ผู้มีเชื้อเอชไอวีในไทยเสียชีวิตจากอะไร งานวิจัยปี 2568 ที่ใช้ข้อมูลโครงการเอดส์แห่งชาติของผู้มีเชื้ออายุ 15 ปีขึ้นไป 398,182 คน ซึ่งเริ่มยาต้านไวรัสภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าระหว่างปี 2551–2564 พบว่าการเสียชีวิตร้อยละ 56 เกี่ยวกับเอดส์ ร้อยละ 40 ไม่เกี่ยวกับเอดส์ และร้อยละ 4 ระบุไม่ได้ สัดส่วนที่เกี่ยวกับเอดส์ลดลงเหลือราวครึ่งหนึ่งตั้งแต่ปี 2563

ผู้วิจัยสรุปว่าการเสียชีวิตที่เกี่ยวกับเอดส์ลดลงตามเวลา แต่ยังต้องพยายามต่อเพื่อให้วินิจฉัยได้เร็วขึ้น และให้ผลการรักษาเท่าเทียมสำหรับผู้หญิงกับคนที่อยู่นอกเมืองใหญ่

ข้อมูลชุดนี้มาจากไหน และนับใครบ้าง

ทีมวิจัยมาจากกองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค ศูนย์วิจัยของสภากาชาดไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และหน่วยงานอื่น ใช้ฐานข้อมูลโครงการเอดส์แห่งชาติ (NAP) ที่ สปสช. ดูแลและใช้จ่ายค่าบริการให้หน่วยบริการ แล้วเชื่อมกับระบบทะเบียนการตาย ติดตามถึงเดือนมกราคม 2566 ค่ากลางของระยะติดตามหลังเริ่มยาราว 6.3 ปี ระหว่างนั้นมีผู้เสียชีวิตร้อยละ 18.5 ของทั้งหมด งานไม่ได้เขียนถึงผู้ที่รับยาด้วยสิทธิอื่น

สาเหตุการเสียชีวิตมาจากข้อความในหนังสือรับรองการตาย ผู้วิจัยใช้โปรแกรมจัดเป็นสามกลุ่ม คือเกี่ยวกับเอดส์ (โรคติดเชื้อและมะเร็งที่นิยามว่าเป็นเอดส์ หรือระบุเพียงว่าเอดส์) ไม่เกี่ยวกับเอดส์ (เช่น โรคไม่ติดต่อ และการตายที่ไม่ได้มาจากโรค) และระบุไม่ได้ แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญสุ่มตรวจ 544 ราย ซึ่งจัดกลุ่มตรงร้อยละ 98 ผู้วิจัยเขียนข้อจำกัดไว้เองว่าสาเหตุในหนังสือรับรองการตายอาจจัดกลุ่มผิดได้ ข้อมูลบางส่วนขาดหาย งานไม่ได้แยกว่าแต่ละคนรับเชื้อมาทางไหน และอาจมีปัจจัยอื่นที่งานไม่ได้วัดปนอยู่ในผล

ตัวเลขขั้นการรักษาของประเทศ อ่านต่อได้ที่ ไทยถึงเป้า 95-95-95 แล้วหรือยัง? ดูข้อมูลล่าสุด

ผู้มีเชื้อเอชไอวีในไทยเสียชีวิตจากอะไร ตามข้อมูลโครงการรักษา

ในผู้เสียชีวิต 73,768 คน สาเหตุที่เกี่ยวกับเอดส์มีสัดส่วนมากที่สุด สัดส่วนนี้อยู่ที่ร้อยละ 58 ในปี 2551 และร้อยละ 61.7 ในปี 2553 แล้วลดลงเหลือราวร้อยละ 50 ตั้งแต่ปี 2563

ภาพประกอบ: ผู้มีเชื้อเอชไอวีในไทยเสียชีวิตจากอะไร ข้อมูลระดับชาติ (2/3)
  • ในการเสียชีวิตที่เกี่ยวกับเอดส์ ราวร้อยละ 38 ไม่ได้ระบุโรค รองลงมาคือวัณโรคและเชื้อในกลุ่มเดียวกัน กับการติดเชื้ออื่นนอกกลุ่มโรคที่งานแยกไว้
  • ในการเสียชีวิตที่ไม่เกี่ยวกับเอดส์ อันดับแรกคือการติดเชื้อที่ไม่เกี่ยวกับเอดส์ ไม่นับโควิด-19 ราวร้อยละ 20 ตามด้วยมะเร็งที่ไม่เกี่ยวกับเอดส์ และโรคหัวใจและหลอดเลือด กลุ่มละราวร้อยละ 16

ร้อยละ 31 ของการเสียชีวิตทั้งหมดเกิดภายใน 6 เดือนแรกหลังเริ่มยา

ข้อมูลพบการเสียชีวิตสูงกว่าในสถานการณ์ไหน

  • เริ่มยาตอนภูมิคุ้มกันลดลงมากแล้ว ร้อยละ 43.6 ของผู้เริ่มยาทั้งหมดในงาน เริ่มยาเมื่อค่าซีดีโฟร์ (เซลล์ภูมิคุ้มกันที่เชื้อทำลาย) ต่ำกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกใช้นิยามว่ามารับการดูแลช้า ตามที่ผู้วิจัยอธิบาย ยิ่งค่าตอนเริ่มยาต่ำ ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่เกี่ยวกับเอดส์ยิ่งสูง
  • หลุดจากการรักษาถาวร คือไม่มาตามนัดตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปและไม่กลับมาอีก ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงขึ้นทั้งสองกลุ่มสาเหตุ
  • รับบริการนอกกรุงเทพฯ และปริมณฑล หลังปรับปัจจัยอื่นแล้ว ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่เกี่ยวกับเอดส์สูงกว่ากรุงเทพฯ ร้อยละ 22–38 และที่ไม่เกี่ยวกับเอดส์สูงกว่าร้อยละ 14–53 แล้วแต่ภาค ผู้วิจัยเขียนว่าส่วนหนึ่งเกี่ยวกับค่าซีดีโฟร์ตอนเริ่มยาที่ต่ำกว่า และน่าจะเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการศึกษา
  • อายุ 15–19 ปี มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่เกี่ยวกับเอดส์สูงกว่าคนอายุ 20–29 ปี

เรื่องเพศต้องอ่านสองชั้น หลังปรับปัจจัยอื่นแล้ว ผู้ชายเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิง แต่เมื่อเทียบกับอัตราการตายของประชากรไทยทั่วไป ผู้หญิงที่มีเชื้อเสียชีวิตสูงกว่าราว 9 เท่า ส่วนผู้ชายราว 6 เท่า และในผู้หญิงอายุ 15–29 ปี ตัวเลขนี้สูงกว่าผู้ชายวัยเดียวกันราว 3 เท่า

ระบบของไทยรับมือเรื่องนี้ไว้อย่างไร

แนวทางเอชไอวีของกรมควบคุมโรค ปี 2564/2565 แนะนำให้เริ่มยาต้านไวรัสในผู้มีเชื้อทุกคนที่พร้อมและเข้าใจเรื่องการกินยาระยะยาว ถ้าสถานบริการพร้อมและแพทย์พิจารณาแล้ว ควรเริ่มภายในวันเดียวกับวันที่วินิจฉัย ถ้าทำไม่ได้ ควรพิจารณาเริ่มโดยเร็วที่สุดภายใน 7 วัน ในคนที่การคัดกรองเบื้องต้นไม่พบหลักฐานของโรคติดเชื้อฉวยโอกาส

เล่มนี้เขียนประโยชน์ของการเริ่มยาภายในวันเดียวกันไว้ เช่น ช่วยให้คงอยู่ในระบบการรักษา และลดอัตราการเสียชีวิตจากการเริ่มยาช้า ส่วนผู้สูงอายุ ซึ่งเล่มนี้นิยามว่าอายุ 50 ปีขึ้นไป แนวทางเขียนว่าผู้มีเชื้อมีอายุยืนนานขึ้น และผู้สูงอายุเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนที่ไม่เกี่ยวกับเอชไอวี เช่น โรคตับ โรคไต และมะเร็ง

ผู้วิจัยเล่าถึงสิ่งที่ระบบปรับแล้ว เช่น การตรวจเอชไอวีด้วยตนเองเข้าสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี 2566 การเริ่มยาวันเดียวกันหรือเริ่มเร็วเป็นมาตรฐานของการดูแล การเพิ่มวิธีตรวจหาวัณโรคให้ผู้มีเชื้อในโครงการตั้งแต่ปี 2564 และยาป้องกันวัณโรคที่อยู่ในแนวทางระดับชาติตั้งแต่ปี 2567

คำถามที่พบบ่อย

ร้อยละ 18.5 แปลว่าผู้มีเชื้อเกือบหนึ่งในห้าจะเสียชีวิตใช่ไหม

ไม่ใช่การทำนายรายคน ตัวเลขนี้มาจากงานวิจัยของไทยปี 2568 ซึ่งนับผู้เสียชีวิตในผู้ที่เริ่มยาภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปี 2551–2564 ติดตามถึงต้นปี 2566 งานเดียวกันพบว่าคนที่เข้าโครงการในปีหลัง ๆ มีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า ผู้วิจัยเขียนว่าการเสียชีวิตที่เกี่ยวกับเอดส์ในช่วงแรกหลังเริ่มยา เกี่ยวกับการเริ่มยาตอนค่าซีดีโฟร์ต่ำ และสรุปหลักฐานจากงานก่อนหน้าไว้ว่า ผู้มีเชื้อที่ได้ยาต้านไวรัสตอนค่าซีดีโฟร์ยังสูงมีอายุขัยเฉลี่ยใกล้เคียงประชากรทั่วไป

ภาพประกอบ: ผู้มีเชื้อเอชไอวีในไทยเสียชีวิตจากอะไร ข้อมูลระดับชาติ (3/3)

ทำไมเทียบกับคนทั่วไปแล้ว ผู้หญิงที่มีเชื้อมีตัวเลขสูงกว่าผู้ชาย

งานวิจัยของไทยปี 2568 ยังไม่ได้ตอบคำถามนี้ ผู้วิจัยเขียนถึงปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องซึ่งต้องศึกษาต่อ เช่น ความต่างทางชีววิทยา การตั้งครรภ์ การตีตรา สุขภาพจิต และช่องว่างของนโยบายที่ยังไม่ได้มุ่งไปที่ผู้หญิงที่มีเชื้อ

คนที่รับยาด้วยสิทธิประกันสังคมหรือสิทธิข้าราชการ อยู่ในข้อมูลนี้ไหม

งานวิจัยของไทยปี 2568 เขียนว่านับผู้ที่เริ่มยาภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในฐานข้อมูลโครงการเอดส์แห่งชาติ ผู้เขียนไม่พบในงานว่าผู้ที่รับยาด้วยสิทธิประกันสังคมหรือสิทธิข้าราชการอยู่ในข้อมูลด้วยหรือไม่ จึงไม่ควรอ่านผลนี้เป็นภาพของทุกสิทธิ

การเสียชีวิตที่ไม่เกี่ยวกับเอดส์ เกิดจากยาต้านไวรัสใช่ไหม

ผู้วิจัยไทยปี 2568 เล่าถึงงานในประเทศรายได้สูงว่า การเปลี่ยนไปสู่โรคไม่ติดต่อมีหลายปัจจัย เช่น อายุที่มากขึ้นและการได้รับยาต้านไวรัสเป็นเวลานาน แต่งานนี้ไม่ได้ศึกษาว่ายาเป็นสาเหตุการเสียชีวิต ส่วนแนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 เล่าว่าการศึกษาพบว่าการรักษาตอนภูมิคุ้มกันยังสูงช่วยลดโรครุนแรงทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับเอดส์ ถ้ากังวลเรื่องยา ให้คุยกับแพทย์ อย่าหยุดหรือเปลี่ยนยาเอง

ข้อมูลนี้บอกอะไรกับคนที่กำลังรับยาต้านอยู่

งานของไทยปี 2568 พบว่าการหลุดจากการรักษาเกี่ยวกับการเสียชีวิตที่สูงขึ้น ผู้เขียนแนะนำให้ไปตามนัด ถ้ามีปัญหาเรื่องเวลา การเดินทาง หรือค่าใช้จ่าย ให้บอกคลินิกตั้งแต่ต้น และอย่าหยุดยาเอง ทางเลือกหนึ่งของระบบไทยอ่านต่อได้ที่ รับยาต้าน HIV ครั้งละหลายเดือน: ใครเข้าเกณฑ์ และระบบบริการไทยมีแบบไหนบ้าง

สรุป

  • งานวิจัยปี 2568 จากข้อมูลโครงการเอดส์แห่งชาติ ในผู้มีเชื้ออายุ 15 ปีขึ้นไปที่เริ่มยาภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปี 2551–2564 พบว่าการเสียชีวิตร้อยละ 56 เกี่ยวกับเอดส์ และร้อยละ 40 ไม่เกี่ยวกับเอดส์ สัดส่วนแรกลดลงเหลือราวครึ่งหนึ่งตั้งแต่ปี 2563
  • การเสียชีวิตสูงกว่าเมื่อเริ่มยาตอนภูมิคุ้มกันลดลงมาก หลุดจากการรักษา หรือรับบริการนอกกรุงเทพฯ และเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป ผู้หญิงที่มีเชื้อได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ชาย แม้หลังปรับปัจจัยอื่นแล้วผู้ชายเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่า
  • แนวทางไทยปี 2564/2565 แนะนำให้เริ่มยาในผู้มีเชื้อทุกคนที่พร้อม ภายในวันที่วินิจฉัยหรือภายใน 7 วันตามเงื่อนไขของแนวทาง โดยแพทย์เป็นผู้พิจารณา

อ่านต่อได้ที่หน้า การรักษา HIV: เริ่มเร็ว สุขภาพดี และก้าวสู่ U=U ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)

หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ

แหล่งอ้างอิง