วิกฤตการดื้อยาของหนองใน เมื่อยาปฏิชีวนะเดิมเริ่มเอาไม่อยู่

วิกฤตการดื้อยาของหนองใน เมื่อยาปฏิชีวนะเดิมเริ่มเอาไม่อยู่

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกกำลังเผชิญกับปัญหาสาธารณสุขที่เงียบงันแต่รุนแรง นั่นคือ การดื้อยาของเชื้อหนองใน ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย และกำลังพัฒนาไปสู่รูปแบบที่รักษายากขึ้นเรื่อย ๆ

โรคหนองในไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้แพทย์ทั่วโลกกังวลคือ เชื้อแบคทีเรียกำลังดื้อยาปฏิชีวนะที่เคยใช้รักษาได้ผล ส่งผลให้บางประเทศเริ่มพบเคสที่รักษายาก หรือบางรายอาจรักษาไม่ได้ด้วยยามาตรฐานเดิม

Love2test

อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางวิกฤตนี้ นักวิทยาศาสตร์กำลังค้นพบ ยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ ที่อาจกลายเป็นความหวังสำคัญในการต่อสู้กับโรคหนองในดื้อยาในอนาคต

วิกฤตการดื้อยาของหนองใน เมื่อยาปฏิชีวนะเดิมเริ่มเอาไม่อยู่

โรคหนองใน คืออะไร?

โรคหนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoeae ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อจากแม่สู่ลูกระหว่างการคลอดได้ในบางกรณี

แบคทีเรียชนิดนี้สามารถติดเชื้อได้ในหลายตำแหน่งของร่างกาย เช่น

“ChatLove2test"
  • อวัยวะเพศ
  • ทวารหนัก
  • ลำคอ
  • เยื่อบุตา

โรคหนองในถือเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยทั่วโลก และเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ เพราะหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

อาการของโรคหนองใน

ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจ ไม่มีอาการเลย โดยเฉพาะในผู้หญิง ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ และยังคงแพร่เชื้อให้คู่นอนได้โดยไม่ตั้งใจ โดยมีอาการที่พบได้มีดังนี้

“PrEPLove2test"

ในผู้ชาย

  • ปัสสาวะแสบขัด
  • มีหนองสีขาว เหลือง หรือเขียวไหลออกจากปลายอวัยวะเพศ
  • ปวดหรือบวมที่อัณฑะ

ในผู้หญิง

  • ตกขาวผิดปกติ
  • ปวดท้องน้อย
  • มีเลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือน
  • ปัสสาวะแสบขัด

การติดเชื้อที่ลำคอ

  • เจ็บคอ
  • กลืนลำบาก
  • บางรายอาจไม่มีอาการชัดเจน

การติดเชื้อที่ทวารหนัก

  • ปวดบริเวณทวารหนัก
  • คัน
  • มีหนองหรือมีเลือดออก

ปัญหาสำคัญคือ หลายคนไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ เนื่องจากไม่มีอาการ ทำให้โรคสามารถแพร่กระจายอย่างต่อเนื่องในสังคม

การรักษาโรคหนองใน

โรคหนองในสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ หากตรวจพบ และรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ปัจจุบันแนวทางการรักษามาตรฐานในหลายประเทศมักใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่ม cephalosporin เช่น   Ceftriaxone ซึ่งมักให้ในรูปแบบยาฉีด

ในบางกรณี แพทย์อาจใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกัน เช่น

  • Ceftriaxone (ยาฉีด)
  • Azithromycin หรือยาปฏิชีวนะชนิดอื่นตามแนวทางการรักษา

แนวทางการรักษาที่สำคัญ ได้แก่

  • ต้องรับการรักษาจากแพทย์เท่านั้น
  • ควรกินยาหรือรับยาครบตามที่แพทย์สั่ง
  • ควรให้คู่นอนเข้ารับการตรวจ และรักษาพร้อมกัน
  • งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหาย

หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อหนองในอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น

  • อุ้งเชิงกรานอักเสบ
  • ภาวะมีบุตรยาก
  • การติดเชื้อกระจายไปยังอวัยวะอื่นในร่างกาย

ทำไมเชื้อหนองในถึงดื้อยา?

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้โรคหนองในกลายเป็นปัญหาระดับโลก คือ ความสามารถในการพัฒนาการดื้อยาของแบคทีเรีย

ตลอดประวัติศาสตร์การรักษา เชื้อหนองในเคยดื้อยาหลายชนิด เช่น

  • penicillin
  • tetracycline
  • fluoroquinolone
  • macrolide

ยาที่เคยใช้ได้ผลในอดีต กลับกลายเป็น ยาที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป โดยมีปัจจัยที่ทำให้เกิดการดื้อยา ดังนี้

  • การใช้ยาปฏิชีวนะผิดวิธี การกินยาปฏิชีวนะไม่ครบ หรือใช้ยาโดยไม่จำเป็น ทำให้เชื้อแบคทีเรียพัฒนา ภูมิคุ้มกันต่อยา
  • การแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถแพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะในเครือข่ายทางเพศที่มีคู่นอนหลายคน
  • เชื้อมีการกลายพันธุ์สูง แบคทีเรียชนิดนี้สามารถแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมกับแบคทีเรียชนิดอื่นได้ ทำให้เกิด สายพันธุ์ดื้อยาใหม่

ยามาตรฐานที่ใช้รักษาในปัจจุบัน

ปัจจุบัน แนวทางการรักษาหลักในหลายประเทศใช้ยาปฏิชีวนะชื่อ Ceftriaxone ซึ่งเป็นยาฉีดในกลุ่ม cephalosporin บางแนวทางอาจใช้ร่วมกับ Azithromycin อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังเริ่มพบว่า เชื้อบางสายพันธุ์เริ่มดื้อยาเหล่านี้ ทำให้แพทย์ทั่วโลกเริ่มกังวลว่า หากการดื้อยายังคงเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า Untreatable Gonorrhea หรือ หนองในที่ไม่สามารถรักษาได้

วิกฤตโรคหนองในดื้อยาในปัจจุบัน

หลายประเทศรายงานการพบ super gonorrhea หรือหนองในดื้อยาหลายชนิด เช่น

  • สหราชอาณาจักร
  • ญี่ปุ่น
  • ออสเตรเลีย
  • สหรัฐอเมริกา

เชื้อบางสายพันธุ์สามารถดื้อยาได้แทบทุกชนิดที่มีอยู่หน่วยงานอย่างCenters for Disease Control and Preventionจัดให้เชื้อหนองในดื้อยาเป็นหนึ่งใน ภัยคุกคามด้านการดื้อยาปฏิชีวนะที่สำคัญที่สุดของโลก

ผลกระทบหากโรคหนองในรักษาไม่ได้

หากไม่สามารถควบคุมโรคนี้ได้ ผลกระทบจะเกิดขึ้นทั้งระดับบุคคล และระดับสังคม

ภาวะแทรกซ้อนในผู้หญิง

  • อุ้งเชิงกรานอักเสบ
  • ภาวะมีบุตรยาก
  • การตั้งครรภ์นอกมดลูก

ภาวะแทรกซ้อนในผู้ชาย

  • ท่อนำอสุจิอักเสบ
  • ภาวะมีบุตรยาก

เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี การมีโรคหนองในสามารถเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ Human Immunodeficiency Virus ได้มากขึ้น

ตารางเปรียบเทียบยารักษาโรคหนองในแบบเดิม และยารุ่นใหม่ที่กำลังถูกพัฒนา

ตารางเปรียบเทียบยารักษาโรคหนองในแบบเดิม และยารุ่นใหม่ที่กำลังถูกพัฒนา

จากสถานการณ์การดื้อยาของเชื้อ Neisseria gonorrhoeae ทำให้วงการแพทย์ทั่วโลกต้องเร่งพัฒนายาปฏิชีวนะรุ่นใหม่ เพื่อใช้ทดแทนยาที่เริ่มมีประสิทธิภาพลดลง ในอดีตการรักษาโรคหนองในใช้ยาปฏิชีวนะหลายชนิด แต่เชื้อแบคทีเรียได้พัฒนาการดื้อยาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันต้องใช้แนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีการพัฒนายาใหม่เพื่อรับมือกับปัญหานี้

ประเภทการรักษาชื่อยารูปแบบยากลไกการออกฤทธิ์สถานะปัจจุบันจุดเด่น
ยามาตรฐานที่ใช้ในปัจจุบันCeftriaxoneยาฉีดยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรียใช้เป็นแนวทางหลักทั่วโลกมีประสิทธิภาพสูง แต่เริ่มพบเชื้อดื้อยาในบางพื้นที่
ยาเสริมที่เคยใช้ร่วมกันAzithromycinยารับประทานยับยั้งการสร้างโปรตีนของแบคทีเรียบางประเทศลดการใช้ เนื่องจากการดื้อยาเพิ่มขึ้นเคยใช้ร่วมกับ Ceftriaxone เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ยาปฏิชีวนะรุ่นใหม่Zoliflodacinยารับประทานยับยั้งเอนไซม์ DNA gyrase ของแบคทีเรียอยู่ในระยะการทดลองทางคลินิกออกฤทธิ์ต่อเชื้อหนองในดื้อยาได้ดี
ยารุ่นใหม่อีกตัวที่กำลังศึกษาGepotidacinยารับประทานรบกวนกระบวนการจำลอง DNA ของแบคทีเรียอยู่ในระยะการทดลองขั้นสูงเป็นยากลไกใหม่ที่อาจช่วยลดปัญหาการดื้อยา

ทำไมยารุ่นใหม่จึงสำคัญต่อการควบคุมโรคหนองในดื้อยา

ปัญหาใหญ่ของโรคหนองในในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่แค่จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถของเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ที่สามารถพัฒนาการดื้อยา ได้อย่างรวดเร็ว

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เชื้อหนองในสามารถดื้อยาปฏิชีวนะหลายชนิดที่เคยใช้รักษาได้ดี เช่น เพนิซิลลิน เตตราไซคลีน หรือฟลูออโรควิโนโลน ทำให้แพทย์ทั่วโลกต้องปรับแนวทางการรักษาอยู่หลายครั้ง ปัจจุบันยาหลักที่ยังใช้ได้ผลคือ Ceftriaxone แต่ในบางประเทศเริ่มมีรายงานเชื้อที่ตอบสนองต่อยานี้ลดลง

หากสถานการณ์การดื้อยายังคงเพิ่มขึ้นโดยไม่มีการพัฒนายาใหม่มาทดแทน โลกอาจเผชิญกับสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า Super Gonorrhea หรือหนองในสายพันธุ์ที่รักษาได้ยากมาก ซึ่งอาจทำให้การรักษาโรคนี้ซับซ้อนขึ้นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ การพัฒนายาปฏิชีวนะรุ่นใหม่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยสร้าง ทางเลือกในการรักษา และลดความเสี่ยงที่โรคจะควบคุมไม่ได้ในอนาคต

ยารุ่นใหม่ที่กำลังเป็นความหวังของการรักษา

ปัจจุบันมีการวิจัย และพัฒนายาปฏิชีวนะรุ่นใหม่หลายชนิด เพื่อใช้ต่อสู้กับเชื้อหนองในที่ดื้อยา โดยยาที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในขณะนี้ ได้แก่ Zoliflodacin และ Gepotidacin

Zoliflodacin เป็นยาปฏิชีวนะรุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาโดยความร่วมมือของหลายองค์กรด้านสาธารณสุขระดับโลก เช่น Global Antibiotic Research and Development Partnership ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนายารักษาโรคติดเชื้อที่กำลังเผชิญปัญหาการดื้อยา

จุดเด่นของ Zoliflodacin ได้แก่

  • เป็น ยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ ที่มีโครงสร้างแตกต่างจากยาที่ใช้ในปัจจุบัน
  • มีกลไกการทำงานที่แตกต่างจากยาปฏิชีวนะรุ่นเก่า จึงสามารถออกฤทธิ์ต่อเชื้อที่ดื้อยาได้
  • มีผลการศึกษาทางคลินิกในหลายประเทศที่แสดงให้เห็นว่า สามารถรักษาโรคหนองในได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับสูง
  • เป็น ยารับประทาน ซึ่งช่วยให้การรักษาสะดวกมากขึ้น

นักวิจัยหลายคนมองว่า Zoliflodacin อาจกลายเป็น ยารักษาโรคหนองในตัวแรกในรอบหลายสิบปีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อรับมือกับการดื้อยา

Gepotidacin เป็นอีกหนึ่งยาที่กำลังได้รับความสนใจ คือ Gepotidacin ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการศึกษาทางคลินิกเช่นเดียวกัน

จุดเด่นของยานี้ ได้แก่

  • เป็น ยารับประทาน ทำให้ผู้ป่วยสามารถรับยาได้ง่าย
  • มีโครงสร้างทางเคมีที่แตกต่างจากยาปฏิชีวนะที่ใช้ในปัจจุบัน
  • มีกลไกการออกฤทธิ์ที่รบกวนกระบวนการจำลอง DNA ของแบคทีเรีย ซึ่งช่วยลดโอกาสที่เชื้อจะดื้อยาแบบเดียวกับยารุ่นเก่า

ผลการทดลองในระยะต้นพบว่ายานี้มีศักยภาพในการรักษาโรคหนองใน รวมถึงสายพันธุ์ที่ดื้อยาบางชนิด หากผลการทดลองในระยะต่อไปยังคงเป็นบวก Gepotidacin อาจกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับแพทย์ทั่วโลก

การใช้ยาอย่างถูกต้องคือกุญแจสำคัญในการป้องกันการดื้อยา

แม้ว่ายาใหม่จะถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขทั่วโลกยังคงเน้นย้ำว่า การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันการดื้อยา

แนวทางที่ควรปฏิบัติ ได้แก่

  • ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะกินเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
  • รับประทานยาตามคำสั่งแพทย์ให้ครบ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น
  • ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ

เมื่อการรักษาที่ถูกต้องควบคู่กับการพัฒนายารุ่นใหม่ โลกก็ยังมีความหวังในการควบคุม วิกฤตเชื้อหนองในดื้อยา ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

การป้องกันโรคหนองในยังคงสำคัญที่สุด

แม้โรคหนองในจะรักษาได้ แต่การป้องกันยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดการแพร่กระจายของโรค

แนวทางป้องกันที่สำคัญ ได้แก่

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องสามารถลดความเสี่ยงในการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างมาก
  • ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ ผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น มีคู่นอนหลายคน หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ควรตรวจสุขภาพทางเพศเป็นระยะ
  • หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน การมีคู่นอนหลายคนเพิ่มโอกาสในการแพร่ และรับเชื้อ
  • เข้ารับการรักษาเมื่อมีอาการผิดปกติ หากมีอาการ เช่น ปัสสาวะแสบขัด มีหนอง หรือมีตกขาวผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที
  • แจ้งคู่นอนให้ตรวจรักษา การรักษาคู่นอนพร้อมกันเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

อาการเตือนหนองในเทียม สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

การรักษาหนองในในผู้หญิง: วิธีการ และข้อควรรู้

การดื้อยาของเชื้อหนองในเป็นตัวอย่างสำคัญของวิกฤต การดื้อยาปฏิชีวนะระดับโลก ที่กำลังส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขในหลายประเทศ เชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae มีความสามารถในการปรับตัวและพัฒนาการดื้อยาต่อยาปฏิชีวนะได้อย่างรวดเร็ว ทำให้โรคที่เคยรักษาได้ง่ายในอดีตเริ่มกลายเป็นโรคที่ซับซ้อน และควบคุมได้ยากมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์กำลังสร้างความหวังใหม่ผ่านการพัฒนายาปฏิชีวนะรุ่นใหม่ เช่น Zoliflodacin และ Gepotidacin ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับเชื้อหนองในที่ดื้อยาโดยเฉพาะ ยาเหล่านี้อาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของแพทย์ในการรักษาโรคหนองในในอนาคต อย่างไรก็ตาม การป้องกัน การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ และการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์ ยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งวิกฤตการดื้อยาที่กำลังเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน.

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Gonorrhoea – Fact sheet and global surveillance data on antimicrobial resistance. ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคหนองในและการดื้อยาปฏิชีวนะทั่วโลก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/gonorrhoea
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Gonorrhea – Antibiotic resistance threats and treatment guidelines. รายละเอียดเกี่ยวกับเชื้อหนองใน การดื้อยา และแนวทางการรักษา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/gonorrhea
  • Global Antibiotic Research and Development Partnership (GARDP). Zoliflodacin for drug-resistant gonorrhoea. ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนายาปฏิชีวนะตัวใหม่สำหรับรักษาหนองในดื้อยา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://gardp.org
  • International Journal of Infectious Diseases / ScienceDirect. High susceptibility to the novel antimicrobial zoliflodacin among Neisseria gonorrhoeae isolates. งานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะ zoliflodacin ต่อเชื้อหนองใน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2772707625000591
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และโรคหนองในในประเทศไทย. ข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกัน การตรวจ และสถานการณ์โรคในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th

Similar Posts

  • เนื้องอกกัมม่า (Gummas) สัญญาณเงียบของโรคซิฟิลิสที่เรื้อรัง

    เนื้องอกกัมม่า เป็นหนึ่งในอาการที่พบในโรคซิฟิลิสระยะที่สาม (Tertiary Syphilis) ซึ่งเป็นระยะเรื้อรังของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum แม้ว่าโรคซิฟิลิสจะสามารถรักษาได้ง่ายในระยะเริ่มต้นด้วยยาปฏิชีวนะ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น โรคอาจลุกลามเข้าสู่ระยะที่สาม และกัมม่าคือหนึ่งในผลลัพธ์ที่น่ากังวลของกระบวนการดังกล่าว

  • |

    ทำไมถึงคันในที่ลับ? ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม และวิธีการรักษา

    อาการคันในที่ลับเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน

  • | |

    ประโยชน์ของถุงยางอนามัย

    ถุงยางอนามัยมีความสำคัญในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการคุมกำเนิด ในปัจจุบัน มีถุงยางอนามัยให้เลือกใช้ ทั้งแบบสำหรับสตรีและแบบสำหรับบุรุษ  ถุงยางอนามัยคือ? ถุงยางอนามัย (Condom) มาจากภาษาละติน แปลว่า ภาชนะที่รองรับ ทำด้วยวัสดุจากยางพารา หรือโพลียูรีเทน โดยฝ่ายชายเป็นฝ่ายใช้สวมครอบอวัยวะเพศของตนเอง  และเป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้เป็นอันดับต้นๆ สำหรับช่วยป้องกันการคุมกำเนิด และช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ซึ่งปัจจุบันมีการผลิต และพัฒนาถุงยางอนามัยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ในหลากหลายแบบให้เลือก ทั้งที่มีสีสัน ผิวเรียบ ผิวไม่เรียบ มีกลิ่น และรสผลไม้ รวมทั้งมีรูปทรงที่แปลกตามากขึ้น ซึ่งแต่ละแบบเน้นวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันไป แนะการใช้ถุงยางอนามัย 4 ขั้นตอน เลือก เก็บ ใช้ ทิ้ง ที่เราทุกคนสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ดังนี้ เลือก ให้ถูกไซส์ ถุงยางอนามัยมีหลายขนาด ตั้งแต่ ขนาด 49 มิลลิเมตร ขนาด 52 มิลลิเมตร ขนาด 54 มิลลิเมตร และ ขนาด 56 มิลลิเมตร รวมถึง กลิ่น…

  • โรคหูดหงอนไก่ หูดในที่ลับที่ป้องกันได้

    โรคหูดหงอนไก่ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  เกิดขึ้นจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย  สามารถพบได้ทั้งในชายและหญิง แต่จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยผ่านการสัมผัสโดยตรงกับผิวหนังหรือเยื่อบุผนังภายในของผู้ที่เป็นโรคนี้ เช่น การมีเพศสัมพันธ์ หรือจากแม่สู่ลูกผ่านการคลอดแบบธรรมชาติ โรคนี้ทำให้เกิดหูดบริเวณอวัยะเพศ , ขาหนีบ, หรือทวารหนัก เป็นต้น

  • ไวรัสตับอักเสบบี : สาเหตุ อาการ การรักษา และการป้องกัน

    ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) เป็นหนึ่งในโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบไตในมนุษย์อย่างสำคัญ โรคนี้เกิดจากไวรัสตับอักเสบบีที่เข้าไปทำลายเซลล์ตับของเรา โดยมักจะถูกติดต่อผ่านทางเลือด หรือน้ำลายที่มีเชื้อจากบุคคลที่ติดเชื้อ สำหรับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสนี้ มีโอกาสที่จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับเรื้อรังอย่างไร้ความรู้สึกมากขึ้น เราจึงจำเป็นต้องทราบข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ การรักษา และการป้องกันของโรคนี้อย่างชัดเจน

  • แผลริมอ่อน หรือซิฟิลิสเทียม คืออะไร?

    โรคแผลริมอ่อน (Chancroid)  คืออะไร แผลริมอ่อน หรือ ซิฟิลิสเทียม (Chancroid, Soft chancre, Ulcus molle หรือ Weicher Schanker)  เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus Ducreyi  เกิดขึ้นได้ทั้งในเพศชาย และเพศหญิง จะทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ และต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตติดกันเป็นพืดและเจ็บ ซึ่งโรคนี้ติดต่อได้ง่าย แต่ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่ง หากไม่รักษาจะเป็นสาเหตให้เกิดการติดเชื้อ HIV ได้ง่าย  หมายเหตุ  โรคแผลริมอ่อน บางครั้งเรียกว่า โรคซิฟิลิสเทียม เนื่องจากทำให้เกิดแผลได้เช่นเดียวกันกับโรคซิฟิลิส แต่จะแตกต่างกันตรงที่แผลริมอ่อน (ซิฟิลิสเทียม) จะมีอาการเจ็บ และปวด แต่แผลซิฟิลิสจะไม่เจ็บและปวด ระยะฟักตัวของโรค หลังจากที่ได้รับเชื้อ อยู่ในช่วง 1 วัน-2 สัปดาห์ แต่เฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 5-7 วัน จึงเริ่มพัฒนาอาการให้เห็นชัดตามมา สาเหตุของแผลริมอ่อน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ฮีโมฟิลุส ดูเครย์ (Haemophilus ducreyi) โดยเชื้อชนิดนี้จำนวนมากจะอยู่ที่หนอง และจะเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยถลอกทางผิวหนัง จากนั้นเชื้อจะสร้างสารพิษ…