เมื่อเด็กติดเชื้อเอชไอวี ความท้าทาย และการดูแลที่ครอบครัวควรรู้
|

เมื่อเด็กติดเชื้อเอชไอวี ความท้าทาย และการดูแลที่ครอบครัวควรรู้

เอชไอวี (HIV) ไม่ได้เป็นโรคที่พบเฉพาะในผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเด็กทั่วโลก โดยเฉพาะการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกในระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด หรือการให้นมบุตร เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีตั้งแต่วัยเยาว์ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม การดูแลเด็กเหล่านี้จึงต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือจากครอบครัว แพทย์ และชุมชน เราจะมาทำความเข้าใจว่าเอชไอวีในเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร ความท้าทายที่ต้องเผชิญมีอะไรบ้าง และครอบครัวควรดูแล และสนับสนุนเด็กอย่างไรเพื่อให้พวกเขาเติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี

เมื่อเด็กติดเชื้อเอชไอวี ความท้าทาย และการดูแลที่ครอบครัวควรรู้

เอชไอวีในเด็ก คืออะไร?

เอชไอวีในเด็ก (Pediatric HIV) คือ ภาวะที่เด็กติดเชื้อไวรัสเอชไอวีตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ คลอด หรือวัยทารก/วัยเด็ก โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก (mother-to-child transmission: MTCT) ระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด หรือการให้นมบุตร หาก ไม่ได้รับการป้องกันใด ๆ ความเสี่ยงถ่ายทอดเชื้ออยู่ที่ประมาณ 15–45% แต่สามารถลดลงเหลือ ต่ำกว่า 5% เมื่อมารดาและทารกได้รับยาต้านไวรัส และการดูแลที่เหมาะสมตลอดช่วงเสี่ยง (ตั้งครรภ์–คลอด–หลังคลอด/ให้นม) และเมื่อควบคุมไวรัสจนไม่ตรวจพบ ความเสี่ยงผ่านน้ำนมแม่ลดได้ถึง <1% แม้ ไม่เป็นศูนย์ ตามคำแนะนำล่าสุดของหน่วยงานสาธารณสุขหลัก

การติดเชื้อเอชไอวีในเด็กเกิดขึ้นได้อย่างไร?

  • การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก (MTCT) — ช่องทางหลัก
    • ระหว่างตั้งครรภ์ เชื้อผ่านรกจากแม่สู่ทารกได้
    • ระหว่างคลอด เด็กสัมผัสเลือด/สารคัดหลั่งของมารดา
    • ระหว่างให้นมบุตร โดยเฉพาะกรณีที่มารดายังไม่ได้รับ/ไม่ได้ยึดมั่นการใช้ยาต้านไวรัส (ART) อย่างต่อเนื่อง

แนวทางสมัยใหม่เน้น ตรวจให้พบ–เริ่มยาต้านไวรัส ART ทันที–คงระดับไวรัสต่ำจนไม่ตรวจพบ เพื่อกดความเสี่ยงลงอย่างมากในทุกช่วงเวลา.

Love2test
  • การติดเชื้อผ่านเลือด หรือเข็ม/เครื่องมือที่ปนเปื้อน ในเด็กพบได้น้อยในระบบบริการที่มีมาตรฐาน (มีการคัดกรองเลือด และอุปกรณ์ปลอดเชื้อ) แต่ยังเป็นความเสี่ยงได้หากมีการใช้เข็มร่วมกันหรือเครื่องมือไม่ได้มาตรฐาน. 
  • การถูกล่วงละเมิดทางเพศ แม้เป็นกรณีที่พบไม่บ่อย และละเอียดอ่อน แต่เป็นช่องทางที่เป็นไปได้ จำเป็นต้องได้รับการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ (แพทย์/สังคมสงเคราะห์/คุ้มครองเด็ก)

อาการของเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี 

อาการในเด็กอาจไม่จำเพาะ และทับซ้อนกับโรคเด็กทั่วไป จึงต้องอาศัยดัชนีสงสัยร่วมกับประวัติเสี่ยง

  • การเจริญเติบโตช้า/น้ำหนักไม่ขึ้น (failure to thrive) และ ส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์, เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ล่าช้าเมื่ออายุมากขึ้น
  • ติดเชื้อซ้ำบ่อย โดยเฉพาะทางเดินหายใจ เช่น ปอดบวม หูอักเสบ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียอื่น ๆ มากกว่าปกติ
  • ท้องเสียเรื้อรัง, มีไข้เรื้อรัง/ต่อมน้ำเหลืองโต, ตับ หรือม้ามโต
  • พัฒนาการทางสมอง/การเรียนรู้ช้าลง หรือพัฒนาการถดถอย เมื่อไม่ได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ
  • โรคติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น เชื้อราในช่องปาก วัณโรค ปอดบวมซ้ำ ๆ โดยเฉพาะในเด็กที่ยังไม่ได้เริ่ม ART หรือควบคุมไวรัสได้ไม่ดี

หมายเหตุ: เด็กที่มีประวัติมารดาติดเชื้อเอชไอวี หรือมีปัจจัยเสี่ยงใด ๆ ข้างต้น ควรได้รับการ ตรวจวินิจฉัยอย่างทันท่วงที และ เริ่ม ART เร็ว เพื่อกดปริมาณไวรัส ลดการป่วย/ตาย และช่วยให้การเติบโตพัฒนาการใกล้เคียงเด็กทั่วไปมากที่สุด

“ChatLove2test"
การรักษาเอชไอวีในเด็ก

การรักษาเอชไอวีในเด็ก

ยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy: ART) เป้าหมายเพื่อกดปริมาณไวรัสให้ตรวจไม่พบ (viral suppression) ฟื้นภูมิคุ้มกัน ลดการเจ็บป่วยและเสียชีวิต และลดการแพร่เชื้อในชุมชน

“PrEPLove2test"
  • ควรเริ่มทันทีเมื่อวินิจฉัย (treat-all, same-day/rapid start เมื่อทำได้) ไม่ต้องรอค่า CD4 เพราะการเริ่มยาเร็วที่สุดสัมพันธ์กับการรอดชีวิต และพัฒนาการที่ดีกว่าในทารก และเด็กเล็ก
  • สูตรยาที่แนะนำในเด็กส่วนใหญ่: แนวทางองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ สูตรที่มี dolutegravir (DTG) เป็นหลักสำหรับเด็กที่ หนัก ≥3 กก. และอายุ ≥4 สัปดาห์ โดยใช้เม็ดยากระจายได้ (pDTG 10 mg) ร่วมกับ NRTIs ตามน้ำหนัก/อายุ (เช่น ABC/3TC หรือ TDF/FTC ในเด็กโต) ทั้งนี้ให้แพทย์พิจารณาตามแนวทางประเทศ และความพร้อมของยา
  • ทารกแรกเกิดที่ยังไม่เข้าเกณฑ์ DTG: อาจใช้ทางเลือกอื่นตามแนวทาง (เช่น raltegravir แบบผง/น้ำ หรือสูตร non-DTG ชั่วคราว) ก่อนเปลี่ยนเป็นสูตร DTG เมื่อเข้าเกณฑ์ (แนวทางประเทศจะกำหนดรายละเอียดปฏิบัติ)

เคล็ดลับการดูแล: สูตร DTG-based ในเด็กมีข้อดีเรื่อง ออกฤทธิ์เร็ว ความทนต่อยาดี รูปแบบยากระจายได้กลืนง่าย จึงช่วยเรื่องการกินยาสม่ำเสมอได้มากในทางปฏิบัติ

การรักษา และป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาส

  • เด็กที่ติดเชื้อ หรือสัมผัสเชื้อ จำเป็นต้อง ป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาสด้วยโคไตรม็อกซาโซล (co-trimoxazole) ตามแนวทาง (โดยเฉพาะในทารกที่เกิดจากแม่มีเอชไอวีจนกว่าจะตัดความเสี่ยงติดเชื้อได้) เพื่อลดภาวะปอดอักเสบจากเชื้อฉวยโอกาส และการเสียชีวิต
  • คัดกรอง/ป้องกันวัณโรค (TB preventive therapy: TPT) ในรายที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือสัมผัสผู้ป่วยวัณโรค ตามแนวทางประเทศ/WHO
  • รักษา OI เฉพาะโรค (เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาต้านเชื้อรา ยาต้านไวรัส) ควบคู่กับการเริ่ม/คงการใช้ ART

การติดตามผลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยหลักจะมีการติดตาม viral load (VL) เพื่อยืนยันว่ากดไวรัสได้จริงและยาวนาน

  • แนวทาง WHO/UNAIDS แนะนำตรวจ VL ที่ 6 เดือนหลังเริ่ม ART จากนั้น ที่ 12 เดือน และ อย่างน้อยทุกปี ในรายที่คงที่; หากกดไม่ดีอาจต้องตรวจถี่ขึ้น และประเมินสาเหตุ (การกินยาไม่สม่ำเสมอ/ดื้อยา) ค่า CD4 ใช้ประกอบในบางบริบท แต่ VL คือ มาตรฐานทอง ในการประเมินการรักษา
  • โดยทั่วไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะ กดไวรัสได้ภายใน ~6 เดือน หากกินยาสม่ำเสมอ และสูตรยามีประสิทธิภาพ
  • นอกจาก VL/CD4 ให้ติดตาม การเจริญเติบโต พัฒนาการ โภชนาการ การทำงานของตับ/ไต ไขมันในเลือด รวมถึง วัคซีน ตามตารางสำหรับเด็กติดเชื้อ หรือสงสัยติดเชื้อ (ตารางวัคซีนของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กฯ อัปเดตทุกปี)

ความท้าทายสำคัญในการดูแลเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี

  • ด้านการแพทย์
    • การกินยาทุกวัน ต่อเนื่อง ตลอดชีวิต—ต้องออกแบบวิธีช่วยจำ/ช่วยกลืน และเลือกสูตร/รูปแบบยาที่สอดคล้องกับช่วงวัย
    • การเจาะเลือดติดตาม (VL/CD4/เคมีเลือด) ตามนัด เพื่อปรับแผนเมื่อจำเป็น
    • ผลข้างเคียง: คลื่นไส้ อาเจียน ผื่น ค่าตับ/ไตผิดปกติ ภาวะเลือดจาง หรืออาการจำเพาะของยาแต่ละชนิด (เช่น แพ้ ABC, นอนไม่หลับ/ปวดศีรษะจากยาบางกลุ่ม) ต้องเฝ้าระวัง และปรับการรักษาอย่างเหมาะสมตามแนวทาง OI/ARV เด็กล่าสุด
  • ด้านจิตใจ
    • เด็กเล็กอาจไม่เข้าใจเหตุผลของการกินยาเป็นประจำ—ผู้ดูแลต้อง อธิบายแบบเหมาะวัย และสร้างกิจวัตรที่ทำได้จริง
    • เมื่อโตขึ้น อาจเผชิญความรู้สึกแตกต่าง หรือความกังวลเรื่องอนาคต จำเป็นต้องมี การให้คำปรึกษา (counseling) และแผน เปิดเผยสถานะต่อเด็ก (age-appropriate disclosure) อย่างค่อยเป็นค่อยไป
  • ด้านสังคม
    • การตีตรา/เลือกปฏิบัติ ทำให้หลีกเลี่ยงการรักษา หรือขาดยาได้ง่าย ต้องทำงานร่วมกับโรงเรียน ชุมชน และหน่วยสังคมสงเคราะห์ เพราะการเข้าถึงการตรวจ/รักษาไม่ทัน และถูกตีตรา การสื่อสารสาธารณะอย่างถูกต้องช่วยให้ครอบครัวเข้ารับบริการเร็วขึ้น และเด็กมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
    • สิทธิ และการศึกษา เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี มีสิทธิในการศึกษา และใช้ชีวิตเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป โรงเรียนควรมีนโยบาย ไม่เลือกปฏิบัติ (anti-discrimination) คุ้มครองความลับทางการแพทย์ และสนับสนุนการมาพบแพทย์ตามนัด (เช่น อนุญาตลางาน/สอบชดเชย) ซึ่งเป็นหัวใจของการคงการรักษา
    • อุปสรรคทางเศรษฐกิจ อาจกระทบการเดินทางมาตรวจ และความต่อเนื่องของการรักษา—ควรเชื่อมต่อระบบสิทธิ/สวัสดิการ และโครงการสนับสนุน

บทบาทสำคัญของครอบครัว

  • ให้ความรัก/ความรู้สึกปลอดภัย: ลดความเครียด เพิ่มแรงจูงใจในการรักษา
  • กำกับการกินยา: ตั้งนาฬิกา/ตาราง กินเวลาคงที่ สร้างกิจวัตร (ก่อนนอน/หลังแปรงฟัน ฯลฯ) และแจ้งแพทย์เมื่อมีอาการไม่พึงประสงค์
  • ให้ความรู้ตามวัย: อธิบายโรค วิธีดูแลตนเอง การป้องกันการแพร่เชื้อด้วยภาษาที่เด็กเข้าใจ
  • ประสานงานกับทีมแพทย์: มาตรวจตามนัด เก็บผลเลือด ปรับสูตรยา และขอรับเอกสาร/แบบฟอร์มที่โรงเรียนจำเป็นต้องทราบ

การป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก (PMTCT)

  • ตรวจคัดกรองเอชไอวีในหญิงตั้งครรภ์ทุกราย และตรวจซ้ำในกลุ่มเสี่ยง
  • ให้ยาต้านไวรัส ART แก่หญิงตั้งครรภ์ที่มีเชื้อทันที และคุมไวรัสจนตรวจไม่พบ ตลอดการตั้งครรภ์–คลอด–หลังคลอด
  • ดูแลการคลอด และให้ยาป้องกันทารกหลังคลอด ตามแนวทางประเทศ
  • แนวทางการให้นมบุตร: หลายประเทศ/WHO สนับสนุนการให้นมแม่ภายใต้การคุมไวรัสที่ตรวจไม่พบ และการติดตามใกล้ชิด (ความเสี่ยงต่ำมากแต่ไม่เป็นศูนย์) ให้ยึดแนวทางท้องถิ่นร่วมกับการปรึกษาทีมดูแล
  • ประเทศไทยได้รับการรับรองกำจัดการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก ตั้งแต่ปี 2016 สะท้อนประสิทธิภาพของระบบคัดกรอง และการให้ยาต้านไวรัส ART ในหญิงตั้งครรภ์—มาตรการยังคงต้องดำเนินต่อเนื่องเพื่อคงความสำเร็จนี้

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์

เสี่ยง – ไม่เสี่ยงก็ต้องตรวจเอชไอวี

เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ และการสนับสนุนจากครอบครัว และสังคม เด็กเหล่านี้สามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ครอบครัวควรมีบทบาทสำคัญในการดูแล ให้ความรัก ความเข้าใจ และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พวกเขามีอนาคตที่สดใสไม่ต่างจากเด็กทั่วไป

เอกสารอ้างอิง

  • UNAIDS. (2024). Children and HIV. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.unaids.org/en/topic/children
  • World Health Organization (WHO). (2023). HIV in children and adolescents. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก:https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hiv-in-children-and-adolescents
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2023). HIV and Children. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.cdc.gov/hiv/group/age/children
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2566). สถานการณ์และการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในเด็ก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th
  • องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Médecins Sans Frontières). (2022). การดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีในเด็กและวัยรุ่น. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.msf.org/th

Similar Posts

  • |

    การใช้ยาเพร็พ (PrEP)

    ยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งหรือต้านการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้สูงสุดถึง 99% หากมีการใช้อย่างถูกวิธี Exposure prophylaxis เป็นยาที่ทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV เท่านั้น ไม่ได้รวมถึงโรคอื่น โดยก่อนการรับยาต้องมีการประเมินความเสี่ยงจากประวัติของคนไข้ว่าตรงตามเงื่อนไขการรับยาหรือไม่ ประกอบกับการตรวจเลือดตามมาตรฐานสากล(คนไข้ที่จะรับยาจะต้องมีผล HIV เป็นลบ) และยาในกลุ่มนี้ต้องพิจารณาจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น รู้จักยาเพร็พ (PrEP) ยา PrEP ย่อมาจาก pre-exposure prophylaxis หมายถึง การให้ยาต้านไวรัสเอชไอวีในผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ ก่อนมีการสัมผัสที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากการสัมผัสนั้น การใช้ยาเพร็พ (PrEP) รับประทานตรงเวลาทุกวันไปตลอดช่วงเวลาที่มีความเสี่ยง โดยต้องรับประทานก่อนมีความเสี่ยงอย่างน้อย 7 วัน และต้องรับประทานต่อหลังความเสี่ยงครั้งสุดท้ายอย่างน้อย 4 สัปดาห์ มีอีกวิธีคือรับประทานยา 2 เม็ด ก่อนมีความเสี่ยง 2-24ชั่วโมง, 1 เม็ดหลังความเสี่ยง 24 ชั่วโมงและอีก 1 เม็ดที่ 48 ชั่วโมงหลังมีความเสี่ยง ซึ่งวิธีนี้เรียกว่า on-demand PrEP แต่ปัจจุบันยังไม่จัดว่าเป็นวิธีมาตรฐานที่แนะนำให้ใช้โดยทั่วไป สาเหตุที่ต้องรับยาเพร็พ (PrEP)…

  • |

    การดื้อยาต้านไวรัสเอชไอวี ความท้าทายของการรักษาในระยะยาว

    แม้ว่ายาต้านไวรัสเอชไอวี (Antiretroviral Therapy: ART) จะเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลรักษาผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี และสามารถทำให้ระดับไวรัสในร่างกายลดลงจนตรวจไม่พบ แต่ความท้าทายสำคัญของการรักษาระยะยาว คือ การดื้อยา หรือ HIV Drug Resistance (HIVDR) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไวรัสไม่ตอบสนองต่อยาที่ใช้รักษา ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงความกังวลของแพทย์เท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสาธารณสุขโดยรวมอีกด้วย

  • |

    ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์

    ถึงแม้ว่าโรคเอดส์ และเชื้อเอชไอวี ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจะมีมานานมากแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังมีความรู้ความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวโรคเอดส์ และเชื้อเอชไอวี ทำให้ปัจจุบันต้องมีการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับโรคเอดส์ และเชื้อเอชไอวี หรือการเผยแพร่ความรู้ใหม่ ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง เอชไอวี คืออะไร เชื้อเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus) คือ ไวรัสที่จะเข้าไปกัดกินทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคเอดส์ คืออะไร เอดส์ (Acquired Immunodeficiency Syndrome – AIDS) คือ กลุ่มอาการของการติดเชื้อโรคแทรกซ้อนต่างๆ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่งกายถูกเชื้อเอชไอวีทำลายจนไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายเหล่านี้ได้ สาเหตุการติดเชื้อเอชไอวี สามารถติดเชื้อเอชไอวีโดยการสัมผัสกับเลือด น้ำอสุจิ ของเหลวจากช่องคลอด หรือแม้แต่น้ำนมแม่ สาเหตุการแพร่เชื้อส่วนใหญ่มาจากการมีเพศสัมพันธ์และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือส่งผ่านจากแม่สู่ลูกระหว่างการตั้งครรภ์ เรื่องที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์ และผู้ติดเชื้อ HIV ตัวอย่างเช่น เชื้อเอชไอวี กับโรคเอดส์เป็นคนละตัวกัน HIV คือ เชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง  ส่วนโรคเอดส์ คือ โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นหลังภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เชื้อเอชไอวีทำลาย โรคเอดส์ ยังมีโอกาสรอดชีวิต ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาโรคเอดส์ได้โดยตรง…

  • | |

    ไขข้อสงสัย Viral Load: ทำไมค่าปริมาณไวรัสถึงสำคัญต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี

    ในวงการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี คำว่า “Viral Load” หรือ “ค่าปริมาณไวรัส” ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่แพทย์ใช้ในการประเมินสถานะสุขภาพและประสิทธิภาพของการรักษา แล้วทำไมค่าปริมาณไวรัสถึงมีความสำคัญขนาดนั้น? ในบทความนี้เราจะมาไขข้อสงสัยกัน

  • | |

    STI คืออะไร?

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted infections; STI)  คือ การติดเชื้อจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ โดยผ่านการจูบ, การสัมผัสหรือถูอวัยวะเพศ, การมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก (การใช้ปากกับอวัยวะเพศ), การร่วมเพศ (องคชาตในช่องคลอด องคชาตในทวารหนัก), การใช้เซ็กซ์ทอย รวมถึง การติดเชื้อจากแม่ไปสู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด และหลังคลอด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุด เชื้อ HIV โรคหนองใน โรคหนองในเทียม โรคหูดหงอนไก่และเชื้อ HPV โรคเริม โรคซิฟิลิส โรคไวรัสตับอักเสบเอ โรคไวรัสตับอักเสบบี และโรคไวรัสตับอักเสบซี ใครเสี่ยงที่จะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ? การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย กับบุคคลเหล่านี้จะทำให้คุณมีแนวโน้มการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ได้มากขึ้น เช่น คู่นอนชั่วครั้งชั่วคราว, มีคู่นอนหลายคน หรือมีกิจกรรมทางเพศบ่อย ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยกับผู้ชายคนอื่น อายุน้อย ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศสัมพันธ์ เคยมีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในอดีต ดื่มสุรา  ใช้สารเสพติด เมื่อไหร่ที่ควรมาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์? มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย (ทั้งผ่านทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางหวารหนัก) มีอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่บริเวณอวัยวะเพศของคุณ ได้แก่ องคชาต, ลูกอัณฑะ,…

  • จะทำอย่างไร ถ้ามีเซ็กส์กับ คนติดเชื้อ HIV

    เรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติที่คนทุกคนจะมีได้ แต่จะทำอย่างไรหากคุณมีเพศสัมพันธ์กับ คนติดเชื้อ HIV เพราะคู่นอนที่เรารู้จักก็อาจจะไม่ได้ซื่อสัตย์กับเรา ไม่ได้บอกความจริงเกี่ยวกับสถานะเอชไอวีของตัวเอง หรือบางคู่เป็นคนที่มีความเสี่ยงบ่อยอยู่แล้ว ทำให้เราไม่แน่ใจว่า ได้พลั้งเผลอมีอะไรกับ คนติดเชื้อ HIV ไปหรือไม่ วันนี้ เรามีคำแนะนำหากคุณมีความเสี่ยงมาฝากกันครับ ทำอย่างไร ถ้าเผลอมีเซ็กส์กับ คนติดเชื้อ HIV หากรู้แน่แล้ว หรือสงสัยว่าคู่นอนเป็นคนที่มีเชื้อเอชไอวี คุณควรพิจารณาว่า ขณะที่มีเพศสัมพันธ์ได้ทำการป้องกันตัวเองด้วยถุงยางอนามัยหรือไม่ หรือก่อนหน้านี้คุณเองได้มีการรับประทานยาเพร็พ (PrEP) ที่เป็นยาต้านไวรัสเอชไอวีก่อนมีความเสี่ยงไว้ก่อนไหม เพราะปัจจัยเหล่านี้ มีผลต่อการวินิจฉัยของแพทย์ และช่วยลดเปอร์เซนต์ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อลงไปได้มาก แต่หากคุณไม่ได้มีการป้องกันตัวเองด้วยวิธีใดเลย คุณควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ รีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อขอรับบริการยาเป๊ป ยาเป๊ป (PEP) เป็นยาต้านฉุกเฉิน สำหรับคนที่มีความเสี่ยงต่อเอชไอวี ในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัยกับคนที่มีเชื้อเอชไอวีหรือถุงยางอนามัยแตกรั่วในระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ รวมไปถึง ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถูกข่มขืน หรือถูกอุบัติเหตุเข็มทิ่มตำในสถานพยาบาล หากเข้าข่ายดังที่กล่าวมานี้ ควรติดต่อสถานพยาบาลที่ให้บริการยาเป๊ป (PEP) โดยเร็ว ซึ่งการรับประทานยาเป๊ปจะใช้เวลาประมาณ 28 วัน หรือตามแพทย์สั่งจ่ายยาให้ โดยการทำงานของยาเป๊ป คือ…