วิกฤตการดื้อยาของหนองใน เมื่อยาปฏิชีวนะเดิมเริ่มเอาไม่อยู่

วิกฤตการดื้อยาของหนองใน เมื่อยาปฏิชีวนะเดิมเริ่มเอาไม่อยู่

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกกำลังเผชิญกับปัญหาสาธารณสุขที่เงียบงันแต่รุนแรง นั่นคือ การดื้อยาของเชื้อหนองใน ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย และกำลังพัฒนาไปสู่รูปแบบที่รักษายากขึ้นเรื่อย ๆ

โรคหนองในไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้แพทย์ทั่วโลกกังวลคือ เชื้อแบคทีเรียกำลังดื้อยาปฏิชีวนะที่เคยใช้รักษาได้ผล ส่งผลให้บางประเทศเริ่มพบเคสที่รักษายาก หรือบางรายอาจรักษาไม่ได้ด้วยยามาตรฐานเดิม

Love2test

อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางวิกฤตนี้ นักวิทยาศาสตร์กำลังค้นพบ ยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ ที่อาจกลายเป็นความหวังสำคัญในการต่อสู้กับโรคหนองในดื้อยาในอนาคต

วิกฤตการดื้อยาของหนองใน เมื่อยาปฏิชีวนะเดิมเริ่มเอาไม่อยู่

โรคหนองใน คืออะไร?

โรคหนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoeae ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อจากแม่สู่ลูกระหว่างการคลอดได้ในบางกรณี

แบคทีเรียชนิดนี้สามารถติดเชื้อได้ในหลายตำแหน่งของร่างกาย เช่น

“ChatLove2test"
  • อวัยวะเพศ
  • ทวารหนัก
  • ลำคอ
  • เยื่อบุตา

โรคหนองในถือเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยทั่วโลก และเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ เพราะหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

อาการของโรคหนองใน

ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจ ไม่มีอาการเลย โดยเฉพาะในผู้หญิง ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ และยังคงแพร่เชื้อให้คู่นอนได้โดยไม่ตั้งใจ โดยมีอาการที่พบได้มีดังนี้

“PrEPLove2test"

ในผู้ชาย

  • ปัสสาวะแสบขัด
  • มีหนองสีขาว เหลือง หรือเขียวไหลออกจากปลายอวัยวะเพศ
  • ปวดหรือบวมที่อัณฑะ

ในผู้หญิง

  • ตกขาวผิดปกติ
  • ปวดท้องน้อย
  • มีเลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือน
  • ปัสสาวะแสบขัด

การติดเชื้อที่ลำคอ

  • เจ็บคอ
  • กลืนลำบาก
  • บางรายอาจไม่มีอาการชัดเจน

การติดเชื้อที่ทวารหนัก

  • ปวดบริเวณทวารหนัก
  • คัน
  • มีหนองหรือมีเลือดออก

ปัญหาสำคัญคือ หลายคนไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ เนื่องจากไม่มีอาการ ทำให้โรคสามารถแพร่กระจายอย่างต่อเนื่องในสังคม

การรักษาโรคหนองใน

โรคหนองในสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ หากตรวจพบ และรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ปัจจุบันแนวทางการรักษามาตรฐานในหลายประเทศมักใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่ม cephalosporin เช่น   Ceftriaxone ซึ่งมักให้ในรูปแบบยาฉีด

ในบางกรณี แพทย์อาจใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกัน เช่น

  • Ceftriaxone (ยาฉีด)
  • Azithromycin หรือยาปฏิชีวนะชนิดอื่นตามแนวทางการรักษา

แนวทางการรักษาที่สำคัญ ได้แก่

  • ต้องรับการรักษาจากแพทย์เท่านั้น
  • ควรกินยาหรือรับยาครบตามที่แพทย์สั่ง
  • ควรให้คู่นอนเข้ารับการตรวจ และรักษาพร้อมกัน
  • งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหาย

หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อหนองในอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น

  • อุ้งเชิงกรานอักเสบ
  • ภาวะมีบุตรยาก
  • การติดเชื้อกระจายไปยังอวัยวะอื่นในร่างกาย

ทำไมเชื้อหนองในถึงดื้อยา?

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้โรคหนองในกลายเป็นปัญหาระดับโลก คือ ความสามารถในการพัฒนาการดื้อยาของแบคทีเรีย

ตลอดประวัติศาสตร์การรักษา เชื้อหนองในเคยดื้อยาหลายชนิด เช่น

  • penicillin
  • tetracycline
  • fluoroquinolone
  • macrolide

ยาที่เคยใช้ได้ผลในอดีต กลับกลายเป็น ยาที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป โดยมีปัจจัยที่ทำให้เกิดการดื้อยา ดังนี้

  • การใช้ยาปฏิชีวนะผิดวิธี การกินยาปฏิชีวนะไม่ครบ หรือใช้ยาโดยไม่จำเป็น ทำให้เชื้อแบคทีเรียพัฒนา ภูมิคุ้มกันต่อยา
  • การแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถแพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะในเครือข่ายทางเพศที่มีคู่นอนหลายคน
  • เชื้อมีการกลายพันธุ์สูง แบคทีเรียชนิดนี้สามารถแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมกับแบคทีเรียชนิดอื่นได้ ทำให้เกิด สายพันธุ์ดื้อยาใหม่

ยามาตรฐานที่ใช้รักษาในปัจจุบัน

ปัจจุบัน แนวทางการรักษาหลักในหลายประเทศใช้ยาปฏิชีวนะชื่อ Ceftriaxone ซึ่งเป็นยาฉีดในกลุ่ม cephalosporin บางแนวทางอาจใช้ร่วมกับ Azithromycin อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังเริ่มพบว่า เชื้อบางสายพันธุ์เริ่มดื้อยาเหล่านี้ ทำให้แพทย์ทั่วโลกเริ่มกังวลว่า หากการดื้อยายังคงเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า Untreatable Gonorrhea หรือ หนองในที่ไม่สามารถรักษาได้

วิกฤตโรคหนองในดื้อยาในปัจจุบัน

หลายประเทศรายงานการพบ super gonorrhea หรือหนองในดื้อยาหลายชนิด เช่น

  • สหราชอาณาจักร
  • ญี่ปุ่น
  • ออสเตรเลีย
  • สหรัฐอเมริกา

เชื้อบางสายพันธุ์สามารถดื้อยาได้แทบทุกชนิดที่มีอยู่หน่วยงานอย่างCenters for Disease Control and Preventionจัดให้เชื้อหนองในดื้อยาเป็นหนึ่งใน ภัยคุกคามด้านการดื้อยาปฏิชีวนะที่สำคัญที่สุดของโลก

ผลกระทบหากโรคหนองในรักษาไม่ได้

หากไม่สามารถควบคุมโรคนี้ได้ ผลกระทบจะเกิดขึ้นทั้งระดับบุคคล และระดับสังคม

ภาวะแทรกซ้อนในผู้หญิง

  • อุ้งเชิงกรานอักเสบ
  • ภาวะมีบุตรยาก
  • การตั้งครรภ์นอกมดลูก

ภาวะแทรกซ้อนในผู้ชาย

  • ท่อนำอสุจิอักเสบ
  • ภาวะมีบุตรยาก

เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี การมีโรคหนองในสามารถเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ Human Immunodeficiency Virus ได้มากขึ้น

ตารางเปรียบเทียบยารักษาโรคหนองในแบบเดิม และยารุ่นใหม่ที่กำลังถูกพัฒนา

ตารางเปรียบเทียบยารักษาโรคหนองในแบบเดิม และยารุ่นใหม่ที่กำลังถูกพัฒนา

จากสถานการณ์การดื้อยาของเชื้อ Neisseria gonorrhoeae ทำให้วงการแพทย์ทั่วโลกต้องเร่งพัฒนายาปฏิชีวนะรุ่นใหม่ เพื่อใช้ทดแทนยาที่เริ่มมีประสิทธิภาพลดลง ในอดีตการรักษาโรคหนองในใช้ยาปฏิชีวนะหลายชนิด แต่เชื้อแบคทีเรียได้พัฒนาการดื้อยาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันต้องใช้แนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีการพัฒนายาใหม่เพื่อรับมือกับปัญหานี้

ประเภทการรักษาชื่อยารูปแบบยากลไกการออกฤทธิ์สถานะปัจจุบันจุดเด่น
ยามาตรฐานที่ใช้ในปัจจุบันCeftriaxoneยาฉีดยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรียใช้เป็นแนวทางหลักทั่วโลกมีประสิทธิภาพสูง แต่เริ่มพบเชื้อดื้อยาในบางพื้นที่
ยาเสริมที่เคยใช้ร่วมกันAzithromycinยารับประทานยับยั้งการสร้างโปรตีนของแบคทีเรียบางประเทศลดการใช้ เนื่องจากการดื้อยาเพิ่มขึ้นเคยใช้ร่วมกับ Ceftriaxone เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ยาปฏิชีวนะรุ่นใหม่Zoliflodacinยารับประทานยับยั้งเอนไซม์ DNA gyrase ของแบคทีเรียอยู่ในระยะการทดลองทางคลินิกออกฤทธิ์ต่อเชื้อหนองในดื้อยาได้ดี
ยารุ่นใหม่อีกตัวที่กำลังศึกษาGepotidacinยารับประทานรบกวนกระบวนการจำลอง DNA ของแบคทีเรียอยู่ในระยะการทดลองขั้นสูงเป็นยากลไกใหม่ที่อาจช่วยลดปัญหาการดื้อยา

ทำไมยารุ่นใหม่จึงสำคัญต่อการควบคุมโรคหนองในดื้อยา

ปัญหาใหญ่ของโรคหนองในในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่แค่จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถของเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ที่สามารถพัฒนาการดื้อยา ได้อย่างรวดเร็ว

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เชื้อหนองในสามารถดื้อยาปฏิชีวนะหลายชนิดที่เคยใช้รักษาได้ดี เช่น เพนิซิลลิน เตตราไซคลีน หรือฟลูออโรควิโนโลน ทำให้แพทย์ทั่วโลกต้องปรับแนวทางการรักษาอยู่หลายครั้ง ปัจจุบันยาหลักที่ยังใช้ได้ผลคือ Ceftriaxone แต่ในบางประเทศเริ่มมีรายงานเชื้อที่ตอบสนองต่อยานี้ลดลง

หากสถานการณ์การดื้อยายังคงเพิ่มขึ้นโดยไม่มีการพัฒนายาใหม่มาทดแทน โลกอาจเผชิญกับสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า Super Gonorrhea หรือหนองในสายพันธุ์ที่รักษาได้ยากมาก ซึ่งอาจทำให้การรักษาโรคนี้ซับซ้อนขึ้นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ การพัฒนายาปฏิชีวนะรุ่นใหม่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยสร้าง ทางเลือกในการรักษา และลดความเสี่ยงที่โรคจะควบคุมไม่ได้ในอนาคต

ยารุ่นใหม่ที่กำลังเป็นความหวังของการรักษา

ปัจจุบันมีการวิจัย และพัฒนายาปฏิชีวนะรุ่นใหม่หลายชนิด เพื่อใช้ต่อสู้กับเชื้อหนองในที่ดื้อยา โดยยาที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในขณะนี้ ได้แก่ Zoliflodacin และ Gepotidacin

Zoliflodacin เป็นยาปฏิชีวนะรุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาโดยความร่วมมือของหลายองค์กรด้านสาธารณสุขระดับโลก เช่น Global Antibiotic Research and Development Partnership ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนายารักษาโรคติดเชื้อที่กำลังเผชิญปัญหาการดื้อยา

จุดเด่นของ Zoliflodacin ได้แก่

  • เป็น ยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ ที่มีโครงสร้างแตกต่างจากยาที่ใช้ในปัจจุบัน
  • มีกลไกการทำงานที่แตกต่างจากยาปฏิชีวนะรุ่นเก่า จึงสามารถออกฤทธิ์ต่อเชื้อที่ดื้อยาได้
  • มีผลการศึกษาทางคลินิกในหลายประเทศที่แสดงให้เห็นว่า สามารถรักษาโรคหนองในได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับสูง
  • เป็น ยารับประทาน ซึ่งช่วยให้การรักษาสะดวกมากขึ้น

นักวิจัยหลายคนมองว่า Zoliflodacin อาจกลายเป็น ยารักษาโรคหนองในตัวแรกในรอบหลายสิบปีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อรับมือกับการดื้อยา

Gepotidacin เป็นอีกหนึ่งยาที่กำลังได้รับความสนใจ คือ Gepotidacin ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการศึกษาทางคลินิกเช่นเดียวกัน

จุดเด่นของยานี้ ได้แก่

  • เป็น ยารับประทาน ทำให้ผู้ป่วยสามารถรับยาได้ง่าย
  • มีโครงสร้างทางเคมีที่แตกต่างจากยาปฏิชีวนะที่ใช้ในปัจจุบัน
  • มีกลไกการออกฤทธิ์ที่รบกวนกระบวนการจำลอง DNA ของแบคทีเรีย ซึ่งช่วยลดโอกาสที่เชื้อจะดื้อยาแบบเดียวกับยารุ่นเก่า

ผลการทดลองในระยะต้นพบว่ายานี้มีศักยภาพในการรักษาโรคหนองใน รวมถึงสายพันธุ์ที่ดื้อยาบางชนิด หากผลการทดลองในระยะต่อไปยังคงเป็นบวก Gepotidacin อาจกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับแพทย์ทั่วโลก

การใช้ยาอย่างถูกต้องคือกุญแจสำคัญในการป้องกันการดื้อยา

แม้ว่ายาใหม่จะถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขทั่วโลกยังคงเน้นย้ำว่า การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันการดื้อยา

แนวทางที่ควรปฏิบัติ ได้แก่

  • ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะกินเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
  • รับประทานยาตามคำสั่งแพทย์ให้ครบ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น
  • ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ

เมื่อการรักษาที่ถูกต้องควบคู่กับการพัฒนายารุ่นใหม่ โลกก็ยังมีความหวังในการควบคุม วิกฤตเชื้อหนองในดื้อยา ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

การป้องกันโรคหนองในยังคงสำคัญที่สุด

แม้โรคหนองในจะรักษาได้ แต่การป้องกันยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดการแพร่กระจายของโรค

แนวทางป้องกันที่สำคัญ ได้แก่

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องสามารถลดความเสี่ยงในการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างมาก
  • ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ ผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น มีคู่นอนหลายคน หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ควรตรวจสุขภาพทางเพศเป็นระยะ
  • หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน การมีคู่นอนหลายคนเพิ่มโอกาสในการแพร่ และรับเชื้อ
  • เข้ารับการรักษาเมื่อมีอาการผิดปกติ หากมีอาการ เช่น ปัสสาวะแสบขัด มีหนอง หรือมีตกขาวผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที
  • แจ้งคู่นอนให้ตรวจรักษา การรักษาคู่นอนพร้อมกันเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

อาการเตือนหนองในเทียม สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

การรักษาหนองในในผู้หญิง: วิธีการ และข้อควรรู้

การดื้อยาของเชื้อหนองในเป็นตัวอย่างสำคัญของวิกฤต การดื้อยาปฏิชีวนะระดับโลก ที่กำลังส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขในหลายประเทศ เชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae มีความสามารถในการปรับตัวและพัฒนาการดื้อยาต่อยาปฏิชีวนะได้อย่างรวดเร็ว ทำให้โรคที่เคยรักษาได้ง่ายในอดีตเริ่มกลายเป็นโรคที่ซับซ้อน และควบคุมได้ยากมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์กำลังสร้างความหวังใหม่ผ่านการพัฒนายาปฏิชีวนะรุ่นใหม่ เช่น Zoliflodacin และ Gepotidacin ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับเชื้อหนองในที่ดื้อยาโดยเฉพาะ ยาเหล่านี้อาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของแพทย์ในการรักษาโรคหนองในในอนาคต อย่างไรก็ตาม การป้องกัน การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ และการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์ ยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งวิกฤตการดื้อยาที่กำลังเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน.

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Gonorrhoea – Fact sheet and global surveillance data on antimicrobial resistance. ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคหนองในและการดื้อยาปฏิชีวนะทั่วโลก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/gonorrhoea
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Gonorrhea – Antibiotic resistance threats and treatment guidelines. รายละเอียดเกี่ยวกับเชื้อหนองใน การดื้อยา และแนวทางการรักษา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/gonorrhea
  • Global Antibiotic Research and Development Partnership (GARDP). Zoliflodacin for drug-resistant gonorrhoea. ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนายาปฏิชีวนะตัวใหม่สำหรับรักษาหนองในดื้อยา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://gardp.org
  • International Journal of Infectious Diseases / ScienceDirect. High susceptibility to the novel antimicrobial zoliflodacin among Neisseria gonorrhoeae isolates. งานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะ zoliflodacin ต่อเชื้อหนองใน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2772707625000591
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และโรคหนองในในประเทศไทย. ข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกัน การตรวจ และสถานการณ์โรคในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th

Similar Posts

  • ไวรัส HPV ในผู้ชาย เสี่ยงกว่าที่คิด! เข้าใจให้ลึกก่อนจะสายเกินไป

    พูดถึงคำว่า HPV หรือ Human Papillomavirus หลายคนมักนึกถึงโรคในผู้หญิง เช่น มะเร็งปากมดลูก หรือการตรวจ Pap smear แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ชายเองก็มีความเสี่ยงจากไวรัส HPV สูงไม่แพ้กัน ทั้งในแง่การติดเชื้อ การแพร่เชื้อให้คู่นอน และการเกิดมะเร็งบางชนิดที่คนจำนวนมากยังไม่รู้ เช่น มะเร็งทวารหนัก มะเร็งองคชาต หรือมะเร็งช่องปาก และลำคอ

    ยิ่งในยุคที่พฤติกรรมทางเพศมีความหลากหลายมากขึ้น การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก และทางปาก ล้วนทำให้โอกาสสัมผัส และติดเชื้อ HPV สูงขึ้นตามไปด้วย ที่สำคัญคือ ส่วนใหญ่ของการติดเชื้อ HPV ไม่มีอาการชัดเจน ทำให้ผู้ชายจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าตัวเองติดเชื้อ และอาจเผลอแพร่เชื้อไปให้คนอื่นต่อ ๆ กันโดยไม่รู้

  • วิธีป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

    แน่นอนว่า เซ็กส์ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร เพราะมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่มนุษย์ต้องมี แต่ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มักจะเกิดขึ้นกับคนที่ไม่ได้ป้องกันตัวเอง หรือมีการพลั้งเผลอไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เราทุกคนจึงควรเรียนรู้วิธีการที่จะมีเซ็กส์อย่างปลอดภัย และห่างไกลจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย เพราะไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวคุณเองทั้งนั้น วันนี้ ลองมาอ่านบทความนี้กันดีกว่าว่าคุณจะสามารถเซฟตัวเองไม่ให้เข้าใกล้โรคร้ายได้อย่างไรบ้าง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีอะไรบ้าง โดยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ถูกพบมากที่สุด ได้แก่ เอชไอวี เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ Human Immunodeficiency Virus (ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเชียนซีไวรัส) เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง จนไม่อาจต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีระยะฟักตัวตั้งแต่ 2-6 สัปดาห์ขึ้นไปถึงจะตรวจพบเชื้อ หรือขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจที่เลือกด้วย ปัจจุบันสามารถตรวจแบบแนท (NAT) ที่หลังมีความเสี่ยงประมาณ 5-7 วัน โรคหนองในแท้ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria Gonorrhoeae (ไนซ์ซีเรีย โกโนร์เรีย) อาจมีอาการเกิดขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์หลังจากติดเชื้อ ในเพศหญิง จะเกิดอาการตกขาวผิดปกติ มีเลือดออกบริเวณช่องคลอด รู้สึกแสบเวลาปัสสาวะ ส่วนในเพศชาย จะมีหนองสีเขียวหรือเหลืองไหลออกมาจากปลายอวัยวะเพศ ลูกอัณฑะบวม และเจ็บเวลาปัสสาวะ เป็นต้น โรคหนองในเทียม เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ…

  • ไวรัสตับอักเสบซี มียารักษาหายขาดแล้วนะ

    ปัจจุบัน ไวรัสตับอักเสบซี สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยา ซึ่งสร้างความหวังให้กับผู้คนนับล้านทั่วโลก ความก้าวหน้าล่าสุดของการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ได้ปฏิวัติรูปแบบการรักษาด้วยการใช้โปรแกรมที่มีประสิทธิภาพและยอมรับได้ดี ยาต้านไวรัส (DAA) ที่ออกฤทธิ์โดยตรงเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่ ไวรัสตับอักเสบซี ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อและกำจัดการติดเชื้อในร่างกาย ระยะเวลาในการรักษามักจะอยู่ระหว่าง 8-12 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับจีโนไทป์เฉพาะของไวรัสและสุขภาพส่วนบุคคลของผู้ป่วย อัตราในการรักษาหายขาดสูงมากถึง 95% และมีผลข้างเคียงน้อยมาก ความก้าวหน้าในการรักษาด้วยยาไวรัสตับอักเสบซีนี้เป็นก้าวสำคัญในด้านสาธารณสุข ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถกำจัดไวรัสและลดภาระของภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับตับ เช่น โรคตับแข็ง และโรคมะเร็งตับได้

  • โรคฝีดาษลิง รู้ก่อนป้องกันก่อน

    โรคฝีดาษลิง โรคฝีดาษวานร  หรือไข้ทรพิษลิง  (Monkeypox)  เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งเกิดจากไวรัสในตระกูลเดียวกันกับไวรัสโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ พบในสัตว์ ตระกูลลิง และสัตว์ฟันแทะ ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการรักษาหรือมีวัคซีนป้องกันโดยเฉพาะ แต่สามารถควบคุมการระบาดได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ ที่สามารถช่วยป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ประมาณ 85% ซึ่งการแพร่ระบาดของโลกฝีดาษ พบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ ร้อยละ 99 % เป็นผู้ชาย โดยติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้หลายคนให้ความสนใจและวิตกกังวลเป็นอย่างมาก

  • โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด ภัยเงียบที่เริ่มตั้งแต่ในครรภ์

    โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis) คือ ภาวะที่ทารกในครรภ์ได้รับเชื้อซิฟิลิสจากมารดาที่ติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ โดยเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum สามารถแพร่ผ่านรกเข้าสู่ร่างกายทารก ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงทั้งในช่วงตั้งครรภ์ ช่วงคลอด และหลังคลอด ซึ่งอาจนำไปสู่การแท้ง ทารกเสียชีวิต หรือมีความพิการแต่กำเนิดอย่างถาวร หากไม่มีการตรวจ และรักษาอย่างทันท่วงที

    ปัจจุบัน ซิฟิลิสแต่กำเนิดยังคงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ด้วยเหตุที่ผู้หญิงตั้งครรภ์จำนวนหนึ่งไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ และไม่ได้รับการตรวจเลือดหรือรักษาอย่างเหมาะสม การป้องกันโรคนี้สามารถทำได้ง่าย และมีประสิทธิภาพ หากมีการคัดกรอง และรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

  • โรคซิฟิลิส ติดง่าย แต่ป้องกันได้

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ กลุ่มโรคที่เกิดจากการติดต่อผ่านทางเพศกับคนที่เป็นโรค หรือคนที่ติดเชื้อ ทั้งจากการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทวารหนัก และสามารถติดต่อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ ผ่านการถ่ายโอนเลือด หรือการใช้เข็มร่วมกันได้เหมือนกัน โรคซิฟิลิส (Syphilis) คือ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ทรีโพนีมาพาลลิดัม (Treponema pallidum)  โดยปกติจะติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้เกิดผื่นหรือแผลตามผิวหนัง และ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงขึ้นหากไม่รักษา โดยทั่วไปโรคซิฟิลิสจะเริ่มจากบาดแผล ซึ่งมักพบบริเวณอวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก ลักษณะของแผลจะเป็นแผลที่ไม่รู้สึกเจ็บ (Painless sore) หรือเรียกว่าแผลริมแข็ง (Chancre) การแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นสามารถเกิดได้ผ่านทางการสัมผัสบาดแผลนี้กับผิวหนังหรือเยื่อบุต่างๆ ระยะฟักตัวของโรค หลังจากที่ได้รับเชื้อ ก็มักจะแสดงอาการภายใน 10 – 90 วัน สาเหตุของโรคซิฟิลิส โรคซิฟิลิสเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า ทรีโพนีมาพาลลิดัม (Treponema Pallidum) จากการสัมผัสถูกเชื้อโดยตรงจากแผลของผู้ป่วย และระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ที่มักสุ่มเสี่ยงกับการติดเชื้อได้มากที่สุด จึงมักถูกจัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้การใช้เข็มฉีดยารวมกับผู้อื่น การรับเลือดจากผู้อื่น รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์ที่มีเชื้อสามารถส่งผ่านเชื้อไปยังทารกในครรภ์ได้เช่นกัน ในช่วงระยะที่ 1-2 ของการติดเชื้อจะสามารถแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นได้ง่ายมากที่สุด อย่างไรก็ตามการใช้สิ่งของร่วมกันในบางกรณีที่ไม่ได้สัมผัสกับเชื้อโดยตรงอาจไม่เกิดการแพร่กระจายของเชื้อ เช่น การใช้ห้องน้ำ…