ผื่นที่อวัยวะเพศ อย่าปล่อยผ่าน อาจไม่ใช่แค่การระคายเคือง

ผื่นที่อวัยวะเพศ อย่าปล่อยผ่าน อาจไม่ใช่แค่การระคายเคือง

ผื่นหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นบริเวณอวัยวะเพศเป็นสิ่งที่หลายคนมักมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อไม่มีอาการเจ็บปวดรุนแรงหรือหายไปได้เองในช่วงสั้น ๆ อย่างไรก็ตาม อาการ ผื่น อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพที่สำคัญ ตั้งแต่การระคายเคืองธรรมดาไปจนถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) ที่ต้องได้รับการวินิจฉัย และรักษาอย่างถูกต้อง

ผื่นที่อวัยวะเพศ อย่าปล่อยผ่าน อาจไม่ใช่แค่การระคายเคือง

ผื่นที่อวัยวะเพศ คืออะไร?

ผื่น (Rash) คือการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่ผิดปกติ เช่น สีผิวเปลี่ยน มีตุ่มแดง ตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง ผิวลอก หรือมีแผล โดยอาจเกิดได้ทั้งในเพศชาย และเพศหญิง รวมถึงบริเวณใกล้เคียง เช่น ขาหนีบ ต้นขาด้านใน หรือรอบทวารหนัก

ผื่นอาจมีอาการร่วม เช่น

Love2test
  • คัน
  • แสบ
  • เจ็บ
  • มีของเหลวไหล
  • มีกลิ่นผิดปกติ

สาเหตุของผื่นที่อวัยวะเพศ

  • การระคายเคือง (Irritation) สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่
    • สบู่ น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ล้างจุดซ่อนเร้น
    • ผ้าอนามัยหรือถุงยางอนามัย
    • เสื้อผ้าที่รัดแน่นหรือระบายอากาศไม่ดี
    • เหงื่อ และความอับชื้น
    • มักทำให้เกิดผื่นแดง คัน หรือแสบเล็กน้อย และจะดีขึ้นเมื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น
  • การติดเชื้อรา (Fungal Infection) เชื้อราที่พบบ่อยคือ Candida มีลักษณะอาการ
    • ผื่นแดง ขอบชัด
    • คันมาก
    • มีคราบขาว (ในผู้หญิง)
    • ผิวลอก
    • พบได้บ่อยในผู้ที่มีความอับชื้น หรือภูมิคุ้มกันต่ำ
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ฝี หรือรูขุมขนอักเสบ มีลักษณะ
    • ตุ่มหนอง
    • เจ็บ
    • บวมแดง
  • โรคผิวหนังเรื้อรัง เช่น
    • สะเก็ดเงิน (Psoriasis)
    • ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema)
    • ลักษณะ:
    • ผื่นแดงเรื้อรัง
    • คัน
    • ผิวลอกเป็นขุย
  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นี่คือสาเหตุที่ ไม่ควรมองข้าม เพราะผื่นอาจเป็นสัญญาณแรกของโรคร้าย ซึ่งโรคที่พบบ่อย
    • โรคเริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes) มีตุ่มน้ำใส แตกเป็นแผล เจ็บหรือแสบ เป็นซ้ำได้
    • โรคซิฟิลิส (Syphilis) แผลริมแข็ง ไม่เจ็บ ต่อมาอาจมีผื่นทั่วร่างกาย
    • โรคหูดหงอนไก่ (HPV) ตุ่มเนื้อสีเนื้อหรือชมพู ลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำ
    • โรคหนองใน /โรคหนองในเทียม มีตกขาวผิดปกติ ปัสสาวะแสบ อาจมีผื่นร่วม

ผื่นที่อวัยวะเพศในผู้หญิง vs ผู้ชาย

ผื่นที่อวัยวะเพศสามารถเกิดได้ทั้งในผู้หญิง และผู้ชาย แต่ลักษณะอาการ สาเหตุ และปัจจัยเสี่ยงอาจแตกต่างกันตามโครงสร้างของร่างกาย ฮอร์โมน รวมถึงสภาพแวดล้อมของผิวหนังในแต่ละเพศ การสังเกตความผิดปกติอย่างละเอียดจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้สามารถวินิจฉัย และรักษาได้เร็วขึ้น

ผื่นที่อวัยวะเพศในผู้หญิง

ผู้หญิงมักมีความเสี่ยงต่อการเกิดผื่นหรือการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศได้ง่าย เนื่องจากบริเวณช่องคลอดมีความชื้นสูง และมีการเปลี่ยนแปลงของสมดุลแบคทีเรียตามฮอร์โมน รอบเดือน หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต

“ChatLove2test"

อาการที่พบบ่อย

  • ผื่นแดงหรือคันบริเวณปากช่องคลอด
  • แสบหรือระคายเคือง
  • มีตกขาวผิดปกติ
  • มีกลิ่นผิดปกติ
  • เจ็บขณะปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์

สาเหตุที่พบบ่อยในผู้หญิง

“PrEPLove2test"

1. การติดเชื้อรา

เชื้อรา Candida เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ ใช้ยาปฏิชีวนะ หรือมีความอับชื้น

ลักษณะเด่น:

  • คันมาก
  • ตกขาวสีขาวคล้ายคราบนม
  • ผื่นแดงรอบช่องคลอด

2. การติดเชื้อแบคทีเรีย

เกิดจากความเสียสมดุลของเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด อาจทำให้เกิดกลิ่นผิดปกติ และการอักเสบ

3. การแพ้หรือระคายเคือง

เช่น

  • ผ้าอนามัย
  • น้ำยาล้างจุดซ่อนเร้น
  • สบู่ที่มีน้ำหอม
  • กางเกงชั้นในที่อับชื้น

ผื่นที่อวัยวะเพศในผู้ชาย

ในผู้ชาย ผื่นมักพบที่บริเวณปลายอวัยวะเพศ หนังหุ้มปลาย หรือขาหนีบ โดยบางโรคอาจสังเกตเห็นได้ชัดตั้งแต่ระยะแรก

อาการที่พบบ่อย

  • ผื่นแดงบริเวณปลายอวัยวะเพศ
  • คันหรือแสบ
  • มีตุ่มหรือแผล
  • ผิวลอกหรือมีคราบ
  • เจ็บขณะปัสสาวะในบางกรณี

สาเหตุที่พบบ่อยในผู้ชาย

1. เริมที่อวัยวะเพศ

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย

ลักษณะเด่น:

  • ตุ่มน้ำใส
  • แตกเป็นแผล
  • เจ็บหรือแสบ
  • อาจกลับมาเป็นซ้ำ

2. หูดหงอนไก่

เกิดจากเชื้อ HPV

ลักษณะเด่น:

  • ตุ่มเนื้อเล็ก ๆ
  • สีชมพูหรือสีเนื้อ
  • ลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำ

3. การอักเสบของปลายอวัยวะเพศ

มักสัมพันธ์กับความอับชื้น สุขอนามัยไม่เหมาะสม หรือการติดเชื้อรา

ความแตกต่างที่ควรรู้ระหว่างผู้หญิง และผู้ชาย

หัวข้อผู้หญิงผู้ชาย
ตำแหน่งที่พบบ่อยช่องคลอด และรอบปากช่องคลอดปลายอวัยวะเพศ หนังหุ้มปลาย
อาการร่วมที่พบบ่อยตกขาว กลิ่นผิดปกติตุ่ม แผล หรือคราบ
สาเหตุที่พบบ่อยเชื้อรา แบคทีเรียเริม หูดหงอนไก่
ปัจจัยเสี่ยงความชื้น ฮอร์โมนสุขอนามัย ความอับชื้น

ลักษณะผื่นแบบไหน ควรรีบพบแพทย์

อย่ารอให้อาการลุกลาม หากพบอาการต่อไปนี้:

  • ผื่นไม่หายภายใน 1–2 สัปดาห์
  • มีแผล เจ็บ หรือมีน้ำเหลือง
  • มีตุ่มน้ำหรือตุ่มหนอง
  • มีไข้ร่วม
  • เจ็บขณะปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์
  • มีคู่นอนหลายคนหรือเพิ่งเปลี่ยนคู่นอน
  • ผื่นกลับมาเป็นซ้ำ
การวินิจฉัยผื่นที่อวัยวะเพศ

การวินิจฉัยผื่นที่อวัยวะเพศ

ผื่นที่อวัยวะเพศสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการระคายเคืองทั่วไป การติดเชื้อรา การติดเชื้อแบคทีเรีย โรคผิวหนังเรื้อรัง หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้น การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญมาก เพราะช่วยให้แพทย์สามารถรักษาได้ตรงจุด ลดการลุกลามของโรค และป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

แพทย์จะพิจารณาวิธีตรวจตามลักษณะอาการ ประวัติสุขภาพ และความเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปอาจมีขั้นตอนดังนี้

1. การตรวจร่างกาย การตรวจร่างกายเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ แพทย์จะตรวจลักษณะของผื่นอย่างละเอียด เช่น

  • สีของผื่น
  • ขนาด และรูปร่าง
  • ตำแหน่งที่เกิด
  • มีตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง หรือแผลหรือไม่
  • มีสะเก็ด ผิวลอก หรือรอยแดงร่วมด้วยหรือไม่

นอกจากนี้ แพทย์อาจตรวจบริเวณใกล้เคียง เช่น ขาหนีบ ต้นขาด้านใน หรือรอบทวารหนัก เพื่อดูว่ามีการลุกลามของผื่นหรือไม่ รวมถึงคลำต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ หากสงสัยการติดเชื้อบางชนิด

ในบางกรณี แพทย์จะสอบถามประวัติเพิ่มเติม เช่น

  • เริ่มมีอาการตั้งแต่เมื่อไร
  • มีอาการคัน เจ็บ หรือแสบหรือไม่
  • เคยมีอาการลักษณะนี้มาก่อนหรือไม่
  • มีการเปลี่ยนคู่นอนหรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันหรือไม่
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น สบู่ โลชั่น หรือถุงยางชนิดใหม่หรือไม่

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แยกสาเหตุของผื่นได้แม่นยำมากขึ้น

2. การเก็บตัวอย่างผื่นหรือสารคัดหลั่ง หากสงสัยว่าผื่นเกิดจากการติดเชื้อ แพทย์อาจเก็บตัวอย่างจากบริเวณที่มีอาการเพื่อนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ เช่น

  • การป้ายสารคัดหลั่งจากแผล
  • การขูดผิวหนังบริเวณผื่น
  • การเก็บหนองหรือน้ำจากตุ่ม

การตรวจตัวอย่างเหล่านี้ช่วยค้นหาสาเหตุของโรค เช่น

  • เชื้อรา
  • แบคทีเรีย
  • ไวรัส
  • ปรสิตบางชนิด

ตัวอย่างเช่น

  • หากสงสัยเชื้อรา อาจตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์
  • หากสงสัยเริม อาจตรวจหาเชื้อไวรัสจากตุ่มน้ำ
  • หากสงสัยหนองใน อาจตรวจสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะหรือช่องคลอด

วิธีนี้ช่วยให้รักษาได้เฉพาะเจาะจง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. การตรวจเลือด การตรวจเลือดมักใช้ในกรณีที่สงสัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือการติดเชื้อบางชนิดที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้จากการมองผื่นเพียงอย่างเดียว

โรคที่มักใช้การตรวจเลือด ได้แก่

  • ซิฟิลิส
  • HIV
  • เริมบางกรณี
  • การติดเชื้อไวรัสบางชนิด

การตรวจเลือดช่วยค้นหาการติดเชื้อที่อาจยังไม่แสดงอาการชัดเจน และช่วยประเมินระยะของโรคได้ด้วย

ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดพร้อมกัน เพราะโรคเหล่านี้สามารถพบร่วมกันได้

4. การตรวจหาเชื้อเฉพาะโรค ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยตรวจหาเชื้อได้แม่นยำมากขึ้น เช่น

  • การตรวจ PCR (Polymerase Chain Reaction)
  • การเพาะเชื้อในห้องปฏิบัติการ
  • การตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ

วิธีเหล่านี้สามารถระบุชนิดของเชื้อได้อย่างละเอียด แม้มีเชื้อในปริมาณน้อย จึงมีประโยชน์มากในกรณีที่อาการไม่ชัดเจน หรือจำเป็นต้องแยกโรคที่มีลักษณะคล้ายกัน

ตัวอย่างเช่น

  • ตรวจหาเชื้อเริม HSV
  • ตรวจหาเชื้อ HPV
  • ตรวจหนองในแท้ และหนองในเทียม

ความสำคัญของการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

ผื่นที่อวัยวะเพศอาจมีลักษณะคล้ายกัน แม้เกิดจากคนละสาเหตุ การรักษาจึงไม่เหมือนกัน หากวินิจฉัยผิด อาจทำให้อาการแย่ลง หรือโรคลุกลามได้

ตัวอย่างเช่น

  • การใช้ยาสเตียรอยด์ผิดวิธีอาจทำให้เชื้อรารุนแรงขึ้น
  • การปล่อยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไว้โดยไม่รักษา อาจแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้
  • บางโรคอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะมีบุตรยาก หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด

ดังนั้น หากมีผื่น แผล หรือตุ่มผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศที่ไม่หายเอง ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างเหมาะสม ไม่ควรซื้อยามาใช้เองโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง

แนวทางการรักษาผื่นที่อวัยวะเพศ

แนวทางการรักษาผื่นที่อวัยวะเพศ

การรักษาผื่นที่อวัยวะเพศขึ้นอยู่กับ “สาเหตุของโรค” เนื่องจากผื่นแต่ละชนิดมีที่มาที่แตกต่างกัน ทั้งจากการระคายเคือง การติดเชื้อ หรือโรคผิวหนังบางชนิด ดังนั้น การรักษาที่ถูกต้องจึงควรเริ่มจากการวินิจฉัยโดยแพทย์ เพื่อให้ได้รับยาหรือวิธีดูแลที่เหมาะสม

ในหลายกรณี ผื่นอาจดูคล้ายกัน แต่ใช้ยาคนละประเภท หากใช้ยาผิด อาการอาจรุนแรงขึ้นหรือทำให้โรคลุกลามได้

1. ผื่นจากการระคายเคืองหรือการแพ้ ผื่นชนิดนี้มักเกิดจากการสัมผัสสารที่ทำให้ผิวหนังระคายเคือง เช่น

  • สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีน้ำหอม
  • เจลล้างจุดซ่อนเร้น
  • ผงซักฟอก
  • ถุงยางอนามัยบางชนิด
  • เสื้อผ้าที่รัดแน่นหรืออับชื้น

แนวทางการรักษา

  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นอาการ
  • ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดหรือผลิตภัณฑ์อ่อนโยน
  • รักษาผิวให้แห้ง และไม่อับชื้น
  • อาจใช้ยาทาลดการอักเสบตามคำแนะนำแพทย์

โดยทั่วไป หากหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นได้ อาการมักค่อย ๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน

2. ผื่นจากการติดเชื้อรา เชื้อราที่พบบ่อยบริเวณอวัยวะเพศคือ Candida ซึ่งมักเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่อับชื้น

อาการที่พบได้

  • ผื่นแดง
  • คันมาก
  • ผิวลอกหรือมีคราบขาว
  • แสบหรือระคายเคือง

แนวทางการรักษา

แพทย์อาจให้

  • ยาทาต้านเชื้อรา
  • ยารับประทานในบางกรณี

พร้อมแนะนำให้

  • รักษาความสะอาด
  • ลดความอับชื้น
  • เปลี่ยนกางเกงในบ่อย
  • หลีกเลี่ยงเสื้อผ้ารัดแน่น

หากรักษาไม่ครบหรือหยุดยาเอง อาจทำให้เชื้อรากลับมาเป็นซ้ำได้

3. ผื่นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อแบคทีเรียอาจทำให้เกิดตุ่มหนอง ฝี หรือผิวหนังอักเสบ

อาการที่อาจพบ

  • ปวด บวม แดง
  • มีหนอง
  • รู้สึกร้อนบริเวณผื่น
  • บางรายอาจมีไข้ร่วมด้วย

แนวทางการรักษา

แพทย์อาจพิจารณาใช้

  • ยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือรับประทาน
  • การระบายหนอง หากมีฝีขนาดใหญ่

ผู้ป่วยควรรับประทานยาให้ครบตามกำหนด แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยาและการกลับมาเป็นซ้ำ

4. ผื่นจากการติดเชื้อไวรัส ไวรัสบางชนิดสามารถทำให้เกิดผื่นหรือตุ่มบริเวณอวัยวะเพศได้ เช่น เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes)

ลักษณะอาการ

  • ตุ่มน้ำใส
  • แตกเป็นแผล
  • เจ็บหรือแสบ
  • อาจกลับมาเป็นซ้ำเมื่อร่างกายอ่อนแอ

แนวทางการรักษา

แพทย์อาจให้

  • ยาต้านไวรัส
  • ยาลดอาการปวดหรือแสบ

แม้ยาอาจไม่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้ทั้งหมด แต่ช่วยลดความรุนแรงของอาการ ลดระยะเวลาการเป็นโรค และลดโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่น

ระหว่างมีแผล ควรงดการมีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

5. ผื่นจากโรคผิวหนังเรื้อรัง โรคผิวหนังบางชนิดสามารถเกิดบริเวณอวัยวะเพศได้ เช่น

  • ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema)
  • สะเก็ดเงิน (Psoriasis)
  • ผื่นแพ้สัมผัส

อาการที่พบ

  • คันเรื้อรัง
  • ผิวแดง
  • ผิวลอกหรือหนาตัว
  • เป็น ๆ หาย ๆ

แนวทางการรักษา

แพทย์อาจใช้

  • ยาทาสเตียรอยด์
  • ยาลดการอักเสบเฉพาะที่
  • มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวบอบบาง

ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการเกาหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคือง เพราะอาจทำให้อาการกำเริบ

ทำไมไม่ควรซื้อยามาใช้เอง?

หลายคนมักซื้อยาทาหรือยาปฏิชีวนะมาใช้เองเมื่อมีผื่นบริเวณอวัยวะเพศ แต่การใช้ยาโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงอาจทำให้อาการแย่ลงได้ เช่น

  • ใช้ยาสเตียรอยด์ผิดชนิด ทำให้เชื้อราลุกลาม
  • ใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น ทำให้เชื้อดื้อยา
  • ปกปิดอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จนวินิจฉัยล่าช้า

นอกจากนี้ ผื่นบางชนิดอาจมีลักษณะคล้ายกันมาก จึงไม่สามารถแยกได้ด้วยตนเองเพียงจากการมองภายนอก

วิธีดูแล และป้องกันผื่นที่อวัยวะเพศ

  • รักษาความสะอาด ล้างด้วยน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงสบู่แรง ๆ
  • ลดความอับชื้น ใส่กางเกงในระบายอากาศ เปลี่ยนเสื้อผ้าเมื่อเหงื่อออก
  • มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ใช้ถุงยางอนามัย ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการเกา เพราะอาจทำให้ติดเชื้อเพิ่ม
  • ตรวจสุขภาพทางเพศ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วัยรุ่นไทยยุคใหม่ต้องรู้ ความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และวิธีดูแลตนเอง

ประโยชน์ของถุงยางอนามัย

ผื่นที่อวัยวะเพศไม่ใช่เรื่องเล็กเสมอไป แม้อาจเริ่มจากการระคายเคืองเล็กน้อย แต่ก็สามารถเป็นสัญญาณของโรคติดเชื้อหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และไม่ละเลยความผิดปกติเป็นสิ่งสำคัญ

หากมีข้อสงสัยหรืออาการไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Sexually Transmitted Infections (STIs) Overview. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/std
  • World Health Organization (WHO). Sexually transmitted infections (STIs). [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-(stis)
  • NHS. Genital rash causes and treatments. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.nhs.uk/conditions/rashes-babies-and-children/
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. การดูแลสุขภาพอวัยวะเพศ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.anamai.moph.go.th

Similar Posts