ถ้าวัดด้วยตัวเลขที่กรมควบคุมโรคเผยแพร่ ไทยทำ เป้า 95-95-95 ได้แล้วสองขั้นจากสามขั้น ขั้นที่ยังไม่ถึงคือขั้นกลาง ซึ่งวัดว่าคนที่รู้ว่าตัวเองมีเชื้อได้รับยาต้านไวรัสมากน้อยเพียงใด หน้า “เป้าหมาย 95-95-95” ของ HIV INFO HUB กรมควบคุมโรค แสดงผลปี 2567 ไว้ที่ 95% 92% และ 98% ตามลำดับ

เป้า 95-95-95 คืออะไร และแต่ละขั้นคิดจากฐานอะไร

เป็นตัวชี้วัดสามขั้นที่ต่อกันเป็นลูกโซ่ หน้าเป้าหมายของ HIV INFO HUB เขียนความหมายของสามขั้นไว้ว่า รู้สถานะของตนเอง ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส และกดไวรัสได้สำเร็จ ตามลำดับ โดยฐานของแต่ละขั้นต่างกัน ดังที่ตารางด้านล่างแยกไว้

จุดที่มักเข้าใจคลาดเคลื่อนคือฐานของการคิด แต่ละขั้นไม่ได้คิดจากประชากรทั้งประเทศ แต่คิดต่อจากขั้นก่อนหน้า ตัวเลขของไทยจึงไล่กันเป็นขั้นบันไดจาก 540,158 คน มาเป็น 495,813 คน และเหลือ 487,078 คน

ฝั่งต้นทางของเกณฑ์ องค์การอนามัยโลกเรียกชุดนี้ว่าเป้าหมาย 95-95-95 ส่วน UNAIDS ระบุว่าชุดเป้าหมายระดับโลกด้านเอชไอวีที่รัฐสมาชิกสหประชาชาติให้คำมั่นไว้ในปี 2021 กำหนดให้บรรลุภายในปี 2025 และขณะนี้มีการเสนอเป้าหมายชุดใหม่สำหรับปี 2030 คือ ลดการติดเชื้อรายใหม่ลง 90% และลดการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเอดส์ลง 90% เทียบกับปี 2010 พร้อมสร้างความยั่งยืนของงานด้านเอชไอวี โดยหน้าเว็บที่เปิดอ่านเมื่อ 27 กันยายน 2569 ยังเขียนว่าชุดใหม่นี้จะถูกเสนอให้รับรองในการประชุมระดับสูงของสหประชาชาติปี 2026

ตัวเลขล่าสุดของไทยอยู่ที่เท่าไร

ขั้น วัดอะไร เป้า ไทย ปี 2567 จำนวน
1 ผู้มีเชื้อเอชไอวีที่ยังมีชีวิตอยู่ และรู้สถานะของตนเอง 95% 95% 540,158 คน
2 ผู้ที่รู้สถานะแล้ว และได้รับยาต้านไวรัส 95% 92% 495,813 คน
3 ผู้ที่ได้รับยาต้านไวรัส และกดไวรัสได้สำเร็จ 95% 98% 487,078 คน

หน้าดังกล่าวระบุที่มาว่ามาจากรายงานความก้าวหน้าของประเทศไทยในการยุติปัญหาเอดส์ และแสดงค่าเป็นเปอร์เซ็นต์จำนวนเต็ม

เพื่อให้เห็นบริบท องค์การอนามัยโลกรายงานภาพระดับโลกของปี 2025 ว่า ผู้มีเชื้อเอชไอวี 88% รู้สถานะของตนเอง ในกลุ่มที่รู้สถานะมี 89% ได้รับยาต้านไวรัส และในกลุ่มที่ได้รับยามี 95% ที่กดไวรัสได้ ซึ่งองค์การอนามัยโลกเขียนว่าใกล้เคียงเป้า 95-95-95 สองชุดนี้เป็นของปีต่างกันและมาจากแหล่งต่างกัน จึงเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ แต่พอเห็นได้ว่าภาพระดับโลกยังค้างที่สองขั้นแรก ส่วนไทยค้างที่ขั้นกลางขั้นเดียว

Quicky

ช่องว่างใหญ่ที่สุดอยู่ที่ขั้นกลาง

เทียบสองตัวเลขแรกในตาราง ปีเดียวกันมีผู้รู้สถานะของตนเอง 540,158 คน ขณะที่ผู้ได้รับยาต้านไวรัสอยู่ที่ 495,813 คน ส่วนต่างราว 44,000 คนคือคนที่รู้แล้วว่ามีเชื้อ แต่ยังไม่ปรากฏในกลุ่มที่ได้รับการรักษาในข้อมูลชุดนั้น

ข้อมูลชุดนี้บอกได้แค่จำนวน ไม่ได้บอกเหตุผลของแต่ละคน และไม่ได้แยกว่าส่วนต่างเกิดจากอะไร จึงไม่ควรสรุปแทน สิ่งที่อีกหน้าหนึ่งบอกได้คือขนาดของการรับคนเข้าสู่การรักษาในแต่ละปี หน้าผลการดำเนินงานสำคัญระบุว่าปีงบประมาณ 2568 มีผู้เริ่มรับยาต้านไวรัสรายใหม่ (Newly Receiving ART) 22,722 ราย โดยอ้างข้อมูลที่ สปสช. ประมวลผล ณ วันที่ 7 มกราคม 2569

สำหรับคนที่ลังเลเพราะไม่แน่ใจเรื่องค่าใช้จ่าย การไล่ดูสิทธิการรักษาเอชไอวีตามระบบประกันสุขภาพแต่ละแบบก่อนไปโรงพยาบาลช่วยลดคำถามค้างใจได้

ตัวเลขระดับประเทศไม่ได้แปลว่าทุกพื้นที่เหมือนกัน

หน้าผลการดำเนินงานสำคัญเลือกดูได้ทั้งระดับประเทศ เขตสุขภาพ และจังหวัด ซึ่งทำให้เห็นว่าค่าระดับประเทศกลบความต่างระหว่างพื้นที่ไว้มาก ข้อมูลปีงบประมาณ 2568 สะสมครบสี่ไตรมาสให้ภาพดังนี้

  • ความครอบคลุมการตรวจปริมาณไวรัส (VL Testing Coverage) ระดับประเทศ 89.97% แยกตามเขตสุขภาพ 13 เขต ต่ำสุด 87.54% สูงสุด 93.19%
  • ค่ามัธยฐาน CD4 ก่อนเริ่มยา ระดับประเทศ 194 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร แยกตามเขตสุขภาพ ต่ำสุด 168 สูงสุด 282

ค่ามัธยฐานคือค่ากลาง ตัวเลข 194 จึงหมายความว่าครึ่งหนึ่งของผู้เริ่มยาในช่วงนั้นมีค่า CD4 ไม่เกิน 194 องค์การอนามัยโลกนิยามภาวะเอชไอวีระยะลุกลามในผู้ใหญ่และวัยรุ่นว่าคือ CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร หรืออยู่ในระยะที่ 3 หรือ 4 ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก สองตัวเลขนี้จึงบอกได้ว่าอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของผู้เริ่มยาในช่วงนั้นมีค่า CD4 ต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าว นิยามนี้นับรวมผู้ที่ยังไม่เคยได้รับยาต้านไวรัสและผู้ที่กลับมารักษาหลังหยุดยา และระบุว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีถือว่าอยู่ในระยะลุกลามทุกราย องค์การอนามัยโลกเขียนด้วยว่าการตรวจ CD4 ไม่ใช่เงื่อนไขของการเริ่มยาอีกแล้ว แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นหาผู้ที่อยู่ในระยะลุกลาม

ภาพชายหนุ่มพร้อมอินโฟกราฟิกเป้าหมาย 95-95-95 และเป้าหมายยุติปัญหาเอดส์ของไทย โดยเน้นลดการติดเชื้อรายใหม่ ลดการเสียชีวิต และลดการเลือกปฏิบัติ

ถ้าครบทั้งสามขั้นแล้ว จะยุติปัญหาเอดส์ได้เลยไหม

หน้าข้อมูลสำหรับผู้บริหารสรุปเป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ พ.ศ. 2560–2573 ไว้สามข้อ คือ ลดการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ให้เหลือปีละไม่เกิน 1,000 ราย ลดการเสียชีวิตของผู้มีเชื้อเอชไอวีให้เหลือปีละไม่เกิน 4,000 ราย และลดการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศภาวะให้น้อยกว่า 10%

ตัวเลขคาดประมาณปี 2567 ในเว็บเดียวกัน ซึ่งระบุที่มาว่ามาจากคณะทำงานคาดประมาณสถานการณ์เอชไอวีและเอดส์ของประเทศไทย ด้วยแบบจำลอง Thailand Spectrum-AEM ปรับปรุง ณ วันที่ 8 เมษายน 2568 คาดว่าปีนั้นมีผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี 565,598 คน มีการติดเชื้อรายใหม่ 8,124 ราย และมีผู้เสียชีวิตจากเอดส์ 9,067 ราย

ที่ควรดูต่อคือเส้นแนวโน้มในกราฟเดียวกัน กราฟการติดเชื้อรายใหม่ลากเส้นคาดประมาณถึงปี 2573 ที่ 8,300 ราย ขณะที่เส้นเป้าหมายในกราฟเดียวกันไล่ลงไปจบที่ 1,000 ราย ส่วนกราฟผู้เสียชีวิตลากเส้นคาดประมาณถึงปี 2573 ที่ 7,106 ราย เทียบกับเส้นเป้าหมาย 4,000 ราย พูดอีกแบบคือ การกดไวรัสได้ดีถึง 98% ในขั้นที่สาม ไม่ได้ทำให้จำนวนรายใหม่และผู้เสียชีวิตลดลงถึงเป้าโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้เป็นการคาดประมาณด้วยแบบจำลอง ไม่ใช่คำยืนยันว่าจะเกิดขึ้นแน่

Quicky

คนทั่วไปช่วยขยับตัวเลขเหล่านี้ได้อย่างไร

ตัวเลขทั้งสามขั้นขยับจากสิ่งที่คนจำนวนมากทำซ้ำ ๆ คือ เข้ารับการตรวจเมื่อไม่แน่ใจ ซึ่งขับขั้นแรก เริ่มยาให้เร็วและไม่หายไปจากระบบ ซึ่งขับขั้นที่สอง และกินยาต่อเนื่องพร้อมตรวจปริมาณไวรัสตามนัด ซึ่งขับขั้นที่สาม ถ้าอยากเข้าใจว่าการกดไวรัสจนตรวจไม่พบมีความหมายอย่างไรในชีวิตจริง อ่านต่อได้ที่ผลตรวจไวรัสระดับตรวจไม่พบกับความปลอดภัยของคู่

ส่วนภาพรวมของการรักษาตั้งแต่เริ่มยาถึงการดูแลระยะยาว มูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation) รวบรวมไว้ในหน้า การรักษา HIV: เริ่มเร็ว สุขภาพดี และก้าวสู่ U=U

คำถามที่พบบ่อย

ตัวเลข 95-92-98 เป็นของปีไหน

เป็นของปี 2567 ตามที่หน้าเป้าหมาย 95-95-95 แสดงไว้ ณ วันที่เปิดอ่านคือ 27 กันยายน 2569 หน้านั้นแสดงปีล่าสุดปีเดียว ไม่ได้ให้เลือกปีย้อนหลัง ส่วนหน้าผลการดำเนินงานสำคัญเป็นข้อมูลรายปีงบประมาณและเลือกปีได้

ทำไมเปิดหน้าเว็บแล้วเห็นตัวเลขไม่ตรงกับบทความนี้

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือปีงบประมาณและไตรมาสที่เลือกไว้ต่างกัน ในวันที่เปิดอ่าน ค่าเริ่มต้นของหน้าผลการดำเนินงานสำคัญเป็นปีงบประมาณ 2569 ไตรมาส 3 ซึ่งเป็นข้อมูลสะสมเพียงสามไตรมาส ยังไม่ครบปี ตัวเลขที่เห็นจึงต่ำกว่าปีที่ครบแล้ว อีกสาเหตุคือเว็บประมวลผลข้อมูลใหม่เป็นรอบ โดยหน้าจะระบุวันที่ประมวลผลไว้ให้เห็น

ขั้นที่สามได้ 98% แล้ว ทำไมยังมีผู้เสียชีวิตอยู่

เพราะทั้งสามขั้นเป็นสัดส่วน ไม่ใช่จำนวนคน ขั้นที่สามคิดจากผู้ที่ได้รับยาต้านไวรัสแล้วเท่านั้น คนที่ยังไม่เข้าสู่การรักษาจึงไม่อยู่ในฐานของตัวเลขนี้ ข้อมูลที่เผยแพร่ไม่ได้อธิบายสาเหตุการเสียชีวิตรายบุคคล จึงตอบแทนไม่ได้

Quicky

สรุป

ตามตัวเลขปี 2567 ไทยผ่านเป้าขั้นแรกและขั้นที่สามที่ 95% และ 98% ส่วนขั้นกลางอยู่ที่ 92% หรือราว 44,000 คนที่รู้สถานะแล้วแต่ยังไม่ปรากฏในกลุ่มที่ได้รับยาต้านไวรัส ค่ารายเขตสุขภาพยังต่างกันชัดเจน และเส้นคาดประมาณถึงปี 2573 ยังอยู่เหนือเส้นเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ

ถ้านึกได้ว่าตัวเองยังไม่เคยตรวจ หรือเคยตรวจแต่นานมาแล้ว การไปตรวจหนึ่งครั้งเป็นเรื่องธรรมดาของการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่การยอมรับว่าทำอะไรผิด และถ้ากำลังรักษาอยู่ การคุยกับทีมผู้ดูแลเรื่องนัดตรวจปริมาณไวรัสครั้งถัดไปก็ช่วยให้ตัวเลขของประเทศขยับไปพร้อมกัน

แหล่งอ้างอิง