ตรวจ HIV พร้อม STI ที่เดียวจบ คู่มือครบสำหรับการดูแลสุขภาพทางเพศในปี 2026
| | |

ตรวจ HIV พร้อม STI ที่เดียวจบ: คู่มือครบสำหรับการดูแลสุขภาพทางเพศในปี 2026

การ ตรวจ HIV พร้อม STI ในครั้งเดียวกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการดูแลสุขภาพทางเพศในปี 2026 เพราะโรคหลายชนิดไม่แสดงอาการ แต่ยังแพร่เชื้อได้ บทความนี้อธิบายว่า ตรวจ STI คืออะไร ตรวจอะไรบ้างในชุดครบวงจร ใครควรตรวจ บ่อยแค่ไหน และควรเตรียมตัวอย่างไร เพื่อให้คุณดูแลตัวเองได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

Table of Contents

ทำไมต้องตรวจ HIV พร้อม STI ไปพร้อมกัน?

Love2test

หลายคนคิดว่าการ ตรวจเอชไอวี อย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงคือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) มีหลายชนิด และหลายโรคไม่มีอาการเลยในระยะแรก ทำให้ผู้ติดเชื้อไม่รู้ตัวและแพร่เชื้อต่อโดยไม่ตั้งใจ

เหตุผลรายละเอียด
🔍 ลดโอกาสพลาดการวินิจฉัยSTI หลายชนิดไม่มีอาการ ตรวจเดียวอาจไม่ครอบคลุม
⏱️ ประหยัดเวลาตรวจครั้งเดียว รู้หลายโรค ไม่ต้องไปหลายที่
💊 วางแผนรักษาได้ทันทีรู้ผลครบ รักษาได้ตรงจุดในเวลาเดียวกัน
🛡️ ป้องกันการแพร่เชื้อรู้สถานะเร็ว ลดโอกาสส่งต่อเชื้อให้คู่นอน
🔗 STI เพิ่มความเสี่ยง HIVแผลหรือการอักเสบจาก STI ทำให้ติด HIV ได้ง่ายขึ้น

STI คืออะไร? รู้จัก 7 โรคหลักที่ควรตรวจ

STI (Sexually Transmitted Infections) คือโรคที่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก ช่องปาก และบางชนิดผ่านการสัมผัสทางผิวหนัง จุดสำคัญที่หลายคนไม่รู้คือ STI หลายชนิดสามารถ “อยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงอาการ” เป็นเวลานานนับปี

โรคสาเหตุมีอาการไหม?รักษาหายไหม?
หนองใน (Gonorrhea)แบคทีเรียบางคนไม่มีอาการ✅ ใช่ (ยาปฏิชีวนะ)
หนองในเทียม (Chlamydia)แบคทีเรียส่วนใหญ่ไม่มีอาการ✅ ใช่ (ยาปฏิชีวนะ)
ซิฟิลิส (Syphilis)แบคทีเรียอาการหายเองชั่วคราว✅ ใช่ (ยาปฏิชีวนะ)
เริม (Herpes HSV-2)ไวรัสบางคนไม่มีอาการ⚠️ ควบคุมได้ ไม่หายขาด
HPVไวรัสมักไม่มีอาการ⚠️ ร่างกายกำจัดเองได้บางสายพันธุ์
ไวรัสตับอักเสบ Bไวรัสมักไม่มีอาการในระยะแรก⚠️ มียาควบคุม + วัคซีนป้องกัน
ไวรัสตับอักเสบ Cไวรัสส่วนใหญ่ไม่มีอาการ✅ รักษาหายได้ด้วยยาปัจจุบัน

การตรวจ HIV พร้อม STI ครบชุด: ตรวจอะไรบ้าง?

เมื่อเลือกตรวจแบบ “ครบชุด HIV + STI” โดยทั่วไปจะครอบคลุมการตรวจดังนี้:

Love2test
การตรวจวิธีเก็บตัวอย่างระยะเวลารู้ผลหมายเหตุ
HIV (4th Gen)เลือด15 นาที – 1 วันWindow Period ~2–4 สัปดาห์
ซิฟิลิสเลือด15–30 นาทีพบร่วมกับ HIV บ่อยมาก
หนองใน / หนองในเทียมปัสสาวะ หรือ Swab1–3 วันตรวจได้หลายตำแหน่ง (คอ, ทวาร, อวัยวะเพศ)
ไวรัสตับอักเสบ Bเลือด1–3 วันมีวัคซีนป้องกัน แนะนำฉีดถ้ายังไม่มีภูมิ
ไวรัสตับอักเสบ Cเลือด1–3 วันรักษาหายได้ด้วยยาปัจจุบัน
HPV / เริมSwab / เลือด3–7 วันตรวจตามดุลยพินิจของแพทย์

ใครบ้างที่ควรตรวจ HIV และ STI?

การตรวจสุขภาพทางเพศไม่ใช่เรื่องสำหรับ “คนเสี่ยง” เท่านั้น แต่เป็นการดูแลตัวเองอย่างรับผิดชอบสำหรับทุกคนที่มีชีวิตทางเพศ อย่างไรก็ตาม กลุ่มต่อไปนี้ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ:

กลุ่มความถี่แนะนำเหตุผล
มีคู่นอนใหม่ทุกครั้งก่อน/หลังไม่ทราบสถานะของคู่
มีคู่นอนหลายคนทุก 3 เดือนความเสี่ยงสะสมจากหลายแหล่ง
ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยทุก 3–6 เดือนขาดการป้องกันพื้นฐาน
ผู้ใช้ PrEPทุก 3 เดือนกำหนดโดยโปรโตคอล PrEP
เพิ่งใช้ PEPหลังครบ PEP 28 วัน + 3 เดือนยืนยันผลหลังรักษา
MSM (ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย)ทุก 3 เดือนอุบัติการณ์ STI และ HIV สูงกว่าเฉลี่ย
คนทั่วไปที่มีชีวิตทางเพศอย่างน้อยปีละ 1–2 ครั้งตรวจสุขภาพประจำปี

ขั้นตอนการตรวจ HIV พร้อม STI: รู้ก่อน ไปสบายใจกว่า

ขั้นตอนการตรวจ HIV พร้อม STI รู้ก่อน ไปสบายใจกว่า

กระบวนการตรวจ HIV และ STI แบบครบชุดโดยทั่วไปมีขั้นตอนดังนี้:

“ChatLove2test"
  1. 📋 ลงทะเบียนและซักประวัติ — แจ้งพฤติกรรมเสี่ยงตามจริงเพื่อให้แพทย์เลือกการตรวจที่เหมาะสม
  2. 💬 ให้คำปรึกษาก่อนตรวจ (Pre-test Counseling) — อธิบายขั้นตอน Window Period และการตีความผล
  3. 🩸 เก็บตัวอย่าง — เลือด / ปัสสาวะ / Swab ตามชุดตรวจที่เลือก
  4. รอผล — บางการตรวจรู้ผลใน 15–30 นาที บางอย่างใช้ 1–3 วัน
  5. 💬 รับคำปรึกษาหลังตรวจ (Post-test Counseling) — ตีความผล แผนรักษา หรือคำแนะนำป้องกัน

การเตรียมตัวก่อนตรวจ

  • ไม่จำเป็นต้องงดอาหาร สำหรับการตรวจ HIV และ STI ส่วนใหญ่
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่ต้องเครียด
  • แจ้งประวัติตามจริง รวมถึงยาที่กินอยู่ (เช่น PrEP) เพราะส่งผลต่อการตีความผล
  • หลีกเลี่ยงปัสสาวะก่อนตรวจ 1–2 ชั่วโมง หากต้องตรวจหนองใน/หนองในเทียมจากปัสสาวะ

ราคาการตรวจ HIV และ STI ในประเทศไทย (2026)

ประเภทการตรวจราคาโดยประมาณหมายเหตุ
ตรวจ HIV อย่างเดียว300 – 1,000 บาทบางแห่งฟรีผ่านสิทธิ์บัตรทอง
ตรวจซิฟิลิส200 – 500 บาทราคาขึ้นกับวิธีตรวจ
ตรวจหนองใน/หนองในเทียม500 – 1,500 บาทราคาขึ้นกับจำนวนตำแหน่ง
ตรวจไวรัสตับอักเสบ B+C300 – 800 บาทบางแห่งรวมในแพ็กเกจ
แพ็กเกจ HIV + STI ครบชุด1,000 – 5,000 บาทถูกกว่าตรวจแยก มักรวม Counseling

💡 เคล็ดลับ: ผู้มีสิทธิ์บัตรทอง 30 บาท สามารถตรวจ HIV ฟรีที่โรงพยาบาลรัฐ และมีหลายองค์กรที่ให้บริการตรวจ STI ฟรีหรือราคาลดสำหรับกลุ่มเฉพาะ

ตรวจ HIV พร้อม STI ที่ไหนได้บ้าง?

สถานที่ข้อดีเหมาะกับ
โรงพยาบาลรัฐฟรี (บัตรทอง), น่าเชื่อถือผู้ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย
คลินิกนิรนามไม่เปิดเผยตัวตน, ราคาเหมาะสมผู้กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว
คลินิกเอกชน / คลินิกเฉพาะทางสะดวก เร็ว บริการครบผู้ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว
ศูนย์บริการ NGOมักฟรี มีคำปรึกษา LGBTQ+ friendlyชาว LGBTQ+ และกลุ่มเปราะบาง
Telehealth + Home Test Kitทำที่บ้านได้ ส่วนตัวมากผู้ไม่สะดวกไปสถานพยาบาล

ถ้าผลตรวจเป็นบวก ต้องทำอย่างไร?

ผลบวก HIV

อย่าตกใจ ปัจจุบัน HIV สามารถรักษาและควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยยาต้านไวรัส (ART) ที่กินวันละ 1 เม็ด ผู้ที่รักษาต่อเนื่องจนปริมาณไวรัสต่ำจนตรวจไม่พบ จะไม่สามารถแพร่เชื้อ HIV ผ่านเพศสัมพันธ์ได้ (U=U) และมีอายุขัยใกล้เคียงกับคนที่ไม่ติดเชื้อ

“PrEPLove2test"
  1. ตรวจยืนยันด้วย Lab Test ก่อน (ผล Rapid ต้องยืนยันเสมอ)
  2. พบแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพและเริ่มยา ART
  3. ติดตามผลตรวจสม่ำเสมอทุก 3–6 เดือน
  4. แจ้งคู่นอนเพื่อให้เข้ารับการตรวจ

ผลบวก STI

STI ส่วนใหญ่รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาต้านไวรัส หากตรวจพบเร็วและรักษาทันที มักไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาว สิ่งสำคัญคือแจ้งคู่นอนเพื่อรับการตรวจและรักษาพร้อมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

ลดความกลัวเกี่ยวกับการตรวจ: ข้อเท็จจริงที่ควรรู้

ความกลัวความจริง
😰 กลัวผลตรวจเป็นบวกรู้เร็ว รักษาได้เร็ว — ผลบวกไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการดูแล
💉 กลัวเข็มเจาะเลือดเจาะแค่ 1–2 หลอดเล็ก ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที มี Rapid Test แบบเจาะปลายนิ้วด้วย
👁️ กลัวคนรู้ผลตรวจเป็นความลับตามกฎหมาย คลินิกนิรนามและ Self-Test ตรวจแบบไม่เปิดเผยตัวตนได้
🕐 กลัวเสียเวลาแพ็กเกจครบชุดใช้เวลา 1–2 ชั่วโมง บางที่รู้ผลบางรายการภายใน 30 นาที

แนวทางป้องกัน HIV และ STI แบบครบวงจร

การตรวจเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพทางเพศ แต่การ ป้องกัน ยังคงสำคัญที่สุด:

  • 🛡️ ใช้ถุงยางอนามัยสม่ำเสมอ — ลดความเสี่ยง HIV และ STI ได้ครอบคลุมที่สุด
  • 💊 ใช้ PrEP — ลดความเสี่ยง HIV ได้มากกว่า 99% สำหรับผู้มีความเสี่ยงสูง
  • 🚨 ใช้ PEP ภายใน 72 ชั่วโมง — หากมีความเสี่ยงเกิดขึ้นแบบไม่ได้ตั้งใจ
  • 💬 สื่อสารกับคู่นอน — เรื่องสถานะสุขภาพและการป้องกัน
  • 💉 ฉีดวัคซีน HPV และ ตับอักเสบ B — ถ้ายังไม่ได้รับ
  • 📅 ตรวจสุขภาพทางเพศสม่ำเสมอ — ตามความถี่ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจ HIV และ STI (FAQ)

ตรวจ HIV กับ STI พร้อมกันได้เลยไหม หรือต้องตรวจแยกวัน?

ตรวจพร้อมกันได้เลย คลินิกที่ให้บริการ Sexual Health แบบครบวงจรจะเก็บตัวอย่างเลือดและ Swab ในวันเดียวกัน ผลบางอย่างรู้เร็วในวันเดียว บางอย่างต้องรอ 1–3 วัน

ตรวจ STI ต้องงดเพศสัมพันธ์ก่อนไหม?

สำหรับการตรวจหนองใน/หนองในเทียมจากปัสสาวะ แนะนำไม่ปัสสาวะอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมงก่อนตรวจ ส่วนการงดเพศสัมพันธ์ก่อนตรวจไม่ได้เป็นข้อกำหนดบังคับ แต่แพทย์อาจแนะนำตามสถานการณ์

ตรวจ STI แล้วผลลบ หมายความว่าไม่มีเชื้อ 100% ไหม?

ไม่ 100% เสมอไป เพราะ STI บางชนิดก็มี Window Period เช่นเดียวกับ HIV นอกจากนี้การตรวจอาจไม่ครอบคลุมทุกตำแหน่งที่ติดเชื้อ เช่น หากมีเพศสัมพันธ์ทางปากแต่ตรวจแค่ปัสสาวะ ควรแจ้งแพทย์ให้ครบถ้วน

ตรวจ HIV ฟรีได้ที่ไหน?

ตรวจ HIV ฟรีได้ที่โรงพยาบาลรัฐทุกแห่งภายใต้สิทธิ์บัตรทอง 30 บาท นอกจากนี้ยังมีคลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย และองค์กร NGO ด้านสุขภาพทางเพศที่ให้บริการฟรีหรือราคาย่อมเยา

สรุป: ตรวจ HIV พร้อม STI = การดูแลตัวเองที่รับผิดชอบที่สุด

การ ตรวจ HIV พร้อม STI ในครั้งเดียวกันไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือการลงทุนในสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุด เพราะโรคที่ไม่มีอาการ ตรวจพบเร็ว รักษาได้เร็ว ผลลัพธ์ดีกว่ามาก

  • 🔍 รู้สถานะเร็ว — เพราะหลายโรคไม่แสดงอาการ
  • 💊 รักษาได้ทัน — ก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน
  • 🛡️ ป้องกันคนที่คุณรัก — ลดโอกาสแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว
  • 😌 สบายใจ — รู้สถานะตัวเองคือการดูแลที่ดีที่สุด

อย่ารอให้มีอาการก่อนค่อยตรวจ เพราะเมื่อมีอาการบางโรคอาจลุกลามไปมากแล้ว ติดตามข้อมูลสุขภาพทางเพศและ HIV ที่อัปเดตล่าสุดได้ที่ hivthailand.com/


⚠️ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านสุขภาพทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้ กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางเพศเพื่อคำแนะนำเฉพาะบุคคล

Similar Posts

  • หนองใน แท้กับเทียม แยกอย่างไร

    หลายคนรู้จักโรค หนองใน กันอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีความเข้าใจผิด ระหว่างชนิดของหนองใน ว่าเป็นหนองในแท้ หรือหนองในเทียม เพราะทั้งสองชนิดนี้มีอาการและความคล้ายคลึงกันอย่างมาก แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ หนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างแน่แท้ โดยเฉพาะคนที่มีเซ็กส์แบบไม่สวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง นอกจากเชื้อไวรัสเอชไอวีที่มีความเสี่ยงสูงแล้ว โอกาสในการติดกามโรค เช่น หนองในแท้ หรือหนองในเทียมก็มีได้มากกว่าด้วย ประเภทของโรค หนองใน หนองในแท้ ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ เกิดจากการติดเชื้อ Neisseria Gonorrhoeae (ไนอีสซีเรีย โกโนเรีย) มักแสดงอาการหลังมีความเสี่ยงตั้งแต่ 2-10 วันขึ้นไป หนองในเทียม หรือ Non-Gonococal Urethritis เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ เพศชายจำนวน 30% และเพศหญิงถึง 70% มักไม่แสดงอาการของหนองในเทียมเลย หรือเรียกว่าอยู่ในสภาวะ “การติดเชื้อหนองในที่ไม่มีอาการ” ทำให้ไม่ได้รับการรักษา และยังแพร่เชื้อไปสู่คู่นอนได้ทันที กว่าจะเริ่มมีอาการมักผ่านระยะเวลาไป 2-16 สัปดาห์หลังมีความเสี่ยง อาการของ หนองใน อาการของหนองในแท้ เพศชาย เพศหญิง เพศหญิง การรักษา หนองใน…

  • | | |

    เป็นวัณโรคแล้วติดเชื้อเอชไอวีง่ายขึ้นจริงไหม?

    วัณโรค (Tuberculosis: TB) และเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus: HIV) เป็นโรคติดเชื้อที่ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทย

    คำถามที่พบบ่อย คือ

    ถ้าเป็นวัณโรคแล้ว จะติดเชื้อเอชไอวีได้ง่ายขึ้นจริงหรือไม่?

    คำตอบ คือ ไม่ใช่โดยตรง แต่มีความสัมพันธ์กันในเชิงระบบภูมิคุ้มกัน และพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งอาจทำให้ดูเหมือน ว่าการติดเชื้อเกิดขึ้นง่ายขึ้น

    เราจะอธิบายอย่างละเอียด ครอบคลุมทั้งกลไกทางการแพทย์ ความเข้าใจผิด และแนวทางป้องกัน

  • อาการเตือนหนองในเทียม สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

    หนองในเทียม เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ทั้งในเพศชาย และเพศหญิง อาการของโรคหนองในเทียมมักไม่แสดงออกในช่วงแรก ทำให้ผู้ติดเชื้อไม่ทราบว่าตนเองเป็นพาหะ และอาจแพร่เชื้อให้ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว หากไม่ได้รับการรักษา โรคนี้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น การอักเสบในอุ้งเชิงกรานในเพศหญิง และการอักเสบของอัณฑะในเพศชาย การตระหนักถึงอาการเตือน และสัญญาณอันตรายของโรคหนองในเทียมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกัน และรักษาโรคนี้ ซึ่งการมีความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ และวิธีการป้องกันโรคจะช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพของตนเอง และคู่นอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • วัยรุ่นในปัจจุบัน มีแนวโน้มติดเชื้อเอชไอวี เพิ่มมากขึ้น

    กรมอนามัย เตือนวัยรุ่นให้มีสติ รู้จักป้องกันการตั้งครรภ์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หลังพบวัยรุ่นมีแนวโน้มติดเชื้อเอชไอวีมากขึ้น พร้อมแนะวิธีปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์ เพื่อลดความเสี่ยง

  • เริม..โรคที่ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด

    เริม เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Herpes simplex virus (ไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ หรือ HSV) พบได้บ่อยบริเวณริมฝีปากและอวัยวะเพศ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ อาการของ เริม อาการของเริม จะเริ่มจากมีตุ่มน้ำใสขึ้นในบริเวณที่ติดเชื้อ หลังจากนั้นจะแตกออก แล้วเกิดเป็นแผล มีอาการปวดแสบปวดร้อนร่วมด้วย แผลจะค่อยๆ แห้ง ตกสะเก็ดและหายในระยะเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ในบางรายอาจจะมีอาการไข้  ปวดศีรษะ ปวดตามตัว หรือมีต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย ผู้ป่วยที่ติดเชื้อครั้งแรกจะค่อนข้างอาการหนักและรุนแรง ทำให้ต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าผู้ป่วยที่เคยเป็น และมีเชื้ออยู่แล้ว ซึ่งจะมีอาการที่เบาและรักษาได้เร็วกว่า เริม ติดต่อกันได้อย่างไร ? เริม สามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสเชื้อโดยตรง จากบริเวณบาดแผล จากน้ำในตุ่มพอง และน้ำลาย การมีเพศสัมพันธ์หรือกิจกรรมทางเพศ นอกจากนั้นการใช้ของอื่นๆ เช่น แก้วน้ำ ผ้าขนหนู ช้อนส้อม ร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นเริม ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน สาเหตุหลักที่ทำให้เริมกลับมาเป็นซ้ำ หากเคยติดเชื้อเริมมาแล้ว สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก สาเหตุหลักๆมาจากร่างกายอ่อนแอ…

  • เนื้องอกกัมม่า (Gummas) สัญญาณเงียบของโรคซิฟิลิสที่เรื้อรัง

    เนื้องอกกัมม่า เป็นหนึ่งในอาการที่พบในโรคซิฟิลิสระยะที่สาม (Tertiary Syphilis) ซึ่งเป็นระยะเรื้อรังของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum แม้ว่าโรคซิฟิลิสจะสามารถรักษาได้ง่ายในระยะเริ่มต้นด้วยยาปฏิชีวนะ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น โรคอาจลุกลามเข้าสู่ระยะที่สาม และกัมม่าคือหนึ่งในผลลัพธ์ที่น่ากังวลของกระบวนการดังกล่าว