เมื่อเด็กติดเชื้อเอชไอวี ความท้าทาย และการดูแลที่ครอบครัวควรรู้
|

เมื่อเด็กติดเชื้อเอชไอวี ความท้าทาย และการดูแลที่ครอบครัวควรรู้

เอชไอวี (HIV) ไม่ได้เป็นโรคที่พบเฉพาะในผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเด็กทั่วโลก โดยเฉพาะการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกในระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด หรือการให้นมบุตร เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีตั้งแต่วัยเยาว์ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม การดูแลเด็กเหล่านี้จึงต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือจากครอบครัว แพทย์ และชุมชน เราจะมาทำความเข้าใจว่าเอชไอวีในเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร ความท้าทายที่ต้องเผชิญมีอะไรบ้าง และครอบครัวควรดูแล และสนับสนุนเด็กอย่างไรเพื่อให้พวกเขาเติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี

เมื่อเด็กติดเชื้อเอชไอวี ความท้าทาย และการดูแลที่ครอบครัวควรรู้

เอชไอวีในเด็ก คืออะไร?

เอชไอวีในเด็ก (Pediatric HIV) คือ ภาวะที่เด็กติดเชื้อไวรัสเอชไอวีตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ คลอด หรือวัยทารก/วัยเด็ก โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก (mother-to-child transmission: MTCT) ระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด หรือการให้นมบุตร หาก ไม่ได้รับการป้องกันใด ๆ ความเสี่ยงถ่ายทอดเชื้ออยู่ที่ประมาณ 15–45% แต่สามารถลดลงเหลือ ต่ำกว่า 5% เมื่อมารดาและทารกได้รับยาต้านไวรัส และการดูแลที่เหมาะสมตลอดช่วงเสี่ยง (ตั้งครรภ์–คลอด–หลังคลอด/ให้นม) และเมื่อควบคุมไวรัสจนไม่ตรวจพบ ความเสี่ยงผ่านน้ำนมแม่ลดได้ถึง <1% แม้ ไม่เป็นศูนย์ ตามคำแนะนำล่าสุดของหน่วยงานสาธารณสุขหลัก

การติดเชื้อเอชไอวีในเด็กเกิดขึ้นได้อย่างไร?

  • การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก (MTCT) — ช่องทางหลัก
    • ระหว่างตั้งครรภ์ เชื้อผ่านรกจากแม่สู่ทารกได้
    • ระหว่างคลอด เด็กสัมผัสเลือด/สารคัดหลั่งของมารดา
    • ระหว่างให้นมบุตร โดยเฉพาะกรณีที่มารดายังไม่ได้รับ/ไม่ได้ยึดมั่นการใช้ยาต้านไวรัส (ART) อย่างต่อเนื่อง

แนวทางสมัยใหม่เน้น ตรวจให้พบ–เริ่มยาต้านไวรัส ART ทันที–คงระดับไวรัสต่ำจนไม่ตรวจพบ เพื่อกดความเสี่ยงลงอย่างมากในทุกช่วงเวลา.

Love2test
  • การติดเชื้อผ่านเลือด หรือเข็ม/เครื่องมือที่ปนเปื้อน ในเด็กพบได้น้อยในระบบบริการที่มีมาตรฐาน (มีการคัดกรองเลือด และอุปกรณ์ปลอดเชื้อ) แต่ยังเป็นความเสี่ยงได้หากมีการใช้เข็มร่วมกันหรือเครื่องมือไม่ได้มาตรฐาน. 
  • การถูกล่วงละเมิดทางเพศ แม้เป็นกรณีที่พบไม่บ่อย และละเอียดอ่อน แต่เป็นช่องทางที่เป็นไปได้ จำเป็นต้องได้รับการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ (แพทย์/สังคมสงเคราะห์/คุ้มครองเด็ก)

อาการของเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี 

อาการในเด็กอาจไม่จำเพาะ และทับซ้อนกับโรคเด็กทั่วไป จึงต้องอาศัยดัชนีสงสัยร่วมกับประวัติเสี่ยง

  • การเจริญเติบโตช้า/น้ำหนักไม่ขึ้น (failure to thrive) และ ส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์, เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ล่าช้าเมื่ออายุมากขึ้น
  • ติดเชื้อซ้ำบ่อย โดยเฉพาะทางเดินหายใจ เช่น ปอดบวม หูอักเสบ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียอื่น ๆ มากกว่าปกติ
  • ท้องเสียเรื้อรัง, มีไข้เรื้อรัง/ต่อมน้ำเหลืองโต, ตับ หรือม้ามโต
  • พัฒนาการทางสมอง/การเรียนรู้ช้าลง หรือพัฒนาการถดถอย เมื่อไม่ได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ
  • โรคติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น เชื้อราในช่องปาก วัณโรค ปอดบวมซ้ำ ๆ โดยเฉพาะในเด็กที่ยังไม่ได้เริ่ม ART หรือควบคุมไวรัสได้ไม่ดี

หมายเหตุ: เด็กที่มีประวัติมารดาติดเชื้อเอชไอวี หรือมีปัจจัยเสี่ยงใด ๆ ข้างต้น ควรได้รับการ ตรวจวินิจฉัยอย่างทันท่วงที และ เริ่ม ART เร็ว เพื่อกดปริมาณไวรัส ลดการป่วย/ตาย และช่วยให้การเติบโตพัฒนาการใกล้เคียงเด็กทั่วไปมากที่สุด

“ChatLove2test"
การรักษาเอชไอวีในเด็ก

การรักษาเอชไอวีในเด็ก

ยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy: ART) เป้าหมายเพื่อกดปริมาณไวรัสให้ตรวจไม่พบ (viral suppression) ฟื้นภูมิคุ้มกัน ลดการเจ็บป่วยและเสียชีวิต และลดการแพร่เชื้อในชุมชน

“PrEPLove2test"
  • ควรเริ่มทันทีเมื่อวินิจฉัย (treat-all, same-day/rapid start เมื่อทำได้) ไม่ต้องรอค่า CD4 เพราะการเริ่มยาเร็วที่สุดสัมพันธ์กับการรอดชีวิต และพัฒนาการที่ดีกว่าในทารก และเด็กเล็ก
  • สูตรยาที่แนะนำในเด็กส่วนใหญ่: แนวทางองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ สูตรที่มี dolutegravir (DTG) เป็นหลักสำหรับเด็กที่ หนัก ≥3 กก. และอายุ ≥4 สัปดาห์ โดยใช้เม็ดยากระจายได้ (pDTG 10 mg) ร่วมกับ NRTIs ตามน้ำหนัก/อายุ (เช่น ABC/3TC หรือ TDF/FTC ในเด็กโต) ทั้งนี้ให้แพทย์พิจารณาตามแนวทางประเทศ และความพร้อมของยา
  • ทารกแรกเกิดที่ยังไม่เข้าเกณฑ์ DTG: อาจใช้ทางเลือกอื่นตามแนวทาง (เช่น raltegravir แบบผง/น้ำ หรือสูตร non-DTG ชั่วคราว) ก่อนเปลี่ยนเป็นสูตร DTG เมื่อเข้าเกณฑ์ (แนวทางประเทศจะกำหนดรายละเอียดปฏิบัติ)

เคล็ดลับการดูแล: สูตร DTG-based ในเด็กมีข้อดีเรื่อง ออกฤทธิ์เร็ว ความทนต่อยาดี รูปแบบยากระจายได้กลืนง่าย จึงช่วยเรื่องการกินยาสม่ำเสมอได้มากในทางปฏิบัติ

การรักษา และป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาส

  • เด็กที่ติดเชื้อ หรือสัมผัสเชื้อ จำเป็นต้อง ป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาสด้วยโคไตรม็อกซาโซล (co-trimoxazole) ตามแนวทาง (โดยเฉพาะในทารกที่เกิดจากแม่มีเอชไอวีจนกว่าจะตัดความเสี่ยงติดเชื้อได้) เพื่อลดภาวะปอดอักเสบจากเชื้อฉวยโอกาส และการเสียชีวิต
  • คัดกรอง/ป้องกันวัณโรค (TB preventive therapy: TPT) ในรายที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือสัมผัสผู้ป่วยวัณโรค ตามแนวทางประเทศ/WHO
  • รักษา OI เฉพาะโรค (เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาต้านเชื้อรา ยาต้านไวรัส) ควบคู่กับการเริ่ม/คงการใช้ ART

การติดตามผลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยหลักจะมีการติดตาม viral load (VL) เพื่อยืนยันว่ากดไวรัสได้จริงและยาวนาน

  • แนวทาง WHO/UNAIDS แนะนำตรวจ VL ที่ 6 เดือนหลังเริ่ม ART จากนั้น ที่ 12 เดือน และ อย่างน้อยทุกปี ในรายที่คงที่; หากกดไม่ดีอาจต้องตรวจถี่ขึ้น และประเมินสาเหตุ (การกินยาไม่สม่ำเสมอ/ดื้อยา) ค่า CD4 ใช้ประกอบในบางบริบท แต่ VL คือ มาตรฐานทอง ในการประเมินการรักษา
  • โดยทั่วไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะ กดไวรัสได้ภายใน ~6 เดือน หากกินยาสม่ำเสมอ และสูตรยามีประสิทธิภาพ
  • นอกจาก VL/CD4 ให้ติดตาม การเจริญเติบโต พัฒนาการ โภชนาการ การทำงานของตับ/ไต ไขมันในเลือด รวมถึง วัคซีน ตามตารางสำหรับเด็กติดเชื้อ หรือสงสัยติดเชื้อ (ตารางวัคซีนของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กฯ อัปเดตทุกปี)

ความท้าทายสำคัญในการดูแลเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี

  • ด้านการแพทย์
    • การกินยาทุกวัน ต่อเนื่อง ตลอดชีวิต—ต้องออกแบบวิธีช่วยจำ/ช่วยกลืน และเลือกสูตร/รูปแบบยาที่สอดคล้องกับช่วงวัย
    • การเจาะเลือดติดตาม (VL/CD4/เคมีเลือด) ตามนัด เพื่อปรับแผนเมื่อจำเป็น
    • ผลข้างเคียง: คลื่นไส้ อาเจียน ผื่น ค่าตับ/ไตผิดปกติ ภาวะเลือดจาง หรืออาการจำเพาะของยาแต่ละชนิด (เช่น แพ้ ABC, นอนไม่หลับ/ปวดศีรษะจากยาบางกลุ่ม) ต้องเฝ้าระวัง และปรับการรักษาอย่างเหมาะสมตามแนวทาง OI/ARV เด็กล่าสุด
  • ด้านจิตใจ
    • เด็กเล็กอาจไม่เข้าใจเหตุผลของการกินยาเป็นประจำ—ผู้ดูแลต้อง อธิบายแบบเหมาะวัย และสร้างกิจวัตรที่ทำได้จริง
    • เมื่อโตขึ้น อาจเผชิญความรู้สึกแตกต่าง หรือความกังวลเรื่องอนาคต จำเป็นต้องมี การให้คำปรึกษา (counseling) และแผน เปิดเผยสถานะต่อเด็ก (age-appropriate disclosure) อย่างค่อยเป็นค่อยไป
  • ด้านสังคม
    • การตีตรา/เลือกปฏิบัติ ทำให้หลีกเลี่ยงการรักษา หรือขาดยาได้ง่าย ต้องทำงานร่วมกับโรงเรียน ชุมชน และหน่วยสังคมสงเคราะห์ เพราะการเข้าถึงการตรวจ/รักษาไม่ทัน และถูกตีตรา การสื่อสารสาธารณะอย่างถูกต้องช่วยให้ครอบครัวเข้ารับบริการเร็วขึ้น และเด็กมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
    • สิทธิ และการศึกษา เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี มีสิทธิในการศึกษา และใช้ชีวิตเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป โรงเรียนควรมีนโยบาย ไม่เลือกปฏิบัติ (anti-discrimination) คุ้มครองความลับทางการแพทย์ และสนับสนุนการมาพบแพทย์ตามนัด (เช่น อนุญาตลางาน/สอบชดเชย) ซึ่งเป็นหัวใจของการคงการรักษา
    • อุปสรรคทางเศรษฐกิจ อาจกระทบการเดินทางมาตรวจ และความต่อเนื่องของการรักษา—ควรเชื่อมต่อระบบสิทธิ/สวัสดิการ และโครงการสนับสนุน

บทบาทสำคัญของครอบครัว

  • ให้ความรัก/ความรู้สึกปลอดภัย: ลดความเครียด เพิ่มแรงจูงใจในการรักษา
  • กำกับการกินยา: ตั้งนาฬิกา/ตาราง กินเวลาคงที่ สร้างกิจวัตร (ก่อนนอน/หลังแปรงฟัน ฯลฯ) และแจ้งแพทย์เมื่อมีอาการไม่พึงประสงค์
  • ให้ความรู้ตามวัย: อธิบายโรค วิธีดูแลตนเอง การป้องกันการแพร่เชื้อด้วยภาษาที่เด็กเข้าใจ
  • ประสานงานกับทีมแพทย์: มาตรวจตามนัด เก็บผลเลือด ปรับสูตรยา และขอรับเอกสาร/แบบฟอร์มที่โรงเรียนจำเป็นต้องทราบ

การป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก (PMTCT)

  • ตรวจคัดกรองเอชไอวีในหญิงตั้งครรภ์ทุกราย และตรวจซ้ำในกลุ่มเสี่ยง
  • ให้ยาต้านไวรัส ART แก่หญิงตั้งครรภ์ที่มีเชื้อทันที และคุมไวรัสจนตรวจไม่พบ ตลอดการตั้งครรภ์–คลอด–หลังคลอด
  • ดูแลการคลอด และให้ยาป้องกันทารกหลังคลอด ตามแนวทางประเทศ
  • แนวทางการให้นมบุตร: หลายประเทศ/WHO สนับสนุนการให้นมแม่ภายใต้การคุมไวรัสที่ตรวจไม่พบ และการติดตามใกล้ชิด (ความเสี่ยงต่ำมากแต่ไม่เป็นศูนย์) ให้ยึดแนวทางท้องถิ่นร่วมกับการปรึกษาทีมดูแล
  • ประเทศไทยได้รับการรับรองกำจัดการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก ตั้งแต่ปี 2016 สะท้อนประสิทธิภาพของระบบคัดกรอง และการให้ยาต้านไวรัส ART ในหญิงตั้งครรภ์—มาตรการยังคงต้องดำเนินต่อเนื่องเพื่อคงความสำเร็จนี้

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์

เสี่ยง – ไม่เสี่ยงก็ต้องตรวจเอชไอวี

เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ และการสนับสนุนจากครอบครัว และสังคม เด็กเหล่านี้สามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ครอบครัวควรมีบทบาทสำคัญในการดูแล ให้ความรัก ความเข้าใจ และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พวกเขามีอนาคตที่สดใสไม่ต่างจากเด็กทั่วไป

เอกสารอ้างอิง

  • UNAIDS. (2024). Children and HIV. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.unaids.org/en/topic/children
  • World Health Organization (WHO). (2023). HIV in children and adolescents. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก:https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hiv-in-children-and-adolescents
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2023). HIV and Children. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.cdc.gov/hiv/group/age/children
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2566). สถานการณ์และการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในเด็ก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th
  • องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Médecins Sans Frontières). (2022). การดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีในเด็กและวัยรุ่น. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.msf.org/th

Similar Posts

  • | |

    ประโยชน์ของถุงยางอนามัย

    ถุงยางอนามัยมีความสำคัญในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการคุมกำเนิด ในปัจจุบัน มีถุงยางอนามัยให้เลือกใช้ ทั้งแบบสำหรับสตรีและแบบสำหรับบุรุษ  ถุงยางอนามัยคือ? ถุงยางอนามัย (Condom) มาจากภาษาละติน แปลว่า ภาชนะที่รองรับ ทำด้วยวัสดุจากยางพารา หรือโพลียูรีเทน โดยฝ่ายชายเป็นฝ่ายใช้สวมครอบอวัยวะเพศของตนเอง  และเป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้เป็นอันดับต้นๆ สำหรับช่วยป้องกันการคุมกำเนิด และช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ซึ่งปัจจุบันมีการผลิต และพัฒนาถุงยางอนามัยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ในหลากหลายแบบให้เลือก ทั้งที่มีสีสัน ผิวเรียบ ผิวไม่เรียบ มีกลิ่น และรสผลไม้ รวมทั้งมีรูปทรงที่แปลกตามากขึ้น ซึ่งแต่ละแบบเน้นวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันไป แนะการใช้ถุงยางอนามัย 4 ขั้นตอน เลือก เก็บ ใช้ ทิ้ง ที่เราทุกคนสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ดังนี้ เลือก ให้ถูกไซส์ ถุงยางอนามัยมีหลายขนาด ตั้งแต่ ขนาด 49 มิลลิเมตร ขนาด 52 มิลลิเมตร ขนาด 54 มิลลิเมตร และ ขนาด 56 มิลลิเมตร รวมถึง กลิ่น…

  • PEP ยาป้องกันเอชไอวี “หลัง” สัมผัสเชื้อ ทานภายใน 72 ชั่วโมง

    PEP (Post-Exposure Prophylaxis) คือ ยาต้านไวรัสในกรณีฉุกเฉิน เป็นยาป้องกันเอชไอวี “หลัง” สัมผัสเชื้อ ใช้กับบุคคลที่เสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อเอชไอวี โดยจะต้องรับประทานยาให้เร็วที่สุด ภายใน 72 ชั่วโมง หลังมีความเสี่ยง และจะต้องรับประทานต่อเนื่องติดต่อกันนาน 28 วัน PEP ทำงานอย่างไร? ยา PEP ทำงานโดยหยุดไม่ให้ไวรัสเอชไอวีเพิ่มจำนวนในร่างกาย PEP ทำงานเพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย PEP มีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อเริ่มให้เร็วที่สุดหลังจากได้รับเชื้อไวรัส ขอแนะนำให้เริ่มยา PEP ภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีความเสี่ยง ใครบ้างควรใช้ยา PEP? PEP ไม่ใช่วิธีการหลักในการป้องกันเอชไอวี บุคคลที่มีความเสี่ยงต่อเชื้อเอชไอวีควรใช้ถุงยางอนามัยและมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อไวรัสเอชไอวี ผลข้างเคียงของยา PEP ยา PEP อาจมีผลข้างเคียง ได้แก่ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง อ่อนเพลีย และปวดศีรษะ ผลข้างเคียงเหล่านี้โดยทั่วไปไม่รุนแรงและมักจะหายไปภายใน 1 สัปดาห์ แต่หากมีอาการนานมากกว่านั้น แนะนำให้ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อจะได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ จะรับ PEP…

  • | |

    ไขข้อสงสัย ใส่ถุงยางอนามัย 2 ชั้น เพิ่มความปลอดภัย หรือเพิ่มปัญหา?

    การใช้ถุงยางอนามัยเป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) อย่างไรก็ตาม ยังมีความเข้าใจผิดอยู่บ้างเกี่ยวกับวิธีการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการใช้ถุงยางอนามัยสองชั้นที่หลายคนเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัยสองชั้นว่าจริงๆ แล้วช่วยเพิ่มความปลอดภัยหรือสร้างปัญหามากกว่า

  • |

    รู้สถานะเอชไอวี (Know Your Status) เพื่อสุขภาพที่ดี และการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

    เชื้อเอชไอวี (HIV = Human Immunodeficiency Virus) เป็นไวรัสที่โจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อ หากไม่ได้รับการรักษา ไวรัสจะทำลายเซลล์เหล่านี้ไปเรื่อย ๆ ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง และมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส

    หากปล่อยให้เชื้อเอชไอวี พัฒนาต่อโดยไม่มีการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะ โรคเอดส์ (AIDS – Acquired Immunodeficiency Syndrome) ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ที่ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมียาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy – ART) ที่ช่วยควบคุมปริมาณไวรัสในร่างกาย ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อสามารถมีสุขภาพดี และลดโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้

  • เราควรตรวจเอชไอวีบ่อยแค่ไหน?

    เอชไอวีเป็นโรคหลักๆที่ แพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ฉะนั้นถ้าจะประเมินว่าควรตรวจบ่อยแค่ไหน ให้ประเมินจากพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ของแต่ละคนจะดีที่สุด เพราะเอชไอวีไม่ใช่โรคที่อยู่ ๆ จะติดมาเลยเพียงแค่สัมผัสร่างกายคนอื่น แต่ช่องทางการติดจะมาจาก เพศสัมพันธ์ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัย และการใช้เข็มฉีดยาซ้ำเป็นหลัก ช่องทางอื่นจะมาจากการที่สารคัดหลั่งใด ๆ เข้าสู่ร่างกายผ่านแผลสดขนาดใหญ่ หรือการรับเลือดของผู้มีเชื้อ แต่สองช่องทางนี้จะมีโอกาสได้น้อยมาก ทำให้เพศสัมพันธ์ยังเป็นช่องทางหลักของการแพร่เชื้อเอชไอวี ฉะนั้นหากใครที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์บ่อยมากนัก หรือมีกับคน ๆ เดียวที่คุ้นเคยกันดี ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจเอชไอวีมากนัก อาจจะตรวจแค่ครึ่งปีครั้ง หรือปีละครั้งเลยก็ได้ เพราะถือว่าไม่ได้มีความเสี่ยงรับเชื้อ แต่สำหรับคนที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยกับคนที่ไม่รู้สถานะผลเลือด ควรเข้าตรวจเอชไอวีเพื่อรับยา PrEP ไปทานเพื่อป้องกันเอชไอวีจะดีที่สุด เพราะจะได้ไม่ต้องตรวจเอชไอวีบ่อยด้วย ที่ต้องตรวจจะมีแค่ช่วงก่อนรับยาไปทานและหลังทานยาครบในครั้งที่ 1 หรือ 2 เท่านั้น หลังจากครั้งที่ 3 เป็นต้นไปแพทย์อาจตัดสินใจจ่ายยาได้เลยโดยที่ไม่ต้องผ่านการตรวจเลือดการตรวจเอชไอวีถือเป็นเรื่องดีเพราะหากตรวจพบจะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันที แต่ถ้าเป็นไปได้ให้ป้องกันตัวเองด้วยยา PrEP ก่อนติดเชื้อแต่แรกจะดีกว่า เพราะการป้องกันโรคย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของเอชไอวีที่ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ เมื่อไรที่เราควรไปตรวจ เอชไอวี? เอชไอวีถือเป็นโรคที่ไม่ได้ติดง่ายมากนัก เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อโอกาสการติดเชื้อของแต่ละคน เช่น ปริมาณของเชื้อต้นทาง ช่องทางการรับเชื้อ สภาพแวดล้อมที่เชื้อสามารถอยู่ได้ ฯลฯ ฉะนั้นหากจะประเมินว่าควรไปตรวจเอชไอวีหรือไม่ ให้ประเมินจากความเสี่ยงตนอาจได้รับมาก่อนหน้าดีกว่า เช่น ความเสี่ยงจากเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย…

  • | |

    PEP เป๊ป คืออะไร?

    ยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งหรือต้านการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้สูงสุดถึง 99% หากมีการใช้อย่างถูกวิธี Exposure prophylaxis เป็นยาที่ทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV เท่านั้น ไม่ได้รวมถึงโรคอื่น โดยก่อนการรับยาต้องมีการประเมินความเสี่ยงจากประวัติของคนไข้ว่าตรงตามเงื่อนไขการรับยาหรือไม่ ประกอบกับการตรวจเลือดตามมาตรฐานสากล(คนไข้ที่จะรับยาจะต้องมีผล HIV เป็นลบ) และยาในกลุ่มนี้ต้องพิจารณาจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น รู้จักยา PEP คืออะไร PEP ย่อมาจาก post-exposture prophylaxis หรือยาต้านฉุกเฉิน ทานหลังจากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV  เป็นการรักษาระยะสั้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โดยยาที่ใช้ในกลุ่มนี้เป็นประเภท Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs) Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitor (NNRTIs) Integrase inhibitor strand transfer inhibitor (INSTs) และ Protease inhibitor(PIs) โดยทานยาครบตามที่แพทย์สั่ง การทานยาเป็ป(PEP)  การทานยา เป็ป(PEP)   จำเป็นต้องทานให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ คือ…