ฝีต่อมบาร์โธลิน ป้องกันได้หรือไม่? คำตอบที่ผู้หญิงควรรู้
|

ฝีต่อมบาร์โธลิน ป้องกันได้หรือไม่? คำตอบที่ผู้หญิงควรรู้

ฝีต่อมบาร์โธลิน เป็นภาวะที่ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเคยได้ยินชื่อ แต่กลับไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง บางคนอาจคิดว่าเป็นเพียงก้อนบวมเล็ก ๆ ที่เดี๋ยวก็หายเอง ขณะที่บางคนรู้สึกกังวล อาย หรือไม่กล้าไปพบแพทย์ ทั้งที่อาการดังกล่าวอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ความเจ็บปวด และในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

คำถามสำคัญคือ ฝีต่อมบาร์โธลินป้องกันได้หรือไม่? และผู้หญิงควรรู้อะไรบ้างเพื่อดูแลสุขภาพจุดซ่อนเร้นของตนเองอย่างถูกต้อง เราจะพาคุณไปรู้จักฝีต่อมบาร์โธลินตั้งแต่พื้นฐาน สาเหตุ อาการ วิธีรักษา การป้องกัน ไปจนถึงความเชื่อมโยงกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนดูแลตัวเองได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

ฝีต่อมบาร์โธลิน ป้องกันได้หรือไม่? คำตอบที่ผู้หญิงควรรู้
Love2test

ต่อมบาร์โธลิน คืออะไร? 

ต่อมบาร์โธลิน (Bartholin’s glands) เป็นต่อมขนาดเล็ก 2 ข้าง อยู่บริเวณปากช่องคลอด ทำหน้าที่ผลิตสารหล่อลื่นเพื่อช่วยลดการเสียดสี โดยเฉพาะในช่วงที่มีการกระตุ้นทางเพศ ภายใต้ภาวะปกติ ต่อมเหล่านี้จะทำงานอย่างเงียบ ๆ จนแทบไม่รู้สึกถึงการมีอยู่

Love2test

แต่เมื่อใดก็ตามที่ ท่อของต่อมบาร์โธลินเกิดการอุดตัน ของเหลวไม่สามารถระบายออกได้ ก็จะเริ่มสะสมจนเกิดเป็นถุงน้ำ (Bartholin’s cyst) และหากมีการติดเชื้อซ้ำเติม ก็จะพัฒนาไปเป็น ฝีต่อมบาร์โธลิน (Bartholin’s abscess) ซึ่งมีอาการเจ็บ ปวด บวม แดง และอาจมีหนอง

ฝีต่อมบาร์โธลิน คืออะไร? ต่างจากถุงน้ำอย่างไร?

หลายคนมักสับสนระหว่าง ถุงน้ำต่อมบาร์โธลิน กับ ฝีต่อมบาร์โธลิน ซึ่งมีความแตกต่างสำคัญ ได้แก่

“ChatLove2test"
  • ถุงน้ำต่อมบาร์โธลิน
    • มักไม่เจ็บหรือเจ็บเล็กน้อย
    • เกิดจากการอุดตันของท่อ
    • บางรายอาจยุบเองได้
  • ฝีต่อมบาร์โธลิน
    • เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
    • มีอาการปวด บวม แดง ร้อน
    • อาจมีไข้หรือหนอง
    • ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์

การรู้จักแยกแยะภาวะทั้งสองนี้จะช่วยให้ผู้หญิงตัดสินใจได้ถูกต้องว่าเมื่อใดควรดูแลตัวเอง และเมื่อใดควรไปพบแพทย์

สาเหตุของฝีต่อมบาร์โธลิน เกิดจากอะไรได้บ้าง?

สาเหตุของฝีต่อมบาร์โธลินมีได้หลายปัจจัย ทั้งจากภายใน และภายนอก ได้แก่

“PrEPLove2test"
  • การอุดตันของท่อหลั่ง เป็นสาเหตุหลัก เมื่อสารหล่อลื่นไม่สามารถระบายออกได้ จะเกิดการสะสม และเป็นแหล่งเพาะเชื้อ
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อที่พบได้บ่อย เช่น
    • Escherichia coli (E. coli)
    • Staphylococcus
    • Streptococcus
  • การระคายเคืองหรือบาดเจ็บ เช่น การโกนหรือแว็กซ์ขนบริเวณจุดซ่อนเร้น การเสียดสีจากเสื้อผ้าคับแน่น
  • สุขอนามัยที่ไม่เหมาะสม การทำความสะอาดที่ไม่ถูกวิธี หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงเกินไป
  • ความเชื่อมโยงกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เชื้อบางชนิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการติดเชื้อบริเวณต่อมบาร์โธลิน

ฝีต่อมบาร์โธลิน อันตรายหรือไม่?

โดยทั่วไป ฝีต่อมบาร์โธลิน ไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น

  • การติดเชื้อรุนแรงขึ้น
  • ฝีแตก และเกิดการอักเสบลุกลาม
  • กลายเป็นฝีเรื้อรังหรือเป็นซ้ำบ่อย
  • ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และสุขภาพจิต

ในผู้หญิงอายุมาก โดยเฉพาะหลังวัยหมดประจำเดือน หากพบก้อนบริเวณต่อมบาร์โธลิน ควรตรวจอย่างละเอียดเพื่อแยกจากภาวะอื่นที่อาจรุนแรงกว่า

ฝีต่อมบาร์โธลินกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

แม้ว่า ฝีต่อมบาร์โธลินจะไม่จัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) โดยตรง แต่ในทางการแพทย์พบว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดสามารถเป็น ปัจจัยเสริมที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดฝีต่อมบาร์โธลิน ได้ โดยเฉพาะโรคที่ก่อให้เกิดการอักเสบ และติดเชื้อในบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีรายงานว่าพบความเกี่ยวข้องกับฝีต่อมบาร์โธลิน ได้แก่

  • หนองในแท้ (Gonorrhea) เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถก่อให้เกิดการอักเสบในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง หากเชื้อแพร่กระจายมายังบริเวณท่อของต่อมบาร์โธลิน อาจทำให้ท่อเกิดการอุดตัน และติดเชื้อ จนนำไปสู่การเกิดฝีได้
  • หนองในเทียม (Chlamydia) มักมีอาการไม่ชัดเจนหรือไม่แสดงอาการ ทำให้หลายคนไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ การติดเชื้อเรื้อรังอาจทำให้เยื่อบุบริเวณจุดซ่อนเร้นอักเสบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต่อมบาร์โธลินมีความเสี่ยงต่อการอุดตัน และติดเชื้อเพิ่มขึ้น

แม้โรคเหล่านี้จะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของฝีต่อมบาร์โธลิน แต่ถือเป็น ตัวกระตุ้นสำคัญ ที่ทำให้โอกาสเกิดฝีสูงขึ้น

ทำไมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อฝีต่อมบาร์โธลิน?

การติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถส่งผลต่อบริเวณต่อมบาร์โธลินได้ในหลายกลไก ได้แก่

  • ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณจุดซ่อนเร้นอ่อนแอ เมื่อเกิดการติดเชื้อ เยื่อบุ และผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศจะมีการอักเสบ ทำให้ความแข็งแรงของเนื้อเยื่อลดลง เชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นจึงสามารถเข้าสู่ต่อมบาร์โธลินได้ง่ายขึ้น
  • เพิ่มการอักเสบ และการอุดตันของท่อ การอักเสบจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจทำให้ท่อของต่อมบาร์โธลินบวม และแคบลง ส่งผลให้สารหล่อลื่นไม่สามารถระบายออกได้ตามปกติ เกิดการสะสมจนกลายเป็นถุงน้ำ และพัฒนาไปเป็นฝีในที่สุด
  • เอื้อต่อการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน เมื่อบริเวณนั้นมีการอักเสบอยู่แล้ว แบคทีเรียจากภายนอกหรือจากระบบทางเดินอาหาร เช่น E. coli สามารถเข้าไปก่อการติดเชื้อในต่อมบาร์โธลินได้ง่าย ทำให้อาการรุนแรงขึ้น

ฝีต่อมบาร์โธลินไม่ได้แปลว่ามีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เสมอไป

สิ่งสำคัญที่ผู้หญิงควรเข้าใจคือ การเป็นฝีต่อมบาร์โธลิน ไม่ได้หมายความว่าต้องมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เสมอไป หลายกรณีเกิดจากสุขอนามัย การระคายเคือง หรือการอุดตันโดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์เลยอย่างไรก็ตาม ในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มเติม เพื่อให้การรักษาครอบคลุม และป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

อาการของฝีต่อมบาร์โธลิน

อาการของฝีต่อมบาร์โธลินอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน ตั้งแต่ไม่รุนแรงไปจนถึงมีอาการเจ็บปวดชัดเจนโดยสัญญาณที่พบบ่อย ได้แก่

  • ก้อนบวมบริเวณปากช่องคลอด
    • มักเกิดเพียงข้างเดียว
    • ขนาดอาจเล็กในระยะแรก และค่อย ๆ โตขึ้น
  • อาการปวดหรือเจ็บบริเวณจุดซ่อนเร้น
    • ปวดมากขึ้นขณะนั่ง เดิน หรือขยับตัว
    • บางรายอาจรู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ผิวหนังบริเวณที่เป็นฝีมีลักษณะอักเสบ
    • แดง ร้อน
    • กดแล้วเจ็บหรือรู้สึกตึง
  • มีหนองหรือของเหลวไหลออกมา
    • อาจเกิดขึ้นเมื่อฝีแตก
    • บางครั้งมีกลิ่นผิดปกติ
  • อาการผิดปกติร่วมอื่น ๆ
    • มีไข้
    • รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สบายตัว

ข้อควรระวัง: หากพบอาการเหล่านี้ และไม่ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน อาการรุนแรงขึ้น หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย และรักษาอย่างเหมาะสม ไม่ควรบีบหรือเจาะฝีด้วยตนเอง เพราะอาจทำให้การติดเชื้อรุนแรงขึ้น

ฝีต่อมบาร์โธลิน เป็นซ้ำได้ไหม?

คำตอบคือ เป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเดิม เช่น สุขอนามัยไม่เหมาะสม ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีการติดเชื้อซ้ำ ๆ การดูแลระยะยาว และติดตามอาการจึงเป็นสิ่งสำคัญ

วิธีรักษาฝีต่อมบาร์โธลิน

วิธีรักษาฝีต่อมบาร์โธลิน

การรักษาฝีต่อมบาร์โธลินจะขึ้นอยู่กับ ความรุนแรงของอาการ ขนาดของฝี และการเป็นซ้ำ ในแต่ละราย โดยแนวทางการรักษาสามารถแบ่งออกได้เป็นการดูแลเบื้องต้น และการรักษาทางการแพทย์ ดังนี้

  • การดูแลเบื้องต้น (ในรายที่อาการไม่รุนแรง)
    • แช่น้ำอุ่น (Sitz bath) แช่บริเวณก้น และอวัยวะเพศในน้ำอุ่น ช่วยบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบ และช่วยให้ฝีระบายได้ดีขึ้น
    • พักผ่อน และลดการเสียดสี หลีกเลี่ยงการนั่งหรือเดินเป็นเวลานาน สวมเสื้อผ้าที่หลวม และระบายอากาศได้ดี
  • การรักษาทางการแพทย์ (ในรายที่อาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้น)
    • การให้ยาปฏิชีวนะ ใช้ในกรณีที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย ต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างครบถ้วน
    • การระบายหนอง แพทย์ทำการเปิดระบายหนองเพื่อลดความดัน และอาการปวด ช่วยให้การอักเสบลดลงเร็วขึ้น
    • การใส่สายระบายหรือการผ่าตัด ใช้ในกรณีที่ฝีเป็นซ้ำบ่อย หรือมีขนาดใหญ่ ช่วยลดโอกาสการอุดตัน และการกลับมาเป็นซ้ำในอนาคต

ข้อควรระวังที่สำคัญ ไม่ควรบีบ เจาะ หรือพยายามเปิดฝีด้วยตนเอง เสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง อาจทำให้การอักเสบลุกลาม และหายช้าลง

หากอาการไม่ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน มีไข้ ปวดมาก หรือฝีมีขนาดใหญ่ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม และปลอดภัย

ฝีต่อมบาร์โธลินป้องกันได้หรือไม่?

คำตอบ คือ ป้องกันได้ในระดับหนึ่ง แม้ไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่การลดปัจจัยเสี่ยงสามารถช่วยลดโอกาสการเกิดฝีต่อมบาร์โธลินได้อย่างมาก

วิธีป้องกันฝีต่อมบาร์โธลิน และการดูแลสุขภาพทางเพศอย่างปลอดภัย

การป้องกันฝีต่อมบาร์โธลินอาจไม่สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์ แต่สามารถ ลดความเสี่ยงได้อย่างมาก หากผู้หญิงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขอนามัยจุดซ่อนเร้นควบคู่กับการดูแลสุขภาพทางเพศอย่างถูกต้อง เนื่องจากทั้งสองปัจจัยมีความเชื่อมโยงกันโดยตรง

  • ดูแลสุขอนามัยจุดซ่อนเร้นอย่างถูกวิธี
    • ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด หรือผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อจุดซ่อนเร้น
    • หลีกเลี่ยงการใช้สบู่แรง ๆ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารระคายเคือง
    • ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด เพราะอาจรบกวนสมดุลแบคทีเรียตามธรรมชาติ
    • เช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลังทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ เพื่อลดการนำเชื้อโรคเข้าสู่ช่องคลอด
  • เลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสม ลดความอับชื้น
    • หลีกเลี่ยงกางเกงในหรือกางเกงที่รัดแน่นเกินไป
    • เลือกกางเกงในผ้าฝ้ายที่ระบายอากาศได้ดี
    • เปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีหากเปียกชื้นจากเหงื่อหรือการออกกำลังกาย
    • หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าเปียกเป็นเวลานาน
  • หลีกเลี่ยงการระคายเคืองบริเวณจุดซ่อนเร้น
    • ระมัดระวังการโกนหรือแว็กซ์ขนบริเวณอวัยวะเพศ
    • ใช้อุปกรณ์ที่สะอาด และเหมาะสม หากจำเป็นต้องกำจัดขน
    • หากมีแผล บวม หรืออาการอักเสบ ควรพักการโกนหรือแว็กซ์ชั่วคราว
    • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง
    • พักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน
    • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ และโปรตีนคุณภาพ
    • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
    • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในระดับที่เหมาะสม
  • การดูแลสุขภาพทางเพศอย่างปลอดภัย ช่วยลดความเสี่ยงฝีต่อมบาร์โธลิน
    • ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
    • ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นระยะ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง
    • หากมีอาการผิดปกติ เช่น
      • ตกขาวผิดปกติ
      • แสบ คัน หรือเจ็บบริเวณจุดซ่อนเร้น
      • มีก้อนบวม หรือปวดผิดปกติ
      • ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ และรักษาอย่างเหมาะสม
    • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจเพิ่มโอกาสการติดเชื้อ

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วัยรุ่นไทยยุคใหม่ต้องรู้ ความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และวิธีดูแลตนเอง

ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อสุขภาพเพศที่ปลอดภัย

ฝีต่อมบาร์โธลินอาจฟังดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ส่งผลต่อสุขภาพกาย ใจ และคุณภาพชีวิตของผู้หญิงได้อย่างคาดไม่ถึง การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน และความเชื่อมโยงกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จะช่วยให้ผู้หญิงสามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง ไม่อาย ไม่กลัว และกล้าที่จะเข้ารับการรักษาเมื่อจำเป็น

สุขภาพจุดซ่อนเร้นไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือสิทธิ และการดูแลตัวเองที่ผู้หญิงทุกคนควรให้ความสำคัญ

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Bartholin Cyst and Abscess. Comprehensive information on causes, symptoms, prevention, and treatment. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/bartholin-cyst.htm
  • World Health Organization (WHO).Guidelines for the management of sexually transmitted infections. Information on bacterial infections related to genital inflammation. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/publications/i/item/WHO-RHR-01.10
  • National Center for Biotechnology Information (NCBI). Bartholin Gland Cyst. Overview of pathophysiology, risk factors, and prevention strategies. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK532271/
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการป้องกันตนเอง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค. ความรู้เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และผลกระทบต่อสุขภาพสตรี. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th/das/

Similar Posts

  • | |

    ประโยชน์ของถุงยางอนามัย

    ถุงยางอนามัยมีความสำคัญในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการคุมกำเนิด ในปัจจุบัน มีถุงยางอนามัยให้เลือกใช้ ทั้งแบบสำหรับสตรีและแบบสำหรับบุรุษ  ถุงยางอนามัยคือ? ถุงยางอนามัย (Condom) มาจากภาษาละติน แปลว่า ภาชนะที่รองรับ ทำด้วยวัสดุจากยางพารา หรือโพลียูรีเทน โดยฝ่ายชายเป็นฝ่ายใช้สวมครอบอวัยวะเพศของตนเอง  และเป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้เป็นอันดับต้นๆ สำหรับช่วยป้องกันการคุมกำเนิด และช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ซึ่งปัจจุบันมีการผลิต และพัฒนาถุงยางอนามัยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ในหลากหลายแบบให้เลือก ทั้งที่มีสีสัน ผิวเรียบ ผิวไม่เรียบ มีกลิ่น และรสผลไม้ รวมทั้งมีรูปทรงที่แปลกตามากขึ้น ซึ่งแต่ละแบบเน้นวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันไป แนะการใช้ถุงยางอนามัย 4 ขั้นตอน เลือก เก็บ ใช้ ทิ้ง ที่เราทุกคนสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ดังนี้ เลือก ให้ถูกไซส์ ถุงยางอนามัยมีหลายขนาด ตั้งแต่ ขนาด 49 มิลลิเมตร ขนาด 52 มิลลิเมตร ขนาด 54 มิลลิเมตร และ ขนาด 56 มิลลิเมตร รวมถึง กลิ่น…

  • โรคหูดหงอนไก่ หูดในที่ลับที่ป้องกันได้

    โรคหูดหงอนไก่ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  เกิดขึ้นจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย  สามารถพบได้ทั้งในชายและหญิง แต่จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยผ่านการสัมผัสโดยตรงกับผิวหนังหรือเยื่อบุผนังภายในของผู้ที่เป็นโรคนี้ เช่น การมีเพศสัมพันธ์ หรือจากแม่สู่ลูกผ่านการคลอดแบบธรรมชาติ โรคนี้ทำให้เกิดหูดบริเวณอวัยะเพศ , ขาหนีบ, หรือทวารหนัก เป็นต้น

  • |

    เซ็กส์ทางทวารหนัก คืออะไร? วิธีทำอย่างไรให้ปลอดภัย และไม่เจ็บ

    เซ็กส์ทางทวารหนัก (Anal Sex) เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคู่รักที่ต้องการความแปลกใหม่ทางเพศ หรือคู่รักเพศเดียวกัน แม้ว่าหลายคนอาจจะยังรู้สึกอายหรือไม่กล้าพูดถึง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายทั่วโลก หากทำอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีความเข้าใจที่ถูกต้อง จะช่วยให้เกิดความสุข และลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • การตีตรา โรคติดต่อทางเพศ

    การตีตรา เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นปัญหาสังคมที่แพร่หลายและมีผลกระทบสําคัญ มุมมองเชิงลบและการตัดสินที่เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศ ส่งเสริมความหวาดกลัว ความอับอาย และไม่กล้าเปิดเผยกับแพทย์เพื่อเข้าสู่การตรวจวินิจฉัย การตีตรา อาจทําให้หลายคนหลีกเลี่ยงที่จะเข้าสู่กระบวนการรักษา ซึ่งนําไปสู่การแพร่กระจายของการติดเชื้อ และภาวะแทรกซ้อนด้านสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้ การเลือกปฏิบัติสร้างปัญหาทางอารมณ์ และความโดดเดี่ยวให้กับผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศ และกระทบต่อผลลัพธ์ด้านสาธารณสุขในการดูแลสุขภาพ การเอาชนะการตีตราเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต้องได้รับการศึกษา ความเข้าใจ และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่สนับสนุน และไม่ตัดสิน ส่งเสริมการให้ความรู้สาธารณะ การเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง และการดูแลสุขภาพทางเพศที่ครอบคลุม

  • Chemsex อย่างไรให้ปลอดภัย? เทคนิคลดความเสี่ยงจากยา และเซ็กซ์

    ในยุคที่การพูดคุยเรื่องเซ็กซ์เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น Chemsex หรือการใช้สารเสพติดร่วมกับกิจกรรมทางเพศ กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในหมู่ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) และกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่ง Chemsex ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ด้วยผลกระทบทั้งทางกาย จิตใจ และสังคม การรู้เท่าทัน และป้องกันตนเอง คือ กุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยง

  • Doxy-PEP : ยาป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทางเลือกใหม่เพื่อความปลอดภัย

    Doxy-PEP เป็นแนวทางใหม่ในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) โดยเฉพาะโรคหนองใน ซิฟิลิส และโรคติดต่ออื่น ๆ ที่เกิดจากแบคทีเรีย แนวทางนี้เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะ Doxycycline หลังจากมีความเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ STIs ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แนวทางนี้กำลังเป็นที่สนใจในวงการแพทย์ และสาธารณสุขในฐานะเครื่องมือเสริมในการป้องกันสุขภาพทางเพศ