มีคู่นอนเพียงคนเดียว ยังเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่?
| | |

มีคู่นอนเพียงคนเดียว ยังเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่?

หลายคนเชื่อว่า มีคู่นอนเพียงคนเดียว หมายถึงความปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STI) จึงละเลยการใช้ถุงยางอนามัยหรือไม่เคยเข้ารับการตรวจสุขภาพทางเพศเลย อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงแล้ว การมีคู่นอนเพียงคนเดียว ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยง เสมอไป

ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประวัติทางเพศของทั้งสองฝ่าย การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ความซื่อสัตย์ต่อความสัมพันธ์ รวมถึงโรคบางชนิดที่สามารถอยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงอาการเป็นเวลานาน

มีคู่นอนเพียงคนเดียว ยังเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่?
Love2test

การมีคู่นอนคนเดียว หมายถึง ไม่มีความเสี่ยง จริงหรือ?

คำตอบคือ ไม่เสมอไป

Love2test

แม้ว่าการมีคู่นอนเพียงคนเดียวแบบคู่สมรสหรือคู่รักที่ซื่อสัตย์ต่อกัน (Mutual Monogamy) จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก แต่จะถือว่ามีความเสี่ยงต่ำจริงก็ต่อเมื่อ

  • ทั้งสองฝ่ายมีเพศสัมพันธ์เฉพาะกันและกัน
  • ทั้งคู่ได้รับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แล้ว
  • ไม่มีการติดเชื้อมาก่อน
  • ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงอื่น เช่น ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

หากเงื่อนไขเหล่านี้ไม่ครบ ความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่

“ChatLove2test"

สาเหตุที่ยังเสี่ยงแม้มีคู่นอนเพียงคนเดียว

1. คู่ของคุณอาจติดเชื้อมาก่อนเริ่มคบกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดสามารถแฝงอยู่ในร่างกายได้นานหลายเดือนหรือหลายปี เช่น

  • เอชไอวี
  • ซิฟิลิส
  • หนองใน
  • หนองในเทียม
  • HPV
  • เริม
  • ไวรัสตับอักเสบบี

ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการ จึงไม่รู้ว่าตนเองกำลังแพร่เชื้อให้ผู้อื่น

“PrEPLove2test"

2. โรคหลายชนิดไม่มีอาการ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จำนวนมากไม่มีอาการ โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น ตัวอย่าง ได้แก่

  • หนองในเทียม
  • หนองใน
  • ซิฟิลิสระยะแรก
  • HPV
  • เอชไอวีระยะแรก

หลายคนจึงเข้าใจผิดว่า ไม่มีอาการ = ไม่เป็นโรค

3. ความสัมพันธ์แบบคู่เดียว อาจไม่ได้หมายถึงความซื่อสัตย์ของทั้งสองฝ่ายเสมอไป แม้ตัวคุณจะมีคู่นอนเพียงคนเดียว แต่หากอีกฝ่ายมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นโดยที่คุณไม่ทราบ ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นทันที นี่เป็นเหตุผลที่แนวทางสาธารณสุขหลายประเทศยังแนะนำให้ตรวจ STI เป็นระยะ แม้อยู่ในความสัมพันธ์ระยะยาว

4. โรคบางชนิดติดต่อได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ โรคบางชนิดสามารถแพร่ผ่าน

  • การสัมผัสผิวหนัง
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
  • การสัมผัสแผล
  • การสัมผัสสารคัดหลั่ง

เช่น

  • HPV
  • เริม
  • ซิฟิลิสบางระยะ

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย

  • เอชไอวี (HIV) เกิดจากไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ติดต่อผ่าน
    • เลือด
    • น้ำอสุจิ
    • สารคัดหลั่งในช่องคลอด
    • น้ำนมแม่
    • หากไม่ได้รับการรักษาอาจพัฒนาเป็นโรคเอดส์ได้ แต่ปัจจุบันสามารถควบคุมโรคได้ด้วยยาต้านไวรัส
  • ซิฟิลิส เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อาการแบ่งหลายระยะ ได้แก่
    • แผลริมแข็ง
    • ผื่นทั่วตัว
    • ระยะแฝง
    • ระยะรุนแรงที่กระทบหัวใจและระบบประสาท
  • หนองใน เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยมีอาการ ดังนี้
    • ปัสสาวะแสบ
    • มีหนอง
    • ตกขาวผิดปกติ
    • แต่บางรายไม่มีอาการเลย
  • หนองในเทียม พบได้บ่อยในวัยเจริญพันธุ์ หากปล่อยไว้ อาจทำให้
    • อุ้งเชิงกรานอักเสบ
    • ภาวะมีบุตรยาก
    • ตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • HPV เป็นไวรัสที่พบได้บ่อยที่สุดชนิดหนึ่ง อาจทำให้
    • หูดหงอนไก่
    • มะเร็งปากมดลูก
    • มะเร็งทวารหนัก
    • มะเร็งช่องปากและลำคอ
    • มะเร็งอวัยวะเพศ
  • เริม เชื้อสามารถแฝงตัวอยู่ในเส้นประสาทและกลับมาเป็นซ้ำได้ บางคนไม่มีอาการแต่สามารถแพร่เชื้อได้

หากอยู่กับคู่คนเดิมมาหลายปี ยังควรตรวจโรคหรือไม่?

คำตอบคือ ควร

โดยเฉพาะในกรณี

  • ไม่เคยตรวจมาก่อน
  • เริ่มคบกันโดยไม่ได้ตรวจทั้งคู่
  • เคยมีคู่นอนหลายคนในอดีต
  • วางแผนตั้งครรภ์
  • มีอาการผิดปกติ
  • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย

เมื่อใดควรรีบพบแพทย์?

ควรเข้ารับการตรวจหากมีอาการ เช่น

  • แผลที่อวัยวะเพศ
  • ผื่นผิดปกติ
  • มีหนอง
  • ตกขาวมีกลิ่นผิดปกติ
  • ปวดขณะปัสสาวะ
  • เลือดออกผิดปกติ
  • มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ทราบว่าติดเชื้อ
  • ถุงยางอนามัยแตกหรือหลุดระหว่างมีเพศสัมพันธ์
ควรตรวจอะไรบ้าง

ควรตรวจอะไรบ้าง?

การตรวจที่แพทย์มักแนะนำ ได้แก่

  • ตรวจเอชไอวี
  • ตรวจซิฟิลิส
  • ตรวจไวรัสตับอักเสบบี
  • ตรวจไวรัสตับอักเสบซี (ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง)
  • ตรวจหนองใน
  • ตรวจหนองในเทียม
  • ตรวจ HPV ตามข้อบ่งชี้
  • ตรวจมะเร็งปากมดลูกตามช่วงอายุ

วิธีลดความเสี่ยง แม้จะมีคู่นอนเพียงคนเดียว

  • ตรวจสุขภาพทางเพศก่อนมีเพศสัมพันธ์ การตรวจทั้งสองฝ่ายช่วยลดโอกาสการแพร่เชื้อที่ไม่รู้ตัว
  • ใช้ถุงยางอนามัย ถุงยางอนามัยยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด แม้ในคู่รักที่คบกันมานาน โดยเฉพาะเมื่อยังไม่ทราบผลการตรวจของทั้งสองฝ่าย
  • รับวัคซีนที่จำเป็น วัคซีนที่ช่วยลดความเสี่ยง ได้แก่
    • วัคซีน HPV
    • วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ แม้ไม่มีอาการ การตรวจเป็นระยะช่วยค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
  • พูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศอย่างเปิดเผย การสื่อสารกับคู่เกี่ยวกับ
    • ประวัติการตรวจ
    • ประวัติทางเพศ
    • การป้องกัน
    • การวางแผนครอบครัว
    • เป็นส่วนสำคัญของความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ มีคู่นอนเพียงคนเดียว ยังเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่?

1. มีคู่นอนเพียงคนเดียว ยังเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่?

คำตอบ: ยังมีความเสี่ยงได้ แม้ว่าจะมีคู่นอนเพียงคนเดียว หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเคยติดเชื้อมาก่อนโดยไม่รู้ตัว ไม่เคยตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือมีการติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ ความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้นการตรวจสุขภาพทางเพศร่วมกันก่อนมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ

2. แต่งงานแล้ว ไม่จำเป็นต้องตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จริงหรือไม่?

คำตอบ: ไม่จริง การแต่งงานไม่ได้หมายความว่าจะปลอดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เสมอไป เพราะอาจมีการติดเชื้อมาตั้งแต่ก่อนแต่งงานโดยไม่มีอาการ หรืออาจไม่เคยได้รับการตรวจมาก่อน การตรวจสุขภาพทางเพศจึงยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะก่อนวางแผนมีบุตรหรือเมื่อมีปัจจัยเสี่ยง

3. ไม่มีอาการ แปลว่าไม่ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ใช่หรือไม่?

คำตอบ: ไม่ใช่ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด เช่น หนองในเทียม ซิฟิลิสระยะแรก เอชไอวี และการติดเชื้อ HPV สามารถไม่แสดงอาการได้เป็นเวลานาน ผู้ติดเชื้อจึงอาจแพร่เชื้อให้ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว การตรวจคัดกรองจึงเป็นวิธีที่ช่วยยืนยันได้ดีที่สุด

4. คบกันมาหลายปีแล้ว ปลอดภัยแน่นอนหรือไม่?

คำตอบ: ไม่เสมอไป หากทั้งคู่ไม่เคยตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าไม่มีการติดเชื้อ โดยเฉพาะโรคที่สามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานโดยไม่มีอาการ

5. ใช้ถุงยางอนามัยเฉพาะคนที่มีคู่นอนหลายคนใช่หรือไม่?

คำตอบ: ไม่จริง ถุงยางอนามัยเป็นวิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะมีคู่นอนคนเดียวหรือหลายคน หากยังไม่ทราบสถานะการติดเชื้อของทั้งสองฝ่าย หรือยังไม่ได้รับการตรวจร่วมกัน การใช้ถุงยางอนามัยยังคงเป็นสิ่งที่แนะนำ

6. ควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อเริ่มคบกันหรือไม่?

คำตอบ: ควร โดยเฉพาะหากวางแผนมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย การตรวจสุขภาพทางเพศร่วมกันก่อน จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายทราบสถานะสุขภาพ ลดความกังวล และลดโอกาสการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว

7. หากทั้งคู่ตรวจแล้วผลเป็นลบ ยังต้องตรวจอีกหรือไม่?

คำตอบ: หากทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์แบบคู่เดียว (Mutual Monogamy) ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่มเติม และผลตรวจหลังพ้นระยะฟักตัวของโรคเป็นปกติ ความจำเป็นในการตรวจซ้ำอาจลดลง อย่างไรก็ตาม หากมีความเสี่ยงใหม่ มีอาการผิดปกติ หรือกำลังวางแผนตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม

8. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถติดได้จากการมีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือไม่?

คำตอบ: ได้ โรคหลายชนิด เช่น หนองใน ซิฟิลิส เริม และ HPV สามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางปากได้ ดังนั้นการใช้ถุงยางอนามัยหรือแผ่นป้องกันช่องปาก (Dental Dam) จะช่วยลดความเสี่ยงในการรับและแพร่เชื้อ

9. หากเคยมีคู่นอนหลายคนในอดีต แต่ปัจจุบันมีคู่เพียงคนเดียว ควรตรวจหรือไม่?

คำตอบ: ควร เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดอาจอยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงอาการเป็นเวลานาน การตรวจจะช่วยยืนยันสถานะการติดเชื้อและช่วยป้องกันการแพร่เชื้อไปยังคู่ของคุณ

10. วิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุดคืออะไร?

คำตอบ: ไม่มีวิธีใดที่ป้องกันได้ 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมากด้วยการมีคู่นอนที่ซื่อสัตย์ต่อกัน ตรวจสุขภาพทางเพศก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องทุกครั้ง รับวัคซีนที่จำเป็น เช่น วัคซีน HPV และไวรัสตับอักเสบบี รวมถึงเข้ารับการตรวจสุขภาพทางเพศตามคำแนะนำของแพทย์เมื่อมีปัจจัยเสี่ยง

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ผื่นที่อวัยวะเพศ อย่าปล่อยผ่าน อาจไม่ใช่แค่การระคายเคือง

โรคติดต่อทางเพศพุ่งสูง แต่คนใช้ถุงยางอนามัยลดลง? สัญญาณอันตรายที่ต้องจับตา

การมีคู่นอนเพียงคนเดียวช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ แต่ ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะปลอดภัย 100% หากทั้งสองฝ่ายไม่เคยตรวจโรคมาก่อน หรือมีการติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ

แนวทางที่ดีที่สุดคือ การสื่อสารอย่างเปิดเผย การตรวจสุขภาพทางเพศร่วมกัน การใช้ถุงยางอนามัยเมื่อเหมาะสม การรับวัคซีนที่จำเป็น และการเข้ารับการตรวจเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงหรือมีอาการผิดปกติ เพราะการป้องกันและการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดการแพร่เชื้อ ลดภาวะแทรกซ้อน และทำให้สามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Sexually transmitted infections (STIs). ข้อมูลเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สาเหตุ การป้องกัน และการรักษา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-(stis)
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). About Sexually Transmitted Infections (STIs). ข้อมูลเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาการ การป้องกัน และการตรวจคัดกรอง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/sti/
  • Joint United Nations Programme on HIV/AIDS (UNAIDS). HIV Prevention. ข้อมูลการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและการลดความเสี่ยง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org/en
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. ข้อมูลด้านการเฝ้าระวัง การป้องกัน และการตรวจเอชไอวีในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://aidssti.ddc.moph.go.th

Similar Posts