่วงที
ปัจจุบัน โรคซิฟิลิสแต่กำเนิดยังคงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ด้วยเหตุที่ผู้หญิงตั้งครรภ์จำนวนหนึ่งไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ และไม่ได้รับการตรวจเลือดหรือรักษาอย่างเหมาะสม การป้องกันโรคนี้สามารถทำได้ง่าย และมีประสิทธิภาพ หากมีการคัดกรอง และรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

โรคซิฟิลิส คืออะไร?
โรคซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum มีลักษณะของการดำเนินโรคเป็นระยะ โดยเริ่มจากระยะแรก (Primary), ระยะที่สอง (Secondary), ระยะพักเชื้อ (Latent), และระยะที่สาม (Tertiary) หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อในระยะแรก ๆ และไม่ได้รับการรักษา เชื้อสามารถแพร่ผ่านรกไปสู่ทารกในครรภ์ได้
สาเหตุของโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด
โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis) คือภาวะที่ทารกติดเชื้อซิฟิลิสจากมารดาที่มีเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ เชื้อที่เป็นสาเหตุคือ Treponema pallidum ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดเกลียว สามารถทะลุผ่านเนื้อเยื่อของรกเข้าสู่กระแสเลือดของทารกได้โดยตรง แม้ในครรภ์ที่ยังมีพัฒนาการไม่สมบูรณ์ เชื้อจึงก่อโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ หากไม่ได้รับการตรวจคัดกรอง และรักษาอย่างถูกต้อง
โรคซิฟิลิสจากแม่สู่ลูกเกิดขึ้นได้อย่างไร?
โรคซิฟิลิสแต่กำเนิดเกิดจากการที่ มารดามีเชื้อซิฟิลิสขณะตั้งครรภ์ และเชื้อสามารถถ่ายทอดไปยังทารกได้หลากหลายวิธี ดังนี้
- การแพร่เชื้อผ่านทางรก (Transplacental Transmission)
- ถือเป็นเส้นทางหลักของการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก
- เชื้อจะทะลุผ่านรกในช่วงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ไตรมาสที่ 2 และ 3
- หากมารดาติดเชื้อในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ ความเสี่ยงที่ทารกจะได้รับผลกระทบก็จะยิ่งสูง
- การติดเชื้อผ่านรกสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีอาการใด ๆ ของโรคในแม่
- การสัมผัสกับเชื้อในระหว่างคลอด
- หากมารดามีแผลซิฟิลิสบริเวณช่องคลอดหรืออวัยวะสืบพันธุ์ เชื้อสามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสกับเยื่อเมือกของทารก
- การติดต่อแบบนี้พบได้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการผ่านรก แต่ก็เป็นอีกช่องทางที่ควรระวัง
- การสัมผัสหลังคลอด (Postnatal Exposure)
- พบได้น้อยมาก โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ดูแลหรือแม่มีแผลเปิดที่มีเชื้อ และทารกมีผิวหนังถลอกหรือบาดแผล
- การดูแลความสะอาด และป้องกันการสัมผัสกับของเหลวจากแผลจึงมีความสำคัญ
ปัจจัยที่ทำให้เชื้อแพร่สู่ทารกได้ง่าย
- มารดาไม่ได้รับการตรวจคัดกรองโรคซิฟิลิส ในช่วงแรกของการฝากครรภ์ (แนะนำควรตรวจในไตรมาสแรก และอีกครั้งในไตรมาสที่สาม)
- ได้รับการวินิจฉัยช้า หรือเริ่มรักษาเมื่อเข้าสู่ไตรมาสสุดท้าย ซึ่งอาจไม่ทันป้องกันการติดเชื้อ
- ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม เช่น ใช้ยาผิดชนิด หรือไม่ครบตามกำหนด
- ติดเชื้อซ้ำระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในหญิงที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือคู่นอนยังไม่ได้รับการรักษา
อาการของโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด
อาการสามารถแบ่งเป็น 2 ระยะหลักคือ
- ระยะแรก (Early Congenital Syphilis) เกิดภายใน 2 ปีแรกหลังคลอด โดยมีอาการ ได้แก่:
- มีผื่นขึ้นตามตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า
- น้ำมูกเป็นเลือด
- ตับ และม้ามโต
- ตัวเหลือง
- ต่อมน้ำเหลืองโต
- น้ำหนักแรกเกิดต่ำ
- กระดูกผิดปกติ
- ระยะเรื้อรัง (Late Congenital Syphilis) เกิดหลังอายุ 2 ปีขึ้นไป และมักเกี่ยวข้องกับผลกระทบระยะยาว ได้แก่
- ความผิดปกติของกระดูกใบหน้า และจมูก (จมูกยุบหรือ “จมูกแซดเดิล”)
- หูหนวกถาวร
- ฟันผิดปกติ (Hutchinson teeth)
- การมองเห็นลดลงหรือตาบอด
- ปัญหาทางระบบประสาท เช่น ความล่าช้าในการพัฒนา สติปัญญาบกพร่อง
การวินิจฉัยโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด
การวินิจฉัยโรคซิฟิลิสแต่กำเนิดจำเป็นต้องอาศัยการประเมินร่วมกันทั้งจากข้อมูลทางคลินิกของมารดา และทารก การตรวจที่ครอบคลุมจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อยืนยันการติดเชื้อ และแยกแยะจากโรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกัน โดยมีแนวทางหลัก ดังนี้:
- การตรวจเลือดของมารดา
- RPR (Rapid Plasma Reagin) หรือ VDRL (Venereal Disease Research Laboratory): เป็นการตรวจเบื้องต้นเพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อเชื้อ
- TPHA (Treponema pallidum Hemagglutination Assay) หรือ FTA-ABS (Fluorescent Treponemal Antibody Absorption): ใช้เพื่อยืนยันผลการตรวจซิฟิลิสว่ามีการติดเชื้อจริงหรือไม่
- การตรวจเลือดของทารกแรกเกิด ทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาแอนติบอดีซิฟิลิส (IgG, IgM) เพื่อเปรียบเทียบระดับแอนติบอดีในทารกกับของมารดา หากพบว่าในทารกมีระดับสูงกว่ามารดา อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
- การตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture) เพื่อหาสัญญาณของ Neurosyphilis เป็นการตรวจหาเซลล์เม็ดเลือดขาว ปริมาณโปรตีน และตรวจหาเชื้อโดยตรงในน้ำไขสันหลัง
- การตรวจภาพถ่ายรังสีของกระดูกโดยเฉพาะบริเวณกระดูกแขน ขา และข้อมือ เพื่อดูความผิดปกติ เช่น กระดูกพรุน การอักเสบของกระดูก หรือรอยแตกของกระดูกโดยไม่ทราบสาเหตุ

การรักษาโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด
การรักษาโรคซิฟิลิสแต่กำเนิดสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้หากเริ่มรักษาทันเวลา โดยยาที่ใช้มีประสิทธิภาพสูง และเป็นแนวทางมาตรฐานที่ใช้ทั่วโลก
- ยาหลัก: Penicillin G เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ Treponema pallidum และใช้ได้ทั้งในหญิงตั้งครรภ์ และทารก
- กรณีของมารดาที่ตรวจพบระหว่างตั้งครรภ์ ให้ยาฉีด Benzathine Penicillin G เข้ากล้ามเนื้อ โดยให้ตามระยะของการติดเชื้อ (ระยะต้นหรือเรื้อรัง) ควรรักษา ให้ครบ และเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ทารก
- กรณีของทารกที่มีความเสี่ยง หรือติดเชื้อ ให้ยาฉีด Aqueous Penicillin G เข้าหลอดเลือดดำ หรือเข้ากล้ามเนื้อ ปรับขนาดยา และระยะเวลาตามน้ำหนักตัว และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ หากแพ้เพนิซิลลิน อาจพิจารณาใช้ยาอื่น เช่น Ceftriaxone ภายใต้การดูแลของแพทย์
- การติดตามอาการ ตรวจเลือดซ้ำทุก 3 เดือนในช่วงปีแรก เพื่อติดตามการลดลงของแอนติบอดี และตรวจพัฒนาการทารกอย่างใกล้ชิด เพราะบางอาการอาจแสดงในระยะยาว
การป้องกันโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด
การป้องกันที่ได้ผลดีที่สุดคือการตรวจคัดกรองและรักษาหญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ควบคู่กับการดูแลระบบสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับหญิงตั้งครรภ์
- ฝากครรภ์ทันทีเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ และตรวจเลือดหาซิฟิลิสตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปพบแพทย์
- หากผลเป็นบวก ต้อง รักษาทันที และ ให้ครบตามแนวทางการรักษา
- ควรตรวจซ้ำใน ไตรมาสที่ 3 หรือก่อนคลอด โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง
- คู่นอนต้องได้รับการตรวจ และรักษา พร้อมกันเพื่อลดโอกาสกลับมาติดเชื้อซ้ำ
สำหรับระบบสาธารณสุข
- จัดให้มีการตรวจเลือดหาซิฟิลิสเป็นส่วนหนึ่งของการฝากครรภ์
- ให้ความรู้กับหญิงตั้งครรภ์เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- พัฒนาระบบเฝ้าระวัง และติดตามการรักษาผู้ป่วย รวมถึงการรายงานต่อเนื่อง
- เพิ่มการเข้าถึงยา Penicillin ในโรงพยาบาลทุกระดับ และไม่ขาดแคลน
คำถามที่พบบ่อย
Q: แม่ที่เคยเป็นโรคซิฟิลิสแล้วรักษาหาย ยังสามารถแพร่เชื้อให้ลูกได้ไหม?
A: หากรักษาหายขาด และผลเลือดเป็นลบ ก็ไม่สามารถแพร่เชื้อให้ลูกได้ แต่ควรตรวจเลือดซ้ำตามกำหนด
Q: ทารกที่เกิดมาปกติ ต้องตรวจเลือดไหม?
A: หากแม่มีประวัติการติดเชื้อ แนะนำให้ตรวจเลือดทารกแม้จะไม่มีอาการ
Q: โรคซิฟิลิสแต่กำเนิดรักษาหายขาดได้ไหม?
A: หากรักษาเร็วในช่วงแรกของชีวิต โอกาสหายมีสูง แต่หากปล่อยไว้อาจเกิดความเสียหายถาวรได้
Q: การฉีดวัคซีนสามารถป้องกันโรคซิฟิลิสได้หรือไม่?
A: ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับซิฟิลิส การป้องกันที่ดีที่สุดคือการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย และตรวจเลือด
อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
โรคซิฟิลิส ติดง่าย แต่ป้องกันได้
การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (Safe Sex)
โรคซิฟิลิสแต่กำเนิดแม้จะสามารถป้องกันได้ 100% แต่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในระบบสุขภาพ การตรวจคัดกรองที่ครอบคลุม รวดเร็ว และการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์ เป็นหัวใจสำคัญในการลดอุบัติการณ์โรคนี้ลงอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ยังคงมีหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับการตรวจ และรักษาอยู่จำนวนมาก
เอกสารอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Congenital Syphilis – CDC Fact Sheet. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/std/syphilis/stdfact-congenital-syphilis.htm
- World Health Organization (WHO). Global guidance on criteria and processes for validation: elimination of mother-to-child transmission of HIV and syphilis. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/publications/i/item/9789241505888
- กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. ข้อมูลโรคติดต่อที่ป้องกันได้ – โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด. กรมควบคุมโรค. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
- องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย (UNICEF Thailand). ความสำคัญของการตรวจเลือดในหญิงตั้งครรภ์เพื่อป้องกันโรคซิฟิลิสในทารก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unicef.org/thailand/th/stories
- UNAIDS. Elimination of mother-to-child transmission of HIV and syphilis. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org/en/topics/emtct



