เป้าหมายลดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ปี 2573 ขององค์การอนามัยโลก คือลดผู้ป่วยซิฟิลิสและหนองในรายใหม่ อายุ 15–49 ปี ลงร้อยละ 90 จากปีฐาน 2563 ส่วนตัวเลขไทยที่ตรวจสอบได้จากเอกสารทางการยังสวนทาง คืออัตราป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (sexually transmitted infections หรือ STI) ในภาพรวมของประเทศ เพิ่มจาก 28.8 เป็น 31.7 ต่อแสนประชากร ระหว่างปี 2560 ถึง 2565 (ข้อมูล 28 ก.ย. 2569)
เป้าหมายลดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ปี 2573 ขององค์การอนามัยโลก ตั้งตัวเลขไว้เท่าไร
ตัวเลขชุดนี้อยู่ในยุทธศาสตร์ภาคสุขภาพระดับโลกว่าด้วยเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ค.ศ. 2022–2030 ตารางที่ 6.1 หน้า 76 ใช้ข้อมูลสิ้นปี 2563 เป็นปีฐาน เชิงอรรถระบุว่าเป้าปี 2573 คือลดซิฟิลิสและหนองในลงร้อยละ 90 และลดคลามิเดียกับพยาธิช่องคลอดลงร้อยละ 50
ข้อที่ต้องอ่านคู่กันเสมอ คือเชิงอรรถหน้า 27 ของเอกสารฉบับเดียวกัน ซึ่งกำกับตารางที่ 3.1 (หน้า 26-27) ไม่ใช่ตารางที่ 6.1 โดยเขียนว่าเป้าหมายในตารางนั้นเป็นเป้าหมายระดับโลก และประเทศสมาชิกควรปรับให้เข้ากับบริบทของตนเองเมื่อตั้งเป้าระดับประเทศ ตัวเลขซิฟิลิส หนองใน และซิฟิลิสแต่กำเนิดอยู่ในทั้งสองตาราง เชิงอรรถนี้จึงคลุมสามแถวนั้น ส่วนแถวความครอบคลุมและหมุดหมายของตารางที่ 6.1 ไม่มีเชิงอรรถทำนองนี้กำกับไว้
| ตัวชี้วัด | ปีฐาน 2563 | เป้าปี 2568 | เป้าปี 2573 |
|---|---|---|---|
| รายใหม่ของสี่โรคที่รักษาหายได้ ต่อปี | 374 ล้านราย | น้อยกว่า 300 ล้านราย | น้อยกว่า 150 ล้านราย |
| ซิฟิลิสรายใหม่ ต่อปี | 7.1 ล้านราย | 5.7 ล้านราย | 0.71 ล้านราย |
| หนองในรายใหม่ ต่อปี | 82.3 ล้านราย | 65.8 ล้านราย | 8.23 ล้านราย |
| ซิฟิลิสแต่กำเนิด ต่อการเกิดมีชีพ 100,000 ราย ต่อปี | 425 | น้อยกว่า 200 | น้อยกว่า 50 |
สามแถวแรกนับเฉพาะอายุ 15–49 ปี สี่โรคที่รักษาหายได้คือซิฟิลิส หนองใน คลามิเดีย พยาธิช่องคลอด
ตัวเลขของไทยระหว่างปี 2560 ถึง 2565 เดินไปทางไหน
แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ของกรมควบคุมโรค เขียนไว้ในหน้า 3 ว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา โรคกลุ่มนี้ในภาพรวมของประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากอัตราป่วย 28.8 ต่อแสนประชากรในปี 2560 เป็น 31.7 ในปี 2565 โรคที่พบมากที่สุดเรียงตามลำดับคือ ซิฟิลิส หนองใน และหนองในเทียม หน้าเดียวกันระบุว่ากลุ่มเยาวชนอายุ 15–24 ปี ป่วยมากที่สุด
ตัวเลขสองชุดนี้เทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ เพราะตัวเลขโลกเป็นจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ที่ประมาณการเฉพาะอายุ 15–49 ปี ส่วนตัวเลขไทยเป็นอัตราป่วยต่อแสนประชากรจากระบบเฝ้าระวัง ซึ่งนับเฉพาะรายที่เข้าสู่ระบบบริการและถูกรายงาน ตัวเลขที่ขยับขึ้นจึงอาจมาจากโรคเพิ่มขึ้นจริง หรือจากการตรวจและการรายงานที่ดีขึ้น หรือทั้งสองอย่าง ปีล่าสุดที่ยืนยันได้จากแนวทางฯ ฉบับนี้คือ 2565 ส่วนลิงก์ฐานข้อมูลที่เอกสารอ้างไว้ท้ายบทที่ 1 เปิดไม่ได้เมื่อทดสอบวันที่ 28 ก.ย. 2569 บทความนี้จึงไม่ระบุตัวเลขหลังปี 2565
เอกสารของไทยเขียนตรงกับตัวชี้วัดข้อไหนไปแล้ว
หมุดหมายข้อหนึ่งในหน้า 77 คือสัดส่วนประเทศที่มีแนวทางดูแลรักษา STI ระดับชาติซึ่งปรับปรุงภายในสามปีที่ผ่านมา จากปีฐานร้อยละ 62 เป็นมากกว่าร้อยละ 90 ในปี 2573 ข้อนี้ไทยขยับแล้ว แนวทางฯ หน้า 5 เขียนว่าเอกสารชุดนี้จัดทำครั้งแรก พ.ศ. 2531 ปรับปรุงครั้งสุดท้าย พ.ศ. 2558 ก่อนมาเป็นฉบับ พ.ศ. 2567
หน้า 12 ยกข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลกว่า ผู้ที่มาด้วยอาการท่อปัสสาวะอักเสบ อาการระดูขาว และอาการอักเสบของทวารหนัก ควรได้รับการซักประวัติประเมินความเสี่ยงทางเพศ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการตามศักยภาพของสถานพยาบาล และควรได้รับการรักษาภายในวันที่มาตรวจ ข้อแนะนำนี้อยู่ในบทที่ว่าด้วยการดูแลผู้ที่มาด้วยอาการ ไม่ใช่ข้อแนะนำสำหรับการตรวจคัดกรองคนที่ยังไม่มีอาการ
ด้านที่เชื่อมกับเป้าหมายซิฟิลิสแต่กำเนิดคืองานฝากครรภ์ แนวทางการตรวจวินิจฉัยและตรวจติดตามการรักษาเอชไอวี ซิฟิลิส ตับอักเสบ บี ซี ปี 2568 หน้า 135 ระบุว่าการตรวจหาแอนติบอดีต่อซิฟิลิสใช้คัดกรองหญิงตั้งครรภ์เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ทารก อันทำให้เกิดซิฟิลิสแต่กำเนิด ซึ่งเอกสารระบุว่าเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย
ตัวชี้วัดข้อไหนที่ยังตามต่อไม่ได้
ตารางที่ 6.1 หน้า 76 มีช่องปีฐานที่เขียนว่าไม่มีข้อมูลหลายแถว ได้แก่ สัดส่วนประชากรกลุ่มสำคัญที่ได้รับการตรวจคัดกรองซิฟิลิสและสัดส่วนที่ได้รับการรักษาเมื่อผลเป็นบวก กับชุดเดียวกันของหนองใน ตั้งเป้าปี 2573 ที่มากกว่าร้อยละ 90 และ 95 ตามลำดับ เชิงอรรถระบุว่าประชากรกลุ่มสำคัญนี้แต่ละประเทศนิยามเอง และสำหรับการตรวจคัดกรอง ให้รวมชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย พนักงานบริการ และผู้มีเชื้อเอชไอวี
หมุดหมายด้านระบบเฝ้าระวังในหน้า 77 ก็เขียนปีฐานว่าไม่มีข้อมูล แล้วตั้งเป้าให้มากกว่าร้อยละ 90 ของประเทศมีระบบเฝ้าระวังเข้มแข็งในปี 2573 ส่วนสัดส่วนประเทศที่รายงานเชื้อหนองในดื้อยาเข้าโครงการเฝ้าระวังระดับโลก (Gonococcal Antimicrobial Surveillance Programme หรือ GASP) อยู่ที่ร้อยละ 36 ตั้งเป้ามากกว่าร้อยละ 70 องค์การอนามัยโลกระบุว่าการดื้อยาเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อการลดภาระโรคหนองในทั่วโลก อ่านต่อที่บทความ วิกฤตการดื้อยาของหนองใน เมื่อยาปฏิชีวนะเดิมเริ่มเอาไม่อยู่
การค้นรอบนี้ยังไม่พบเอกสารทางการของไทยที่ประกาศเป้าหมายเป็นตัวเลขรายโรคแบบเดียวกับตารางนี้ จึงยังบอกไม่ได้ว่าไทยรับตัวเลขชุดไหนมาเป็นเป้าของตัวเอง นี่คือช่องว่างของข้อมูล ไม่ใช่ข้อสรุปว่าไทยไม่ทำงานด้านนี้
คนทั่วไปมีส่วนกับเป้าหมายนี้ได้อย่างไร
จุดที่ขยับได้จริงคือการตรวจ เอกสารข้อเท็จจริงขององค์การอนามัยโลกระบุว่าทั่วโลกมีการติดโรคกลุ่มที่รักษาหายได้มากกว่าวันละ 1 ล้านราย ในคนอายุ 15–49 ปี และส่วนใหญ่ไม่มีอาการ เอกสารเดียวกันเขียนว่าการตรวจคัดกรองผู้ไม่มีอาการเป็นข้อแนะนำสำหรับประชากรและบริบทที่ถูกเลือกไว้เป็นลำดับความสำคัญ และยกตัวอย่างผู้มีโอกาสติดเชื้อสูงกว่า เช่น พนักงานบริการ ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย วัยรุ่นในบางพื้นที่ที่มีภาระโรคสูง และหญิงตั้งครรภ์ ถ้าไม่แน่ใจว่าควรตรวจอะไร ดูที่บทความ ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อสุขภาพเพศที่ปลอดภัย
- ถุงยางอนามัย เอกสารข้อเท็จจริงระบุว่าเมื่อใช้อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ เป็นหนึ่งในวิธีป้องกันที่ได้ผลมากที่สุด แต่บอกด้วยว่าแม้ได้ผลสูง ก็ไม่ได้ป้องกันโรคที่ทำให้เกิดแผลนอกบริเวณที่ถุงยางคลุม เช่น ซิฟิลิสหรือเริมที่อวัยวะเพศ
- พาคู่ไปตรวจและรักษาด้วย เอกสารเดียวกันระบุว่าการรักษาคู่นอนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการดูแล เพื่อตัดการแพร่เชื้อและป้องกันการติดซ้ำ
- มีอาการแล้วอย่ารอ แนวทางฯ ไทยเขียนว่าผู้มาด้วยอาการควรได้รับการรักษาภายในวันที่มาตรวจ
บทความนี้ไม่ระบุขนาดยา เพราะการเลือกยาขึ้นกับชนิดเชื้อและประวัติของแต่ละคน
คำถามที่พบบ่อย
ไทยต้องทำตามตัวเลขชุดนี้หรือเปล่า
ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ เชิงอรรถหน้า 27 ซึ่งกำกับตารางที่ 3.1 ระบุว่าตัวเลขในตารางนั้นเป็นเป้าหมายระดับโลก และประเทศสมาชิกควรปรับให้เข้ากับบริบทของตนเองเมื่อตั้งเป้าระดับประเทศ ส่วนตารางที่ 6.1 ไม่มีเชิงอรรถนี้ และการค้นรอบนี้ยังไม่พบเอกสารทางการของไทยที่ประกาศตัวเลขเป้าหมายรายโรคแบบเดียวกัน
อัตราป่วย 31.7 ต่อแสนประชากร แปลว่าอะไร
แปลว่าในประชากรทุก 100,000 คน มีผู้ป่วยที่ถูกรายงานเข้าระบบเฝ้าระวัง 31.7 รายในปีนั้น นับเฉพาะรายที่เข้าสู่ระบบบริการ จึงไม่เท่ากับจำนวนคนที่ติดเชื้อจริงทั้งหมด
องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใครตรวจแม้ยังไม่มีอาการ
องค์การอนามัยโลกระบุว่าโรคกลุ่มที่รักษาหายได้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ และแนะนำให้ตรวจคัดกรองผู้ไม่มีอาการในประชากรและบริบทที่ถูกเลือกไว้เป็นลำดับความสำคัญ ไม่ใช่ทุกคนทุกกรณี ทางที่ตรงที่สุดคือเล่าประวัติตามจริงให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมิน
สรุป
เป้าหมายระดับโลกวางไว้ชัดเป็นตัวเลข ทั้งลดซิฟิลิสและหนองในลงร้อยละ 90 และกดซิฟิลิสแต่กำเนิดให้ต่ำกว่า 50 ต่อการเกิดมีชีพแสนราย ภายในปี 2573 ขณะที่ข้อมูลเฝ้าระวังของไทยยังเป็นขาขึ้น และตัวชี้วัดความครอบคลุมหลายข้อยังไม่มีข้อมูลให้ตรวจสอบ ทบทวนพื้นฐานได้ที่หน้า STI: รู้ทัน ตรวจเป็น และรักษาได้ ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
สิ่งที่ทำได้วันนี้คือตรวจตามที่บุคลากรทางการแพทย์แนะนำ ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ และถ้ามีอาการหรือไม่สบายใจ ให้เข้าไปคุยกับบริการสุขภาพทางเพศได้เลย การไปตรวจไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการดูแลตัวเองและคู่
แหล่งอ้างอิง
- องค์การอนามัยโลก: ยุทธศาสตร์ภาคสุขภาพระดับโลก ค.ศ. 2022–2030 (ตาราง 6.1 หน้า 76–77 · เชิงอรรถหน้า 27)
- องค์การอนามัยโลก: เอกสารข้อเท็จจริงเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- กรมควบคุมโรค: แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 (หน้า 3, 5, 12)
- แนวทางการตรวจวินิจฉัยและตรวจติดตามการรักษาเอชไอวี ซิฟิลิส ตับอักเสบ บี ซี ปี 2568 (หน้า 135)

