รับยาต้าน HIV ครั้งละหลายเดือน ทำได้สำหรับผู้มีเชื้อเอชไอวีที่รักษาจนอาการคงที่แล้ว โดยแนวทางการรักษาเอชไอวีของประเทศไทยปี 2564/2565 มีรูปแบบบริการที่จ่ายยาครั้งละ 3–6 เดือน และองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้เสนอการรับยาครั้งละ 3–6 เดือน หรือ 6 เดือนถ้าระบบทำได้ แต่แต่ละคนจะได้กี่เดือนขึ้นกับผลการรักษาของตัวเอง และขึ้นกับว่าหน่วยบริการที่รักษาอยู่จัดรูปแบบไหนไว้จริง
ถ้าอ่านแค่บรรทัดเดียว ให้จำว่า การรับยานานขึ้นเป็นรูปแบบบริการสำหรับคนที่คุมไวรัสได้แล้ว ถ้าอยากได้ ให้ถามทีมรักษาว่าเข้าเกณฑ์หรือยัง
รับยาต้าน HIV ครั้งละหลายเดือน คืออะไร ต่างจากนัดทุกเดือนอย่างไร
เรื่องนี้เรียกว่า MMD (multi-month dispensing หรือการจ่ายยาครั้งละหลายเดือน) เป็นส่วนหนึ่งของบริการที่แนวทางไทยเรียกว่า DSD ART (การจัดบริการยาต้านไวรัสโดยยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง) จุดประสงค์คือลดภาระที่ไม่จำเป็น และให้ผู้มีเชื้ออยู่ในระบบการรักษาได้ยาวนาน
ความถี่ในการรับยากับความถี่ในการพบแพทย์ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน WHO แยกเป็นสองคำแนะนำ คือพบแพทย์ทุก 3–6 เดือน และรับยาครั้งละ 3–6 เดือน โดยทั้งสองข้อควรเป็น 6 เดือนถ้าทำได้
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: เวลาคุยกับทีมรักษา ให้ถามแยกกันสองคำถาม คือ ต้องพบแพทย์และตรวจเลือดบ่อยแค่ไหน และรับยาได้ครั้งละกี่เดือน
ใครเข้าเกณฑ์รับยาครั้งละ 3–6 เดือน
แนวทางไทยปี 2564/2565 ในหัวข้อการจัดบริการยาต้านไวรัสช่วงการระบาดของโควิด-19 ระบุว่า คนที่สุขภาพดี กินยาต้านไวรัสมานานกว่า 1 ปี และกดปริมาณไวรัสได้สำเร็จ ควรได้รับยาครั้งละ 3–6 เดือน ส่วนคนที่สุขภาพยังไม่ดี กินยายังไม่สม่ำเสมอ หรือยังกดไวรัสไม่ได้ หัวข้อเดียวกันให้ประเมินความเสี่ยงของการต้องมารักษาที่โรงพยาบาลในช่วงโรคระบาด ให้มาตรวจที่โรงพยาบาลโดยนัดเวลาไม่ให้แออัด และพิจารณาจ่ายยาครั้งละ 1–2 เดือน
UNAIDS ก็มีนิยาม "รักษาจนคงที่แล้ว" ไว้ใช้วัดผลของแต่ละประเทศ เทียบกันได้ดังนี้
| เรื่องที่ดู | แนวทางไทย 2564/2565 (หัวข้อบริการช่วงโควิด-19) | นิยามที่ UNAIDS ใช้วัดผล |
|---|---|---|
| กินยามานานเท่าไร | นานกว่า 1 ปี | อย่างน้อย 6 เดือน |
| สุขภาพตอนนี้ | สุขภาพดี | ไม่มีอาการเจ็บป่วยอยู่ในขณะนั้น |
| ผลการรักษา | กดปริมาณไวรัสได้สำเร็จ | มีผลตรวจปริมาณไวรัสในเลือด (viral load) ที่กดได้อย่างน้อย 1 ครั้งใน 6 เดือนที่ผ่านมา ถ้าไม่มีผลตรวจไวรัส จึงใช้ค่า CD4 ซึ่งบอกความแข็งแรงของภูมิคุ้มกัน สูงกว่า 200 แทน |
| การกินยา | ช่วงโควิด-19 ถ้ายังกินไม่สม่ำเสมอ ให้ประเมินความเสี่ยงของการมาโรงพยาบาล นัดเวลาไม่ให้แออัด และพิจารณาจ่ายยา 1–2 เดือน | เข้าใจเรื่องการกินยาต่อเนื่องเป็นอย่างดี |
WHO เสริมว่าในเด็กควรพิจารณาเมื่ออายุเกิน 2 ปี และวัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงหลังคลอด อาจต้องนัดที่คลินิกบ่อยกว่า
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: ถ้าเพิ่งเริ่มยาหรือผลไวรัสยังไม่นิ่ง การนัดถี่เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่การตัดสินว่าคุณดูแลตัวเองไม่ดี ถ้ายังไม่แน่ใจว่าผลเลือดของตัวเองบอกอะไร อ่านเรื่องทำไมค่าปริมาณไวรัสจึงสำคัญต่อการรักษาประกอบได้
ระบบบริการของไทยมีรูปแบบรับยาแบบไหนบ้าง
แนวทางไทยปี 2564/2565 มีตารางรูปแบบบริการสำหรับผู้มีเชื้อที่อาการคงที่ สรุปย่อได้ดังนี้
| รูปแบบ | รับยาทุก | รับยาที่ไหน | สิ่งที่ยังต้องทำ |
|---|---|---|---|
| รับยาครั้งละ 6 เดือน | 6 เดือน | คลินิกเอชไอวี | พบแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตรวจเลือด ฟังผล |
| รับยาเพิ่มที่คลินิก (refill) | 3–6 เดือน | คลินิกเอชไอวี | พบแพทย์ทุก 6–12 เดือน ตรวจเลือด ฟังผล |
| ส่งไปรับยาที่หน่วยบริการอื่น (refer to refill) | 3–6 เดือน | เช่น รพ.สต. ศูนย์บริการสาธารณสุข องค์กรชุมชนที่ผ่านการรับรอง หรือคลินิกเอกชน | พบแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตรวจเลือด ฟังผล |
| ส่งต่อไปรักษาที่หน่วยบริการขนาดรอง (refer out) | 3–6 เดือน | โรงพยาบาลชุมชน หรือหน่วยบริการตามสิทธิการรักษา | ดูแลต่อเนื่องที่หน่วยบริการใหม่ |
| ส่งยาทางไปรษณีย์ | 3–6 เดือน | แกนนำองค์กรชุมชนที่ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียน ไปรับยาที่คลินิกแล้วส่งให้ | พบแพทย์ ตรวจเลือด ฟังผล ตามรอบ |
ตารางยังระบุบริการผ่านองค์กรชุมชนเป็นอีกทางเลือก รูปแบบที่ยังรับยาจากคลินิกหรือเครือข่ายเดิมมีการตรวจเลือดและฟังผลตามรอบ การรับยานานขึ้นจึงไม่ได้แปลว่าหายไปจากระบบ
ในความเป็นจริง คนไทยได้ใช้รูปแบบเหล่านี้มากแค่ไหน
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ปี 2566 เก็บข้อมูลจากโรงพยาบาลรัฐ 4 แห่งใน 3 จังหวัดที่มีผู้มีเชื้อจำนวนมาก ช่วงเมษายนถึงตุลาคม 2563 จากประวัติ 3,366 รายการ มี 3,213 คนที่เข้าเกณฑ์ศึกษา คือเป็นคนไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป และกินยามาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน ทีมวิจัยพบรูปแบบบริการ 7 แบบ เป็นแบบในโรงพยาบาล 4 แบบ และนอกโรงพยาบาล 3 แบบ
- บริการแบบเดิม 32.6%
- ช่องทางรับยาด่วน (fast-track refill) 29.0%
- ส่งยาทางไปรษณีย์ 11.5%
- คลินิกนอกเวลา 10.6%
- พยาบาลเป็นผู้ให้คำปรึกษาหลัก 10.0%
- จุดรับยาที่ดูแลโดยเภสัชกร 3.6%
- องค์กรชุมชนที่นำโดยประชากรหลัก 2.7%
บริการในโรงพยาบาลยังเป็นแบบที่ใช้มากที่สุด ข้อมูลนี้มาจากโรงพยาบาล 4 แห่งในช่วงโควิด-19 จึงไม่ใช่ภาพทั้งประเทศ
อีกงานสำรวจในปี 2561 กับผู้รับยา 500 คนและผู้ให้บริการ 52 คน พบว่าผู้รับยาส่วนใหญ่ยังอยากรับบริการที่คลินิกและพบแพทย์ แต่ 84.9% เห็นว่าบริการแบบยืดหยุ่นช่วยให้ตัดสินใจเรื่องสุขภาพเองได้มากขึ้น ทีมวิจัยเห็นว่าแบบที่น่าจะไปได้ในไทย คือพบแพทย์ห่างขึ้นควบคู่กับรับยาหลายเดือน
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: ถ้าที่ที่คุณรักษายังนัดรับยาทุกเดือน คุณยังถามหาทางเลือกได้
รับยานานขึ้น ผลการรักษาจะแย่ลงไหม
การทบทวนงานวิจัยปี 2565 รวม 10 การศึกษา ผู้ใหญ่ 33,599 คน ใน 8 ประเทศแถบแอฟริกาใต้สะฮารา ในส่วนที่เทียบความถี่การรับยา (4 การศึกษาแบบสุ่ม) พบว่ารับยาทุก 6 เดือนกับทุก 3 เดือน แทบไม่ต่างกันเรื่องการอยู่ในระบบการรักษา ส่วนผลต่อการกดไวรัสยังสรุปไม่ได้ เพราะหลายคนในกลุ่มนัดห่างไม่มีผลตรวจไวรัส
งานนี้ไม่มีข้อมูลในเด็ก ในประชากรหลัก หรือในประเทศนอกแอฟริกา ส่วน WHO ระบุว่าการจ่ายยานานขึ้นต้องมียาในระบบพอ ผู้รับยามีที่เก็บยาเหมาะสม และยังต้องตรวจปริมาณไวรัสตามรอบ
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: หลักฐานที่มีไม่ได้บอกว่านัดห่างแล้วเสี่ยงหลุดการรักษามากขึ้น แต่คุณยังต้องไปตรวจเลือดตามนัด และต้องมีที่เก็บยาหลายเดือนได้อย่างเหมาะสม
อยากขอรับยานานขึ้น ควรคุยกับทีมรักษาอย่างไร
- ตอนนี้คุณเข้าเกณฑ์รับยาครั้งละ 3 หรือ 6 เดือนหรือยัง
- ที่นี่มีรูปแบบไหน เช่น ส่งไปรับใกล้บ้าน หรือส่งยาทางไปรษณีย์
- ต้องพบแพทย์และตรวจเลือดทุกกี่เดือน
- ถ้ายาหายหรือมีอาการผิดปกติระหว่างรอบ ต้องติดต่อใคร
- ถามว่าสิทธิการรักษาที่ใช้อยู่มีผลกับรูปแบบที่เลือกได้หรือไม่ ทบทวนเรื่องนี้ได้จากสิทธิการรักษาเอชไอวีที่ควรรู้
ระหว่างรอคำตอบ อย่าหยุดยา ลดยา หรือกินวันเว้นวันเพื่อยืดยาให้พอถึงนัดด้วยตัวเอง ถ้ายาใกล้หมด ให้โทรหาหน่วยบริการก่อน ถ้าอยากเข้าใจภาพรวมการรักษาทั้งหมดก่อนคุยกับแพทย์ อ่านคู่มือความรู้เรื่องการรักษาเอชไอวีเพิ่มเติมได้
คำถามที่พบบ่อย
เพิ่งเริ่มยาได้ไม่กี่เดือน ขอรับยาครั้งละ 6 เดือนได้ไหม
โดยทั่วไปยังไม่ใช่ช่วงที่เหมาะ แนวทางไทยในหัวข้อบริการช่วงโควิด-19 ใช้เกณฑ์กินยานานกว่า 1 ปีและกดไวรัสได้แล้ว ส่วนนิยามของ UNAIDS ใช้อย่างน้อย 6 เดือน ทีมรักษาจะเป็นผู้ประเมิน
ถ้าผลไวรัสกลับมาตรวจพบ จะถูกเปลี่ยนเป็นนัดถี่ขึ้นไหม
อาจเป็นไปได้ ข้อที่แนวทางไทยเขียนไว้ชัดอยู่ในหัวข้อการจัดบริการช่วงโควิด-19 คือ คนที่ยังกดไวรัสไม่ได้หรือกินยาไม่สม่ำเสมอ ให้ประเมินความเสี่ยงของการมาโรงพยาบาลในช่วงนั้น นัดเวลาไม่ให้แออัด และพิจารณาจ่ายยาครั้งละ 1–2 เดือน ควรถามทีมรักษาว่านัดของคุณจะเปลี่ยนอย่างไร การนัดถี่ขึ้นมีไว้เพื่อหาสาเหตุและช่วยให้กลับมาคุมไวรัสได้ ไม่ใช่การลงโทษ
รับยาครั้งละหลายเดือนแล้ว ยังต้องตรวจเลือดอยู่ไหม
ยังต้องตรวจ รูปแบบที่ยังรับยาจากคลินิกหรือเครือข่ายเดิมในแนวทางไทยมีการตรวจเลือดและฟังผลตามรอบ และแบบรับยา 6 เดือนต้องพบแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
สรุป
ทั้ง WHO และแนวทางไทยรองรับการรับยาครั้งละ 3–6 เดือน สำหรับผู้มีเชื้อเอชไอวีที่รักษาจนคงที่และกดไวรัสได้แล้ว ไทยมีหลายรูปแบบบนกระดาษ แต่ข้อมูลจากโรงพยาบาลรัฐบางแห่งพบว่าบริการแบบเดิมยังใช้มากที่สุด ขั้นต่อไปคือถามทีมรักษาว่าคุณเข้าเกณฑ์หรือยัง และที่นั่นมีทางเลือกไหนบ้าง
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการตรวจวินิจฉัย รักษา และป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 (กรมควบคุมโรค) หน้า 100 หัวข้อ 2.12.10 และหน้า 240–241 ตาราง 7.4
- WHO (2021) คำแนะนำเรื่องความถี่การพบแพทย์และการรับยาต้านไวรัส
- UNAIDS ตัวชี้วัดการรับยาต้านไวรัสครั้งละหลายเดือน
- Lujintanon และคณะ (2023) รูปแบบบริการยาต้านไวรัสในประเทศไทย
- ความต้องการของผู้รับยาและผู้ให้บริการเอชไอวีในประเทศไทย (2021)
- Le Tourneau และคณะ (2022) ทบทวนงานวิจัยเรื่องการนัดและรับยาห่างขึ้น

