ถ้าถามว่าคนไทยมีทัศนคติต่อผู้มีเชื้อเอชไอวีอย่างไร ตัวเลขระดับชาติที่รายงานความก้าวหน้าของกรมควบคุมโรค ปีงบประมาณ 2568 ยกไว้ มาจากการสำรวจปี 2565 ซึ่งพบว่าผู้หญิงอายุ 15 ถึง 49 ปีที่เคยได้ยินเรื่องเอดส์ ร้อยละ 28.4 และผู้ชายในกลุ่มเดียวกัน ร้อยละ 26.7 มีทัศนคติเลือกปฏิบัติต่อผู้มีเชื้อเอชไอวีอย่างน้อยหนึ่งข้อจากสองคำถาม

การสำรวจนี้คือการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2565 (Thailand MICS 2022) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ทำร่วมกับองค์การยูนิเซฟ

การสำรวจปี 2565 ถามใคร และถามอะไรบ้าง

ทีมสำรวจเก็บข้อมูลช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม 2565 สัมภาษณ์ผู้หญิง 21,089 คน และผู้ชาย 9,452 คน อายุ 15 ถึง 49 ปี จากครัวเรือนตัวอย่างทั่วประเทศ ตัวเลขเรื่องทัศนคติต่อผู้มีเชื้อเอชไอวีคิดจากคนที่เคยได้ยินเรื่องเอดส์เท่านั้น

รายงานใช้คำถามเจ็ดข้อวัดการตีตราและทัศนคติเลือกปฏิบัติ เช่น จะซื้อผักสดจากเจ้าของร้านหรือคนขายที่มีเชื้อเอชไอวีไหม คิดว่าเด็กที่มีเชื้อควรได้ไปโรงเรียนร่วมกับเด็กที่ไม่มีเชื้อไหม ครบทั้งเจ็ดข้ออยู่ในตารางของหัวข้อถัดไป ตัวชี้วัดที่เรียกว่าทัศนคติเลือกปฏิบัติต่อผู้มีเชื้อเอชไอวี รวมจากสองข้อแรกเท่านั้น

ทัศนคติต่อผู้มีเชื้อเอชไอวี ตัวเลขของผู้หญิงและผู้ชาย

ตัวเลขในตารางเป็นร้อยละของผู้หญิงและผู้ชายอายุ 15 ถึง 49 ปีที่เคยได้ยินเรื่องเอดส์ จากการสำรวจในประเทศไทยปี 2565

คำตอบผู้หญิง (ร้อยละ)ผู้ชาย (ร้อยละ)
จะไม่ซื้อผักสดจากคนขายที่มีเชื้อเอชไอวี23.921.8
คิดว่าเด็กที่มีเชื้อไม่ควรได้ไปโรงเรียนร่วมกับเด็กที่ไม่มีเชื้อ12.512.2
มีทัศนคติเลือกปฏิบัติ อย่างน้อยหนึ่งในสองข้อบน28.426.7
คิดว่าคนลังเลไม่ไปตรวจ เพราะกลัวปฏิกิริยาของคนอื่นถ้าผลเป็นบวก59.561.2
คิดว่าคนพูดถึงผู้มีเชื้อในทางไม่ดี60.861.5
คิดว่าผู้มีเชื้อเสียความนับถือจากคนอื่น57.356.5
จะอายถ้าคนในครอบครัวมีเชื้อ20.020.0
กลัวได้รับเชื้อถ้าสัมผัสน้ำลายของผู้มีเชื้อ46.445.3

แยกตามภาค ผู้หญิงในภาคเหนือมีตัวเลขต่ำที่สุด คือร้อยละ 18.8 ขณะที่อีกสี่ภาคอยู่ระหว่างร้อยละ 28.5 ถึง 32.2 ส่วนผู้ชายแต่ละภาคอยู่ระหว่างร้อยละ 23.8 ถึง 30.8 แยกตามอายุ กลุ่ม 15 ถึง 24 ปีมีตัวเลขสูงกว่ากลุ่ม 40 ถึง 49 ปี ทั้งผู้หญิง (ร้อยละ 33.7 กับ 24.6) และผู้ชาย (ร้อยละ 31.9 กับ 23.7) รายงานไม่ได้อธิบายสาเหตุของความต่างตามภาคหรืออายุ

ภาพประกอบ: ทัศนคติต่อผู้มีเชื้อเอชไอวีของคนไทย ผลสำรวจปี 2565 (2/3)

ความกลัวและความอายที่ผู้ตอบเห็นในสังคม

สามข้อที่ถามว่าคนในสังคมทำหรือรู้สึกอย่างไร ได้ตัวเลขสูงกว่าข้ออื่นในตาราง ข้อเหล่านี้ถามถึงสิ่งที่ผู้ตอบเห็นรอบตัว ไม่ได้ถามว่าผู้ตอบทำเอง ส่วนข้อที่ใกล้ตัวกว่า ผู้หญิงและผู้ชายตอบว่าจะอายถ้าคนในครอบครัวมีเชื้อ ร้อยละ 20.0 เท่ากัน และกลัวว่าจะได้รับเชื้อถ้าสัมผัสน้ำลายของผู้มีเชื้อ ร้อยละ 46.4 และ 45.3 ตามลำดับ

เอกสารข้อเท็จจริงเรื่องเอชไอวีขององค์การอนามัยโลก ฉบับวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เขียนว่าคนไม่ได้รับเชื้อเอชไอวีจากการสัมผัสกันในชีวิตประจำวัน เช่น การจูบ การกอด การจับมือ หรือการใช้ของใช้ส่วนตัว อาหาร หรือน้ำร่วมกัน

ความหมายและรูปแบบของการตีตรา อ่านต่อได้ที่ HIV Stigma คืออะไร? ทำไมการตีตราผู้มีเชื้อเอชไอวียังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

เป้าหมายของประเทศ และงานลดการตีตราที่วางไว้

รายงานความก้าวหน้าการยุติปัญหาเอดส์ ประเทศไทย ปีงบประมาณ 2568 ของกรมควบคุมโรค เขียนว่าแผนความยั่งยืนด้านเอชไอวีของไทยคงเป้าหมายหลักสามข้อ คือ การติดเชื้อรายใหม่ไม่เกินปีละ 1,000 ราย การเสียชีวิตไม่เกินปีละ 4,000 ราย และการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศภาวะน้อยกว่าร้อยละ 10 รายงานฉบับนี้ยกตัวเลขทัศนคติปี 2565 ของการสำรวจนี้ไว้ในข้อเป้าหมายที่สาม ส่วนสองเป้าหมายแรกกับเป้า 95-95-95 อ่านต่อได้ที่ ไทยถึงเป้า 95-95-95 แล้วหรือยัง? ดูข้อมูลล่าสุด

รายงานฉบับเดียวกันเขียนว่าอุปสรรคสำคัญของการยุติปัญหาเอดส์ คือทัศนคติของคนในสังคมที่ก่อให้เกิดการตีตราและเลือกปฏิบัติ ทำให้ผู้มีเชื้อจำนวนหนึ่งที่ยังไม่รู้สถานะไม่เข้าสู่ระบบการรักษา และเล่างานที่ทำอยู่ เช่น การให้ความรู้เรื่องการตีตราผ่านระบบเรียนออนไลน์ งานลดการตีตราในสถานพยาบาล ในชุมชน และในเรือนจำ และการประชาสัมพันธ์แนวคิด HIV Normalization

ฝั่งแนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 ของกรมควบคุมโรค เขียนว่าการจะยุติปัญหาเอดส์ให้ได้ภายในปี 2573 จำเป็นต้องป้องกันและแก้ปัญหาการตีตราและเลือกปฏิบัติ และวางชุดงานสำหรับสถานบริการสุขภาพที่เรียกว่า 3x4 มีมาตรการสามระดับ คือ ระดับบุคคล ระดับโครงสร้างและระบบ และการเชื่อมสถานบริการกับชุมชน และระบุปัจจัยสี่ด้านที่ต้องจัดการ คือ ความไม่ตระหนักรู้ ความกลัวการติดเชื้อเอชไอวี ทัศนคติทางสังคมที่เหมารวม ตัดสิน และตำหนิ และสภาพแวดล้อมในสถานบริการสุขภาพ

คำถามที่พบบ่อย

ทัศนคติเลือกปฏิบัติในการสำรวจนี้ นับจากคำตอบข้อไหน

ในการสำรวจของไทยปี 2565 นับจากสองข้อ คือคนที่ตอบว่าจะไม่ซื้อผักสดจากคนขายที่มีเชื้อเอชไอวี หรือคิดว่าเด็กที่มีเชื้อไม่ควรได้ไปโรงเรียนร่วมกับเด็กที่ไม่มีเชื้อ ตอบแบบนี้ข้อใดข้อหนึ่งก็นับ ข้อเรื่องความอายและความกลัวน้ำลายไม่ได้รวมอยู่ในตัวชี้วัดนี้

ภาพประกอบ: ทัศนคติต่อผู้มีเชื้อเอชไอวีของคนไทย ผลสำรวจปี 2565 (3/3)

ตัวเลขชุดนี้ใช้แทนคนไทยทุกวัยได้ไหม

ไม่ได้ รายงานเขียนว่าการสำรวจออกแบบให้ประมาณค่าระดับประเทศและห้าภาคได้ แต่ถามเฉพาะผู้หญิงและผู้ชายอายุ 15 ถึง 49 ปี และตัวเลขทัศนคติคิดจากคนที่เคยได้ยินเรื่องเอดส์เท่านั้น คำตอบเป็นความเห็นที่ผู้ตอบบอกเองในช่วงมิถุนายนถึงตุลาคม 2565 รายงานเขียนว่าคำถามชุดนี้วัดการตีตราและทัศนคติที่อาจนำไปสู่การกระทำที่เลือกปฏิบัติ ผู้เขียนอ่านว่าตัวเลขนี้ไม่ได้นับการกระทำจริง

ร้อยละ 59.5 แปลว่าคนส่วนใหญ่ไม่กล้าไปตรวจเอชไอวีหรือเปล่า

ไม่ใช่ ข้อนี้ถามว่าผู้ตอบคิดว่าคนทั่วไปลังเลไม่ไปตรวจ เพราะกลัวว่าคนอื่นจะมีปฏิกิริยาอย่างไรถ้าผลเป็นบวกหรือไม่ ไม่ได้ถามว่าผู้ตอบเองลังเลหรือไม่ ตัวเลขนี้เป็นของผู้หญิงอายุ 15 ถึง 49 ปีที่เคยได้ยินเรื่องเอดส์ในการสำรวจปี 2565 ส่วนผู้ชายอยู่ที่ร้อยละ 61.2

มีตัวเลขที่ใหม่กว่าปี 2565 หรือยัง

ข่าวขององค์การยูนิเซฟประเทศไทยวันที่ 2 กันยายน 2569 เขียนว่าการสำรวจชุดนี้รอบล่าสุดเสร็จในปี 2565 และรอบถัดไปจะเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2570 ส่วนรายงานความก้าวหน้าปีงบประมาณ 2568 ของกรมควบคุมโรค (รอบตุลาคม 2567 ถึงกันยายน 2568) ยังยกตัวเลขปี 2565 จากการสำรวจนี้

อยากรู้ว่าผู้มีเชื้อเอชไอวีเองเจอการเลือกปฏิบัติแค่ไหน ดูข้อมูลชุดไหน

คำถามของการสำรวจนี้ถามทัศนคติของคนทั่วไป ไม่ได้ถามว่าผู้มีเชื้อเคยถูกเลือกปฏิบัติหรือไม่ ส่วนประสบการณ์ของผู้มีเชื้อในสถานบริการสุขภาพ รายงานความก้าวหน้าฉบับเดียวกันใช้ข้อมูลจากดัชนีการตีตราในผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีประเทศไทย 2.0 ปี 2565 ถึง 2566

สรุป

  • การสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2565 พบว่าผู้หญิงอายุ 15 ถึง 49 ปีที่เคยได้ยินเรื่องเอดส์ ร้อยละ 28.4 และผู้ชายในกลุ่มเดียวกัน ร้อยละ 26.7 มีทัศนคติเลือกปฏิบัติต่อผู้มีเชื้อเอชไอวีอย่างน้อยหนึ่งข้อ จากสองคำถามเรื่องการซื้อผักสดและเด็กไปโรงเรียน
  • ผู้หญิงร้อยละ 46.4 และผู้ชายร้อยละ 45.3 ในกลุ่มเดียวกันกลัวว่าจะได้รับเชื้อถ้าสัมผัสน้ำลายของผู้มีเชื้อ ส่วนองค์การอนามัยโลกเขียนว่าคนไม่ได้รับเชื้อเอชไอวีจากการสัมผัสกันในชีวิตประจำวัน เช่น การจูบ หรือการใช้อาหารและน้ำร่วมกัน
  • เป้าหมายข้อหนึ่งของประเทศตามรายงานความก้าวหน้าปีงบประมาณ 2568 ของกรมควบคุมโรค คือให้การเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศภาวะเหลือน้อยกว่าร้อยละ 10
  • แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 วางชุดงาน 3x4 เพื่อลดการตีตราและเลือกปฏิบัติในสถานบริการสุขภาพ

ดูหน้า การรักษา HIV: เริ่มเร็ว สุขภาพดี และก้าวสู่ U=U ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)

หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ

แหล่งอ้างอิง