แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 ให้วัยรุ่นที่โตมากับเอชไอวีย้ายจากคลินิกเด็กไปคลินิกผู้ใหญ่โดยดูความพร้อมของแต่ละคนมากกว่าอายุ และแบ่งเป็นสามขั้น คือเตรียมตัว ส่งต่อ และติดตามอย่างน้อย 1 ปี แต่นักวิจัยไทยเขียนว่าโดยทั่วไปการย้ายเกิดเมื่อถึงอายุที่โรงพยาบาลหรือสิทธิการรักษากำหนด ถ้ารู้ว่าสิทธิกำลังจะเปลี่ยน ให้บอกคลินิกที่ดูแลอยู่ล่วงหน้า และอย่าปล่อยให้ยาขาดระหว่างรอนัด
ย้ายจากคลินิกเด็กไปคลินิกผู้ใหญ่ แนวทางไทยวางขั้นตอนไว้อย่างไร
แนวทางการตรวจวินิจฉัย รักษา และป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 มีหัวข้อในภาคผนวกว่าด้วยการส่งต่อวัยรุ่นไปคลินิกผู้ใหญ่ และแบ่งงานเป็นสามขั้น
| ขั้น | สิ่งที่แนวทางแนะนำ |
|---|---|
| ก่อนส่งต่อ | เตรียมทีมทั้งคลินิกเด็กและคลินิกผู้ใหญ่ มีระบบส่งข้อมูลการรักษา ครอบครัว และการเปิดเผยผลเลือด มีแบบประเมินความพร้อม และประชุมร่วมกันระหว่างวัยรุ่น ครอบครัว กับทีมทั้งสอง |
| ช่วงส่งต่อ | เวลาที่เหมาะขึ้นกับความพร้อมของวัยรุ่นและความมั่นคงของชีวิตมากกว่าอายุ ทีมคลินิกเด็กประสานกับคลินิกผู้ใหญ่ และพาวัยรุ่นไปในครั้งแรก ๆ |
| หลังส่งต่อ | ติดตามอย่างน้อย 1 ปี ดูว่าปรับตัวได้หรือไม่ และมีอุปสรรคอะไร |
แนวทางแนะนำให้วัยรุ่นมีส่วนร่วมเลือกคลินิกผู้ใหญ่ที่ต้องการ และให้คลินิกผู้ใหญ่จัดบริการที่เป็นมิตรกับวัยรุ่นและยืดหยุ่น
ในทางปฏิบัติ งานวิจัยไทยพบว่าย้ายตอนไหนและไปที่ใด
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร AIDS Care ปี 2024 เก็บข้อมูลเยาวชนอายุ 18 ถึง 24 ปีที่มีเชื้อตั้งแต่เกิดและเริ่มยาต้านไวรัสในวัยเด็ก 811 คน จากคลินิกเด็กห้าแห่งทั่วประเทศ ช่วงปลายปี 2020 ถึงกลางปี 2021 ผู้วิจัยอธิบายว่าคลินิกที่ร่วมวิจัยมีทางเลือกให้สามทาง
- ส่งต่อไปโรงพยาบาลที่ดูแลผู้ใหญ่ตามสิทธิการรักษาของแต่ละคน
- ย้ายไปคลินิกผู้ใหญ่ในโรงพยาบาลเดียวกัน
- อยู่กับคลินิกเด็กต่อไปก่อน จนกว่าจะพิจารณาเรื่องย้ายอีกครั้ง
ในกลุ่มที่ยังมีชีวิตอยู่ 754 คน ร้อยละ 71 ย้ายออกจากคลินิกเด็กแล้ว อีกร้อยละ 29 ยังอยู่คลินิกเด็ก ส่วนงานวิจัยของโรงพยาบาลศิริราชซึ่งดูเยาวชน 101 คนที่ถูกส่งต่อช่วงปี 2011 ถึง 2017 พบว่าอายุกึ่งกลางตอนย้ายคือ 20 ปี เหตุผลของการย้ายคืออายุเกิน 18 ปี ร้อยละ 52.5 สิทธิการรักษาเปลี่ยน ร้อยละ 42.6 และย้ายที่อยู่หรือการเดินทาง ร้อยละ 4.9
งานวิจัยในวารสาร PLOS One ปี 2025 ซึ่งสัมภาษณ์เยาวชน 30 คนและผู้ดูแล 10 คนในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ พบว่าการย้ายส่วนใหญ่เกิดเกือบทันทีหลังสิทธิเปลี่ยน เช่น เมื่ออายุเกินเกณฑ์ หรือเมื่อเริ่มทำงานและได้สิทธิประกันสังคม หลายคนรู้ตัวก่อนย้ายไม่นาน และไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหนในที่ใหม่ ผู้วิจัยเขียนว่าผู้ที่ย้ายแล้วส่วนใหญ่เล่าว่าเจออุปสรรคและต่อมาก็ไปต่อได้ งานนี้เป็นงานขนาดเล็ก และผู้วิจัยระบุว่าคนที่ยอมเข้าร่วมอาจมีประสบการณ์ดีกว่าคนที่ไม่เข้าร่วม
ตัวเลขช่วงเปลี่ยนผ่านบอกอะไรเกี่ยวกับระบบ
งานวิจัยของศิริราชติดตามเยาวชน 101 คนนี้หลังย้าย ร้อยละ 92.1 ยังอยู่ในการรักษาเมื่อครบ 1 ปี และร้อยละ 87.1 เมื่อครบ 2 ปี ส่วนผู้ที่กดไวรัสได้ คือตรวจไม่พบไวรัสในเลือด มีร้อยละ 69.3 ก่อนย้าย และร้อยละ 76.7 ของผู้ที่มีผลตรวจเมื่อครบ 2 ปี ผู้วิจัยสรุปว่าการคงอยู่ในการรักษาลดลงและยังไม่ถึงเป้าหมายของโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ ส่วนอัตรากดไวรัสต่ำมาตั้งแต่ก่อนย้ายและไม่เปลี่ยนมากหลังย้าย ข้อมูลนี้มาจากโรงพยาบาลแห่งเดียว
ในงานวิจัย 811 คน กลุ่มที่ยังมีชีวิตอยู่ 754 คนมีร้อยละ 78 ที่ปริมาณไวรัสต่ำกว่า 200 ก๊อปปี้ต่อมิลลิลิตร ส่วนร้อยละ 7 ของทั้ง 811 คนเสียชีวิตหลังอายุ 18 ปี เมื่อปรับปัจจัยอื่นแล้ว ผู้วิจัยไม่พบความต่างของโอกาสเสียชีวิตระหว่างผู้ที่ตามนัดครั้งล่าสุดที่คลินิกเด็กกับคลินิกผู้ใหญ่ ผู้วิจัยเขียนว่าระบบสุขภาพไทยยังไม่มีบริการเฉพาะสำหรับวัยรุ่น และไม่มีระบบติดตามผลของคนกลุ่มนี้หลังออกจากคลินิกเด็ก
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าเยาวชนทำผิดอะไร ผู้วิจัยของงาน 811 คนสรุปว่าต้องมีระบบที่ประคองเยาวชนช่วงเปลี่ยนผ่านสู่วัยผู้ใหญ่ให้ดีกว่านี้
ผู้เชี่ยวชาญไทยเห็นตรงกันว่าอะไรสำคัญมาก
งานวิจัยที่เผยแพร่ปี 2026 ในวารสาร JANAC ถามความเห็นผู้ทำงานด้านนี้ในไทยสองรอบ รอบแรกมีผู้ตอบ 55 คน ข้อที่ได้คะแนนระดับสำคัญมากมี 13 ข้อ รวมเรื่องเหล่านี้
- คลินิกเด็กวางแผนแต่เนิ่น ๆ และประเมินความพร้อมเป็นรายคน
- คลินิกเด็กกับคลินิกผู้ใหญ่ส่งข้อมูลถึงกัน
- เยาวชนรู้ว่าตัวเองใช้สิทธิการรักษาอะไร และระบบสุขภาพทำงานอย่างไร
- คลินิกผู้ใหญ่บันทึกข้อมูลเข้าระบบข้อมูลเอดส์แห่งชาติ (NAP) ให้ทันเวลา เพื่อให้ติดตามได้
- บริการที่เข้าใจวัยรุ่น ไม่ตีตราและไม่เลือกปฏิบัติ
- ติดตามหลังย้ายและยังติดต่อกับคลินิกเด็กได้ เพื่อไม่ให้รู้สึกถูกทิ้ง
ในงานวิจัย PLOS One เยาวชนที่ร่วมสนทนากลุ่มบอกว่าอยากรู้ล่วงหน้า อยากให้มีคนพาไปคลินิกใหม่โดยยังติดต่อคลินิกเดิมได้ และอยากอยู่คลินิกเด็กต่อจนมั่นใจขึ้น ภาพรวมของระบบที่ช่วยไม่ให้คนหลุดการรักษาอ่านต่อได้ที่ ระบบดูแล HIV ที่ไม่ทำให้คนหลุดการรักษา: จากสิทธิยาไปถึงนัดติดตาม
ครอบครัวและวัยรุ่นควรถามอะไรก่อนถึงวันย้าย
- คลินิกใช้อะไรตัดสินว่าถึงเวลาย้าย และจะบอกล่วงหน้านานแค่ไหน
- ถ้าเริ่มทำงานแล้วสิทธิการรักษาเปลี่ยน จะต้องไปรับยาที่ไหน
- คลินิกผู้ใหญ่ที่เลือกได้มีที่ใดบ้าง
- ครั้งแรกจะมีใครจากคลินิกเดิมไปด้วยไหม และประวัติการรักษาจะถูกส่งไปอย่างไร
- ยาที่มีอยู่จะพอถึงวันนัดแรกที่คลินิกใหม่หรือไม่
- หลังย้ายแล้ว ถ้ามีปัญหา ติดต่อใครที่คลินิกเดิมได้
ตัวอย่างโครงการเตรียมตัวในไทยคือ Happy Teen 2 ของโรงพยาบาลสองแห่งในกรุงเทพฯ งานวิจัยรายงานว่าคะแนนความรู้ของเยาวชนที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้น งานนี้ไม่ได้วัดผลการรักษาหลังย้าย เรื่องการดูแลตั้งแต่วัยเด็กอ่านได้ที่ เมื่อเด็กติดเชื้อเอชไอวี ความท้าทาย และการดูแลที่ครอบครัวควรรู้ ส่วนหลักการรักษาทั่วไปอยู่ที่หน้า การรักษา HIV: เริ่มเร็ว สุขภาพดี และก้าวสู่ U=U

คำถามที่พบบ่อย
ต้องย้ายตอนอายุเท่าไร
แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 ไม่ได้กำหนดอายุ แต่ให้ดูความพร้อมของแต่ละคนมากกว่าอายุ ในทางปฏิบัติ นักวิจัยของศิริราชเขียนว่าอายุและขั้นตอนของการย้ายต่างกันไปในแต่ละที่ วันย้ายของตัวเองให้ถามทีมที่ดูแล
ยังไม่พร้อม ขออยู่คลินิกเด็กต่อได้ไหม
คลินิกที่ร่วมงานวิจัยมีทางเลือกให้อยู่ต่อจนกว่าจะพิจารณาใหม่ แต่ขึ้นกับนโยบายของแต่ละโรงพยาบาลและสิทธิการรักษา จึงควรคุยกับทีมที่ดูแล
เริ่มทำงานและได้สิทธิประกันสังคม ต้องทำอย่างไร
งานวิจัยที่สัมภาษณ์เยาวชน 30 คนพบว่าการย้ายส่วนใหญ่เกิดเกือบทันทีหลังสิทธิเปลี่ยน จึงควรบอกคลินิกตั้งแต่รู้ว่าจะเริ่มงาน เพื่อให้ทีมวางแผนส่งต่อได้ทันก่อนยาหมด
ย้ายแล้วเข้ากับคลินิกใหม่ไม่ได้ กลับมาคลินิกเดิมได้ไหม
งานวิจัยที่สัมภาษณ์เยาวชนเล่าว่ามีบางคนกลับไปคลินิกเด็ก และผู้วิจัยของงาน 811 คนเสนอว่าโรงพยาบาลอาจเปิดทางให้คลินิกผู้ใหญ่ส่งกลับได้เมื่อการย้ายไม่ราบรื่น ถ้าเข้ากับที่ใหม่ไม่ได้ อย่าหยุดไปรับยา ให้ติดต่อคลินิกเดิมหรือคลินิกใหม่
ผู้ปกครองยังมีบทบาทอะไรหลังลูกโตแล้ว
แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 แนะนำให้ครอบครัวร่วมประชุมกับวัยรุ่นและทีมทั้งสองคลินิกในขั้นเตรียมตัว ส่วนผู้เชี่ยวชาญในงานวิจัยปี 2026 เห็นตรงกันว่าควรให้ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลร่วมในการเตรียมตัว
สรุป
- แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 ให้ดูความพร้อมมากกว่าอายุ มีสามขั้น คือเตรียม ส่งต่อ และติดตามอย่างน้อย 1 ปี
- นักวิจัยไทยเขียนว่าโดยทั่วไปการย้ายเกิดเมื่อถึงอายุที่โรงพยาบาลหรือสิทธิการรักษากำหนด
- งานวิจัยที่ศิริราชซึ่งติดตาม 101 คนพบว่าหลังย้ายสองปี ร้อยละ 87.1 ยังอยู่ในการรักษา ผู้วิจัยสรุปว่ายังไม่ถึงเป้าหมาย
- ถามคลินิกเรื่องกำหนดย้าย สิทธิ และคนที่ติดต่อได้ ตั้งแต่เนิ่น ๆ
ถ้ากำลังจะเปลี่ยนสิทธิการรักษาหรือย้ายที่อยู่ ให้บอกคลินิกที่ดูแลอยู่ก่อนถึงวันนั้น และอย่าปล่อยให้ยาขาด
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการตรวจวินิจฉัย รักษา และป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 กรมควบคุมโรค
- งานวิจัยเยาวชนไทยที่มีเชื้อตั้งแต่เกิด 811 คน ในวารสาร AIDS Care ปี 2024
- ผลลัพธ์หลังย้ายคลินิกของเยาวชนที่โรงพยาบาลศิริราช ในวารสาร JIAPAC ปี 2022
- ประสบการณ์การย้ายคลินิกของเยาวชนไทย ในวารสาร PLOS One ปี 2025
- ฉันทามติผู้เชี่ยวชาญไทยเรื่องการส่งต่อเยาวชน ในวารสาร JANAC ปี 2026
- โครงการ Happy Teen ในวารสาร Journal of the International AIDS Society ปี 2017
